โลโก้นะเนี่ย
Special Column
มุมธรรมะ
ปริศนาจักรวาล
มุมหนังสือ
หัวเราะต่ออายุ
ภาพยนตร์
ดนตรี - เพลง
เกมส์ - กีฬา
ท่องโลกภาษา
เมืองไทยน่ารู้
คันปากอยากวิจารณ์
อัดอั้นตันใจ
สรรหามาฝาก
คาบข่าวมาเล่าต่อ
ชวนกันสรรค์สร้างเว็บ
มันมากับเมล์
Photo Gallely
รวมลิงค์
กระดานสนทนา
สมุดเยี่ยม
About Me
JK's Story
JK's Guan
JK's Society
JK's Diary
JK 's Chatroom
ขอบคุณครับ





ธรรมวิภาค
ธรรมะพื้นฐานที่ชาวพุทธควรรู้ โดย JK! หมัดมั่ว

ทั้งหมดนี้เป็นธรรมวิภาคที่นักธรรมตรีหรือนักศึกษาธรรมศึกษาตรีต้องศึกษา มีหัวข้อพิเศษเพิ่มเติมที่ไม่ได้อยู่ในธรรมวิภาคเพิ่มเติมพิเศษให้ชั่วคราว เพราะยังไม่มีคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นโดยเฉพาะ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพุทธศาสตร์ ต่อไปเมื่อจะอธิบายเกี่ยวกับหัวข้อธรรมเหล่านั้นแยกไปเป็นอีกหัวข้อต่างหากในอนาคต ทุกะ (หมวด ๒) ธรรมมีอุปการะมาก ๒ ๑. สติ ความระลึกได้ ๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว สติ ช่วยเตือนตนไม่ให้ประมาท สัมปชัญญะ ช่วยเตือนตนให้รู้ตัวในการกระทำ สติกับสัมปชัญญะจึงเป็นของคู่กัน เมื่อมีสติแล้วสัมปชัญญะก็จะเกิดตามมา ช่วยเตือนตนให้ประพฤติ ปฏิบัติไปในทางที่ถูกที่ควร ไม่ดำเนินชีวิตผิดพลาด ไม่สร้างอกุศลกรรมอันจะนำมาซึ่งความเดือดร้อนเสียใจในภายหลัง ธรรมเป็นโลกบาล(คุ้มครองโลก) ๒ ๑. หิริ ความละอายแก่ใจ ๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป หิริ คือความละอายแก่ใจในการที่กระทำความชั่วทั้งปวง โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อปาป เกรงกลัวต่อการกระทำบาป และเกรงกลัวต่อผลของการกระทำความผิดบาปความชั่วทั้งปวง ผู้ที่มีหิริโอตตัปปะในใจ ย่อมไม่กระทำความชั่วและบาปทั้งปวง ย่อมนำมาซึ่งความสุขสงบ ทั้งกายและใจของตนเองและผู้อื่น ย่อมหยุดการกระทำบาปชั่วทั้งปวง จึงไม่ต้องรับวิบากหรือผลจากการกระทำความผิดบาปชั่วเหล่านั้น ชีวิตตนและสังคมย่อมมีแต่ความสุขสงบ บุคคลใดมีหิริโอตตัปปะในใจ เรียกได้ว่ามีคุณธรรมของเทวดา เป็นเทวดาในร่างของมนุษย์ ธรรมอันทำให้งาม ๒ ๑. ขันติ ความอดทน ๒. โสรัจจะ ความแช่มชื่น เบิกบาน ขันติ คือ ความอดทน ทนต่อความเจ็บแค้น การถูกดูหมิ่น ความทุกข์ยากลำบาก โสรัจจะ คือ ความเสงี่ยม แช่มชื่น เบิกบาน สามารถวางตัวได้ดีในทุกสภาวะ บุคคลผู้มีขันติโสรัจจะย่อมอดทนได้กับสิ่งกระทบต่าง ๆ วางตัวแช่มชื่นเบิกบานใด้เสมอ ขันติโสรัจจะจึงเปรียบได้กับอาภรณ์ประดับใจ ทำให้เป็นคนมีใจงาม งามภายใน ทั้งยังงามออกมาถึงภายนอกด้วย

คนจะสวย สวยที่ใจ ใช่ใบหน้า คนจะงาม งามวาจา ใช่ตาหวาน คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต
บุคคลหาได้ยาก ๒ ๑. ปุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน ๒. กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วทำการตอบแทน ปุพพการี คือ บุคคลผู้ทำอุปการะแก่บุคคลอื่นก่อน กตัญญูกตเวที คือ บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วทำการตอบแทน บุคคลทั้งสองประเภทเป็นบุคคลที่หาได้ยาก เพราะมนุษย์ประกอบด้วย ตัณหาส่วนตัวเฉพาะตน ปุถุชนทั่วไปจึงมักจะทำเพื่อตนเองมากกว่าที่จะทำเพื่อผู้อื่น ติกะ (หมวด๓) รัตน ๓ (แก้วสามประการ) พระพุทธ ผู้สอนให้คนทั้งหลายประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัยของพุทธศาสนา คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม สฺวากฺขาโต ภะคะวะตา ธัมโม คือ ธรรมวินัย คำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้านำมาสั่งสอนสรรพสัตว์ เพื่อให้ประพฤติชอบ และก้าวพ้นจากห้วงทุกข์ พระสงฆ์ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวกะสังโฆ (ผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตาม) คุณของรัตนะ ๓ ๑. พระพุทธเจ้าตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตามไปด้วย ๒. พระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมไม่ให้ตกไปในอบายภูมิ(ที่ต่ำ ที่ชั่ว) ๓. พระสงฆ์ปฏิบัตชอบตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วสั่งสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตามด้วย อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ ๑. ทรงสั่งสอนเพื่อจะให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น ๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้ ๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือผู้ปฏิบัติย่อมได้รับประโยชน์ โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ (หัวใจพระพุทธศาสนา) ๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ ไม่กระทำบาปทั้งปวง ๒. กุสลสฺสู ปสมฺปทา จงถึงพร้อมซึ่งกุศล(ความดีทั้งปวง) ๓. สจิตฺตปริโย ทปนํ จงทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว รายละเอียดผมอธิบายไว้ในบทความเรื่อง หัวใจพระพุทธศาสนา พื้นฐานแนวคิดเบื้องต้นของพุทธศาสนา คลิ๊กเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ครับ ทุจริต ๓ ๑. กายทุจริต ประพฤติชั่วด้วยกาย อันมี ปาณาติบาต ทำให้ลมหายใจของสัตว์ต้องสิ้นสุดลง อทินนาทาน ยึดถือเอาของที่เจ้าของเข้าไม่ใด้ให้ กาเมสุมิจฉาจาร แสวงหาสุขทางโลกในทางที่ผิด ๒. วจีทุจริต ประพฤติชั่วด้วยวาจา อันมี มุสาวาท กล่าววาจาเท็จ ปิสุณวาจา กล่าววาจาส่อเสียด เสียดสีผู้อื่น ผสุสวาจา กล่าววาจาหยาบคาย สัมผัปปลาป กล่าวคำพูดเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไร้สาระ ๓. มโนทุจริต ประพฤติชั่วด้วยใจ อันมี อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา พยาบาท คิดร้ายผู้อื่น มิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดจากคลองธรรม สุจริต ๓ ๑. กายสุจริต ประพฤติชอบด้วยกาย อันมี ปาณาติบาตา เวรมณี เว้นจากการทำให้ลมหายใจของสัตว์ต้องสิ้นสุดลง อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากการยึดถือเอาของที่เจ้าของเข้าไม่ใด้ให กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากการแสวงหาสุขทางโลกในทางที่ผิด ๒. วจีสุจริต ประพฤติชอบด้วยวาจา อันมี มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการกล่าววาจาเท็จ ปิสุณาย วาจายะ เวรมณี เว้นจากการกล่าววาจาส่อเสียด เสียดสีผู้อื่น ผรุสาย วาจายะ เวรมณี เว้นจากการกล่าววาจาหยาบคาย สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากการกล่าวคำพูดเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไร้สาระ ๓. มโนสุจริต ประพฤติชอบด้วยใจ อันมี อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา อพยาบาท ไม่คิดร้ายผู้อื่น สัมมาทิฏฐิ เห็นนชอบตามคลองธรรม อกุศลมูล ๓ ๑. โลภะ ความโลภ อยากได้ ๒. โทสะ ความโกรธ คิดประทุษร้าย ๓. โมหะ ความหลง ไม่รู้จริง เขลา ทั้งสามสิ่งคือมูลเหตุแห่งกรรมชั่วทั้งปวง โดยมีโมหะเป็นรากเหง้าของทั้งหมด เมื่อหลง เขลา และไม่รู้จริง ทำให้ก่อกรรมใด ๆ โดยขาดสติ ไม่รู้จักดีชั่ว นำมาซึ่งความโลภ ความโกรธ ซึ่งกำจัดอกุศลมูลทั้งสามประการได้จาก การทำบุญ อันประกอบด้วยการเจริญทาน ศีล ภาวนา ทาน ทำให้เกิดความเสียสละ กำจัดต้นตอแห่งความโลภ ศีล ทำให้ใจสงบเป็นปกติ ควบคุมจิตใจได้ กำจัดต้นตอแห่งความโกรธ ภาวนา ทำให้เกิดปัญญา กำจัดต้นตอแห่งความหลง กุศลมูล ๓ ๑. อโลภะ ไม่ละโมภ อยากได้ ๒. อโทสะ ไม่คิดประทุษร้าย ๓. อโมหะ ไม่หลง ผู้ที่ปฏิบัติธรรม เจริญทาน ศีล ภาวนาแล้ว ย่อมกำจัดรากเหง้าแห่งความชั่วคือ อกุศลมูล ๓ โลภะ โทสะ โมหะ ลงได้ และย่อมถึงซึ่งกุศลมูล๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งความดี ก่อให้เกิดการก่อกรรมดี อันประกอบด้วย คิดดี พูดดี ทำดี นำมาซึ่งวิบากดี ส่งสืบต่อไปในกาลอนาคตข้างหน้า สัปปุริสบัญญัติ ๓ (บทบัญญัติของสัตบุรุษ) ๑. ทาน การให้ ๒. ปัพพัชชา การถือบวช ๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน การดูแลบิดามารดา สัตตบุรุษ คือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ประพฤติดี ประพฤติชอบด้วยทั้งกาย วาจา และใจ ทาน เป็นการมอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่น ทำให้จิตใจสูงขึ้น ละความเห็นแก่ตัว การให้เป็นการทำ "บุญและกุศล" รูปแบบหนึ่ง ทำให้ใจกว้าง เสียสละ ซึ่งการให้ที่เป็นบุญกุศลได้แก่ อามิสทาน,วิทยาทาน,ธรรมทาน,อภัยทาน เป็นบุญ(ทำให้ใจฟูขึ้นเกิดปิติสุข) และกุศลจิต ปัพพัชชา การถือบวช เป็นแนวทางละการทำความผิดบาปทั้งปวง และเป็นแนวทางสำหรับฝึกปฏิบัติเพื่อควบคุมจิตใจ มาตาปิตุอุปัฏฐาน เป็นการบฏิบัติดูแลบิดามารดาให้เป็นสุข เป็นการแสดงออกถือความกตัญญูกตเวทิตา รวมความทั้งสามข้อเป็นความประพฤติของคนดี ผู้รู้ สัตบุรุษทั้งหลาย อปัณณกปฏิปทา ปฏิบัติไม่ผิด ๓ ๑. อินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๒. โภชเน มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการกิน ๓. ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียร ผู้ที่สำรวมอินทรีย์ย่อมไม่ไม่หวั่นไหวต่อสภาวะแห่งอินทรีย์ไม่ว่าจะเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น สัมผัสได้ถึงรส สัมผัสด้วยกาย หรือใจ ย่อมไม่รู้สึกหวั่นไหว ยินดียินร้ายไปตามอินทรีย์ การประมาณตนในการบริโภคอาหาร ย่อมส่งผลทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ไม่บริโภคน้อยจนเกิดทุกขกิริยาทำให้จิตใจไม่สงบ ไม่บริโภคมากจนอึดอัดหรือเคลิบเคลิ้มอ่อนเพลียง่วงเหงา ส่งผลที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ ธรรมให้ปฏิบัติธรรมต่อไปได้ด้วยดี ผู้ที่ตื่นตัวประกอบความเพียรย่อมควบคุมจิตใจได้ไม่ตกเป็นทาสของจิตใจ เป็นนายแห่งตน ทำให้บำเพ็ญเพียรชำระจิตใจให้สะอาดได้ ส่งผลดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจ บุญกิริยาวัตถุ ๑. ทานมัย บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน ๒. สีลมัย บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล ๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จได้ด้วยการเจริญภาวนา การบำเพ็ญบุญโดยย่อมี ๓ อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา การประพฤติธรรมด้วยการบริจาคทาน การประพฤติธรรมด้วยการรักษาศีล จะควบคุมจิตให้สงบระงับ จะไปลดอกุศลจิตที่เป็น โลภะ โทสะ ให้ลดลงหรือสงบระงับไป การประพฤติธรรมด้วยการเจริญภาวนา จะนำมาซึ่งสมาธิปัญญาในการเข้าถึงธรรม สามัญลักษณะ ๓ ลักษณะทั่วไปของสังขารทั้งหลาย 3 ประการ ๑. อนิจจตา ความไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์ ๓. อนัตตา ความไม่เป็นตัวตน เรียกอีกอย่างว่าไตรลักษณะ สังขารทั้งหลายไม่ว่ามีวิญญาณรับรู้เช่นมนุษย์หรือสัตว์ หรือไม่มีวิญญาณรับรู้เช่นวัตถุ ย่อมมีความไม่เที่ยง(อนิจจัง) แปรผันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย(ทุกขัง) ยึดถือเป็นตัวตนไม่ได้(อนัตตา) พิเศษเพิ่มเติม ส่วนนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมพิเศษของหมวด 3 วิโมกข์ ๓ ๑. เห็นความจริงว่านามรูปทั้งปวงไม่คงที่ ไม่สามารถคงอยู่สภาวะเดิมได้ ๒. เห็นความจริงว่านามรูปทั้งปวงเปลี่ยนแปลง แปรเปลี่ยนตลอดเวลาไม่แน่นอน ๓. เห็นความจริงว่านามรูปทั้งปวงไม่เป็นแก่นสาร ไม่เป็นตัวตน ยึดถือเป็นสาระไม่ได้ รวมความแล้วก็คือเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา มิจฉาทิฏฐิ ๓ ๑. เข้าใจว่า การก่อกรรมใด ๆ ก็ตามทั้งกาย วาจาใจ ไม่ว่ากุศลกรรม หรืออกุศลกรรมไม่มีผลในอนาคต ๒. เข้าใจว่า สัตว์ที่ได้รับสุขหรือทุกข์ในชาตินี้ ไม่มีอะไรเป็นเหตุเลย ๓. เข้าใจว่า สัตว์ที่ก่อกรรมไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมเป็นเพียงการกระทำ ไม่เป็นบาปบุญอะไร คลิกเลือกหมวดถัดไป หมวด ๔ และ หมวด ๕ หมวด ๖ - หมวด ๗ หมวด ๘ - หมวด ๙ หมวด ๑๐ และปกิณณกะ (หมวดเบ็ตเล็ด) หากมีเวลาว่างจะมาทำการอธิบายหลักธรรมเหล่านี้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แต่คงทำได้เพียงแค่คร่าว ๆ เท่าที่คนศึกษาและปฏิบัติธรรมมาเพียงยี่สิบปีจะทำได้เท่านั้น หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมควรศึกษาจาก บรรพชิตผู้สละโลกครองผ้ากาสาวพัตรถือธรรมเป็นสรณะแทน


1