ทั้งหมดนี้เป็นธรรมวิภาคที่นักธรรมตรีหรือนักศึกษาธรรมศึกษาตรีต้องศึกษา
มีหัวข้อพิเศษเพิ่มเติมที่ไม่ได้อยู่ในธรรมวิภาคเพิ่มเติมพิเศษให้ชั่วคราว
เพราะยังไม่มีคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นโดยเฉพาะ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพุทธศาสตร์
ต่อไปเมื่อจะอธิบายเกี่ยวกับหัวข้อธรรมเหล่านั้นแยกไปเป็นอีกหัวข้อต่างหากในอนาคต
จตุกกะ (หมวด๔)
วุฒิ ธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๔
๑. สัปปุริสูปสังเสวะ คบสัตบุรุษ(ผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ)
๒. สัทธัมมัสสวนะ ฟังธรรมของท่านโดยเคารพ
๓. โยนิโสมนสิการะ ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ
๔. ธัมมานะธัมมปฏิปัติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งตรองเห็นแล้ว
ทั้ง 5 ข้อเป็นธรรมแห่งความเจริญ การคบหาสัตบุรุษ ได้ฟังคำสั่งสอน
ไตร่ตรองและใคร่ครวญด้วยสติปัญญา แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติ
จักเป็นกุศลส่งผลดีให้แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติให้เจริญขึ้นไป
จักร ๔ วงล้อนำสู่ความเจริญ
๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม
๒. สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ
๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนชอบ
๔. ปุพเพกตปุญญตา เคยสร้างความดีมาก่อน
การอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม คบหาแต่สัตบุรุษ ตั้งตนชอบ
และได้สร้างสมคุณงามความดีมาก่อน ย่อมจะนำบุคคลไปสู่ความเจริญ
อคติ ๔
๑. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักใคร่ชอบพอ
๒. โทสาคติ ลำเอียงเพราะไม่ชอบใจ เคียดแค้น
๓. โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา
๔. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
การพิจารณาหรือตัดสินเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง ผู้พิจารณาพึงเว้นจาก อคติทั้งสี่
อันได้แก่ ลำเอียงเพราะรักใคร่ชอบพอกัน เพราะไม่ชอบใจ ไม่พอใจกัน
ลำเอียงเพราะความไม่รู้ความจริง ลำเอียงเพราะกลัวภัยแก่ตน
เมื่อบุคคลใดพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ได้โดยปราศจากอคติทั้ง 4 แล้ว
ผู้นั้นย่อมพิจารณาและตัดสินเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่าง ถูกต้อง เที่ยงธรรม
อันตรายของผู้บวชใหม่ ๔
สำหรับภิกษุผู้บวชใหม่ ผู้ยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตบรรพชิต ยังคุ้นเคยกับการวางตัวแบบฆารวาส
หายังชนะใจตนไม่ได้ ย่อมเป็นอันตรายต่อเพศบรรพชิต อันตรายดังกล่าว ได้แก่
๑. อดทนต่อคำสอนไม่ได้ ทำตามไม่ได้ ขี้เกียจทำตาม
๒. อดทนต่อความอดอยากไม่ได้ เห็นแก่ปากท้อง เห็นแก่กิน
๓. อดทนต่อกามคุณไม่ได้ ทะยานอยากอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพลิดเพลินในกามคุณ
๔. รักผู้หญิง
ปธาน ๔ ความเพียร ๔ ประการ
๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. ภาวนาปธาน เพียรเจริญภาวนา
๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อม
ผู้ประพฤติชอบควรเพียรระมัดระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
หากบาปเกิดขึ้นแล้วก็เพียรละบาปที่เกิดขึ้น
เมื่อละบาปได้แล้วก็เพียรเจริญภาวนาให้เกิดความดีงาม
เกิดกุศลแก่ตล เมื่อเกิดกุศลแล้วเพียรรักษาความดี
รักษากุศลนั้นไว้ไม่ให้เสื่อม
อธิษฐานธรรม ๔ ธรรมอันควรตั้งไว้ในใจ ๔
๑. ปัญญา รอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้
๒. สัจจะ ความจริงใจ
๓. จาคะ สละสิ่งอันเป็นข้าศึกต่อความจริงใจ
๔. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ
อิทธิบาท ๔ พื้นฐานแห่งความสำเร็จ ๔
๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ เพียรประกอบในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่จดจ่อต่อสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ตริตรองพิจารณาในสิ่งนั้น
การทำการใด ๆ ก็ตาม ควรสร้างให้เกิดความรักชอบพอใจในการนั้น ๆ ก่อน
เมื่อพอใจแล้วก็เพียรพยายามกับการทำการนั้น ๆ
เอาใจใส่ตั้งใจไม่เลิกละ แล้วพิจารณาหาวิธีพัฒนาแก้ไขและทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
ทั้ง 4 ประการนี้เป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จในกิจการทั้งปวง
ความไม่ประมาทใน ๔ สถาน
๑. ในการละกายทุจริต
๒. ในการละวจีทุจริต
๓. ในการละมโนทุจริต
๔. ในการละความเห็นผิด
ความไม่ประมาทในการละ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และละความเห็นผิด
ย่อมนำมาซึ่งความประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต และมีความเห็นชอบ
อันจะนำมาชีวิตไม่ตกไปในอบาย
อีกอย่างหนึ่ง
๑. ระวังใจไม่ให้กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
๒. ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
๓. ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง
๔. ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา
ปาริสุทธิศีล ๔
๑. ปาฏิโมกขสังวร สำรวมในพระปาฏิโมกข์
พึงละเว้นจากข้อปฏิบัติที่พระพุทธองค์ห้าม ทำตามวินัยบัญญัติ
๒. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ไม่ยินดียินร้ายในเวลาที่เกิดผัสสะ
๓. อาชีวปาริสุทธิ เลี้ยงชีพในทางที่ชอบ
๔. ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาก่อนบริโภคปัจจัย ๔
พิจารณาก่อนบริโภคปัญจัยว่าบริโภคเพื่อยังชีพ ไม่ได้บริโภคด้วยตัณหา
อารักขกัมมัฏฐาน ๔
๑. พุทธานุสติ ระลึกถึงพระพุทธคุณ
๒. เมตตา แผ่เมตตาจิต คิดปารถนาให้สรรพสัตว์เป็นสุขถ้วนหน้า
๓. อสุภะ พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นของไม่งามไม่สะอาด
๔. มรณสติ พิจารณาถึงความตายอันพึงจะเกิดมี
พรหมวิหาร ๔
๑. เมตตา ความปราถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข
๒. กรุณา ความปราถนาจะให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
๓. มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
๔. อุเบกขา ปล่อยวางในสุขและทุกข์ของผู้อื่นอันตนไม่สามารถช่วยเหลือได้
สติปัฏฐาน ๔
๑. กายานุปัสสนา พิจารณากายในกาย
๒. เวทนานุปัสสนา พิจารณาเวทนาในเวทนา
๓. จิตตานุปัสสนา พิจารณาจิตใจจิต
๔. ธัมมานุปัสสนา พิจารณาธรรมในธรรม
พิจาณาว่ากายนี้ก็เป็นเพียงแค่กาย ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใข่บุคคล ไม่ใช่สัตว์
พิจารณาว่าเวทนานี้ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็เป็นเพียงเวทนา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สัตว์
พิจารณาว่าจิตนี้ไม่ว่าผ่องแผ้ว เบิกบาน หรือ ห่อเหี่ยว เศร้าหมองก็เป็นเพียงจิต ไม่ใช่ตัวตนบุคคล
พิจารณาว่าธรรมนี้ไม่ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ก็เป็นเพียงธรรม ไม่เป็นตัวตน
ธาตุกัมมัฏฐาน ๔
๑. ปฐวีธาตุ ธาตุดิน
๒. อาโปธาตุ ธาตุน้ำ
๓. เตโชธาตุ ธาตุไฟ
๔.วาโยธาตุ ธาตุลม
อริยสัจ ๔
๑. ทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
๒. สมุทัย เหตุแห่งทุกข์
๓. นิโรธ ความดับทุกข์
๔. มรรค วิถีปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์
เพิ่มเติมพิเศษหมวด ๔
ฆราวาสธรรม ๔ ธรรมผู้ครองเรือน
๑. สัจจะ ความจริงใจ เอาความจริงเข้าหากัน
๒. ทมะ ความข่มใจ
๓. ขันติ ความอดทน อดกลั้น
๔. จาคะ เสียสละปันสิ่งของ ๆ ตน แก่ผู้ที่ควรรับ
ดอกบัวสี่เหล่า
พระพุทธองค์เปรียบเทียบคนออกเป็นสี่จำพวก
๑. บัวพ้นน้ำ พวกที่พ้นจากอาสวะกิเลส มิจฉาทิฏฐิ เพียงได้ฟังธรรมก็เข้าใจได้ในทันที
เปรียบเช่นดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำแล้วพร้อมรับแสงตะวันเพื่อจะบานต่อไป
๒. บัวเสมอน้ำ พวกที่พร้อมจะฟังธรรมแต่ยังมีข้อกังขาในจิต เมื่อได้ฟังธรรมและได้ฟังอรรถาธิบายเพิ่มเติมก็สามารถเข้าใจได้
๓. บัวใต้น้ำ เวไนยสัตว์(สัตว์ที่สั่งสอนได้) เปรียบเหมือนดอกบัวที่มีโอกาสที่จะโผล่พ้นน้ำมาในวันต่อๆไป
เมื่อได้รับการอบรมบ่มสติปัญญาพอควรก็จะเข้าใจธรรมได้
๔. บัวใต้โคลนตม ผู้ที่โง่เขลา ยากที่จะสอนให้เข้าใจได้ ไม่มีโอกาสโผล่เหนือน้ำ
หมวด ๕ ข้างล่างนี้เป็นต้นไป เอาไว้ว่าง ๆ จริง ๆ จะมาขยายความต่อครับ
ปัญจกะ (หมวด ๕)
อนันตริยกรรม ๕ (กรรมอันเป็นบาปหนักที่สุด ๕)
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้บาดเจ็บตั้งแต่โลหิตห้อขึ้นไป
๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน
อนันตริยกรรม ๕ ถือว่าเป็นกรรมหนักที่สุด ถึงห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน
อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕
๑. ชราธัมโมมหิ ชรังอนตีโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา เราจะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
๒. พยาธิธัมโมมหิ พยาธิงอนตีโต เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา เราจะล่วงพ้นความเจ็บไข้ได้ป่วยไปไม่ได้
๓. มรณธัมโมมหิ มรณังอนตีโต เรามีความตายเป็นธรรมดา เราจะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
๔. เราจักต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งหลาย
๕. เรามีกรรมเป็นของตน จะเป็นกรรมงาม กรรมดีที่เป็นกุศล
     หรือจะเป็นกรรมชั่ว กรรมลามกที่เป็นบาป เราจักต้องรับผลของกรรมนั้น
เวสารัชกรณธรรม ๕ ธรรมที่ทำให้กล้าหาญ
๑. สัทธา ความเชื่อ
๒. สีล การรักษาความปกติ ของ กาย วาจา ใจ
๓. พาหุสัจจะ ความรู้มาก
๔. วิริยารัมภะ ปรารถนาความเพียร
๕. ปัญญา ความรอบรู้ ปัญญามีสองประเภทคือโลกียปัญญา(ปัญญาปุถุชน) กับ โลกุตรปัญญา(ปัญญาพระอริยเจ้า)
คนเมื่อมีความเชื่อมั่น ย่อมบังเกิดความกล้า
เมื่อมีการรักษาความปกติ ของกาย วาจา ใจ ย่อม วางใจเป็นปกติได้ ความกลัวย่อมไม่บังเกิด
เมื่อไม่มีความกลัว ความกล้าก็จะเกิดตามมา
การมีความรู้มาก มีความเข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ รู้ความจริงของสิ่งต่าง ๆ
ย่อมเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ใด้อย่างถ่องแท้ ความกลัวย่อมไม่บังเกิด ความกล้าก็จะเกิดตามมา
การเป็นผู้ปราถนาความเพียร ย่อมเอาชนะความกลัวได้
เมื่อมีปัญญาแยกแยะ เข้าใจ และรู้ที่มาที่ไปของความกลัวย่อมเอาชนะความกลัว เกิดความกล้าได้
องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕
๑. ปาฏิโมกขสังวร สำรวมในพระปาติโมกข์
พึงละเว้นจากข้อปฏิบัติที่พระพุทธองค์ห้าม ทำตามวินัยบัญญัติ
๒. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ไม่ยินดียินร้ายในเวลาที่เกิดผัสสะ
๓. เป็นคนไม่เอิกเริกเฮฮา
๔. อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
๕. สัมมาทิฐิ มีความเห็นชอบ
ภิกษุผู้บวชใหม่ ควรประกอบด้วยองค์ ๕ ดังนี้
สำรวมในปาฏิโมกษ์ สำหรับภิกษุผู้บวชใหม่ ผู้ยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตบรรพชิต
ยังคุ้นเคยกับการวางตัวแบบฆารวาส หากไม่สำรวมในปาฏิโมกษ์
อาจละเมิดพระธรรมวินัยถึงขั้นขาดจากความเป็นภิกษุได้
การสำรวมอินทรย์ย่อมระมัดระวังในผัสสะที่เกิดจิตใจย่อมสงบไม่ฟุ้งซ่าน
การไม่เอิกเริกเฮฮา ย่อมทำให้สงบเสงี่ยมสมควรตามเพศสมณะ
การอยู่ในเสนาสนะอันสงัดย่อมนำมาซึ่งความสงบวิเวกควรแก่การบำเพ็ญธรรม
การดำรงความเห็นชอบ เป็นมรรคสู่ความดับทุกข์
องค์แห่งธรรมถึก ๕ ผู้แสดงธรรม ควรประกอบไปด้วยองค์ ๕ ดังนี้
๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ
๒. อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ
๓. ตั้งจิตเมตตา ปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง
๔. ไม่แสดงธรรมโดยเห็นแก่ลาภ
๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือ ไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น
ผู้แสดงธรรมควรแสดงธรรมตามลำดับ ไม่รวบลัดตัดตอน แสดงธรรมโดยไม่ให้เสียเนื้อความสำคัญ
อ้างเหตุผลแนะนำ มีตัวอย่าง อุปมาอุปไมยให้ผู้ฟังได้ฟังใด้เข้าใจ
ตั้งจิตปราถนาแสดงธรรมเพื่อให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์
ไม่แสดงเพื่ออวดภูมิหรือเพื่อให้ตนได้ลาภ ยศ สรรเสริญ
ไม่ยกธรรมของตนขึ้นมากล่าวโทษคนอื่น ไม่พึงแสดงธรรมโดยยกตนข่มท่าน
ธัมมัสสวนานิสงส์ ๕ (อานิสงส์แห่งการฟังธรรม ๕)
๑. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๒. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัดย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด
๓. บรรเทาความสงสัยเสียได้
๔. ทำความเห็นให้ถูกต้อง
๕. จิตของผู้ฟังย่อมแจ่มใส
พละ ๕
๑. สัทธา ความเชื่อ
๒. วิริยะ ความเพียร
๓. สติ ความระลึกได้
๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น
๕. ปัญญา ความรอบรู้
พละ หมายถึง กำลัง ผู้ประพฤติธรรม หรือประกอบกิจการใด ๆ ก็ตาม
ต้องมีธรรมอันจะก่อให้เกิดกำลัง สำหรับประพฤติธรรมหรือประกอบกิจการนั้น คือ
มีความเชื่อมั่นในธรรมที่ประพฤติหรือกิจการที่ประกอบ
มีความเพียรพยายามในการประพฤติธรรมหรือประกอบกิจการ
มีสติระลึกได้ถึงสิ่งที่ดำเนินอยู่
มีสมาธิกับการประพฤติธรรมหรือประกอบกิจการ
มีปัญญา แยกแยะในการประพฤติหรือการประกอบการ
ผู้ถึงพร้อมทั้งธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ ย่อมถึงพร้อมซึ่งพละกำลังสำหรับการนั้น ๆ
นิวรณ์ ๕ คือธรรม(สภาวะ)อันปิดกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี อันประกอบด้วย
๑. กามฉันทะ พอใจรักใคร่ใน อารมณ์ที่ชอบ มี รูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์
๒. พยาบาท คิดร้ายผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านและรำคาญใจ
๕. วิจิกิจฉา ความลังเล
สภาวะทั้งห้าเป็นสภาวะอันปิดกั้นจิต ไม่ให้บรรลุความดี ครอบงำจิต ไม่ให้มองเห็นธรรม
ผู้ประพฤติธรรมพึงพิจารณาเจริญธรรมแก้นิวรณ์ คือ
เจริญกายคตาสติ แก้ กามฉันทะ
เจริญเมตตา แก้ พยาบาท
เจริญพุทธคุณแก้ ถีนมิทธะ
เจริญกสิณแก้อุทธัจจกุกกุจจะ
เจริญธาตุกัมมัฏฐานแก้วิจิกิจฉา
ขันธ์ ๕
๑. รูป กายอันประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ
๒. เวทนา ความรู้สึกอารมณ์
๓. สัญญา ความจำได้หมายรู้
๔. สังขาร อาการปรุงแต่งที่เกิดกับใจ
๕. วิญญาณ ความรับรู้
กายกับใจนี้ ประกอบด้วย กองขันธ์ทั้ง ๕
มีธาตุ ๔ ประชุมกันเป็นกายเรียกว่า "รูป"
มีอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เรียกว่า "เวทนา"
มีความจำได้หมายรู้ในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดกับใจ เรียกว่า "สัญญา"
อารมณ์ที่เกิดกับใจ ทั้งที่เป็นกุศล และอกุศล หรือกลาง ๆ (อัพยากฤต) รวมกันเรียกว่า "สังขาร"
ความรู้ เมื่ออารมณ์มาตกกระทบ เรียกว่า "วิญญาณ"
เพิ่มเติมพิเศษ
สัปปุริสทาน ๕ การให้ทานของสัตบุรุษ
๑. ด้วยสัทธา (เชื่ออย่างมีเหตุผล)
๒. ด้วยเคารพ
๓. ตามกาล
๔. มีจิตอนุเคราะห์
๕. ไม่กระทบตนและผู้อื่น
จักรวาลธาตุ
๑. ปฐวีธาตุ ธาตุดิน
๒. อาโปธาตุ ธาตุน้ำ
๓. เตโชธาตุ ธาตุไฟ
๔.วาโยธาตุ ธาตุลม
๕. อากาสะธาตุ ธาตอากาศ คือช่องว่างในความเต็ม
หน้าถัดไป หมวด ๖ - หมวด ๗
หากมีเวลาว่างจะมาทำการอธิบายหลักธรรมเหล่านี้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
แต่คงทำได้เพียงแค่คร่าว ๆ เท่าที่คนศึกษาและปฏิบัติธรรมมาเพียงยี่สิบปีจะทำได้เท่านั้น
หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมควรศึกษาจาก บรรพชิตผู้สละโลกครองผ้ากาสาวพัตรถือธรรมเป็นสรณะแทน