ทั้งหมดนี้เป็นธรรมวิภาคที่นักธรรมตรีหรือนักศึกษาธรรมศึกษาตรีต้องศึกษา
มีหัวข้อพิเศษเพิ่มเติมที่ไม่ได้อยู่ในธรรมวิภาคเพิ่มเติมพิเศษให้ชั่วคราว
เพราะยังไม่มีคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นโดยเฉพาะ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพุทธศาสตร์
ต่อไปเมื่อจะอธิบายเกี่ยวกับหัวข้อธรรมเหล่านั้นแยกไปเป็นอีกหัวข้อต่างหากในอนาคต
ฉักกะ (หมวด ๖)
คารวะ ๖
๑. พระพุทธ
๒. พระธรรม
๓. พระสงฆ์
๔. ความศึกษา
๕. ความไม่ประมาท
๖. ปฏิสันถาร
อายตนภายใน ๖
๑. ตา
๒. หู
๓. จมูก
๔. ลิ้น
๕. กาย
๖. ใจ
อายตนภายนอก ๖
๑. รูป
๒. เสียง
๓. กลิ่น
๔. รส
๕. โผฎฐัพพะ
๖. ธรรมารมณ์
วิญญาณ ๖
๑. จักขุวิญญาณ เกิดโดยอาศัยรูปกระทบตา
๒. โสตวิญญาณ เกิดโดยอาศัยเสียงกระทบหู
๓. ฆานวิญญาณ เกิดโดยอาศัยกลิ่นกระทบจมูก
๔. ชิวหาวิญญาณ เกิดโดยอาศัยรสกระทบลิ้น
๕. กายวิญญาณ เกิดโดยอาศัยโผฎฐัพพะกระทบกาย
๖. มโนวิญญาณ เกิดโดยอาศัยธรรมเกิดกับใจ
ผัสสะ ๖
๑. จักขุสัมผัส
๒. โสตสัมผัส
๓. ฆานสัมผัส
๔. ชิวหาสัมผัส
๕. กายสัมผัส
๖. มโนสัมผัส
เวทนา ๖
๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา
๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา
๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา
๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
๕. กายสัมผัสสชาเวทนา
๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา
ธาตุ ๖
๑. ปฐวีธาตุ ธาตุดิน
๒. อาโปธาตุ ธาตุน้ำ
๓. เตโชธาตุ ธาตุไฟ
๔. วาโยธาตุ ธาตุลม
๕. อากาศธาตุ ความว่างในความเต็ม
๖. วิญญาณธาตุ ธาตุรู้ ตัวรู้ ความรับรู้ต่าง ๆ
สัตตกะ (หมวด ๗)
อปริหานิยธรรม ๗ (ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว)
๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒. ประชุมกันโดยพร้อมเพรียง เมื่อเลิกประชุมก็โดยพร้อมเพียง และพร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ
๓. ไม่บํญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว
     สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
๔. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุนั้น เชื่อฟังถ้อยคำท่าน
๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น
๖. ยินดีในเสนาสนะป่า
๗. ตั้งใจอยู่ว่าเพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ที่ยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยุ่เป็นสุขๆ
อริยทรัพย์ ๗
ทรัพย์ของอริยะชน หรือทรัพย์ของผู้เจริญแล้ว สิ่งประเสริฐที่ควรจะมีประจำสันดาน
๑. สัทธา ความเชื่อ
๒. สีล รักษาความเป็นปกติของกาย วาจา ใจ
๓. หิริ ความละอายต่อบาป
๔. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป
๕. พาหุสัจจะ ความรู้มาก เรียนมามาก ศึกษามามาก
๖. จาคะ สละปันสิ่งของ ๆ ตน แก่ผู้ที่ควรรับ
๗. ปัญญา ความรอบรู้แยกแยะสิ่งดีชั่ว สิ่งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ สิ่งอันเป็นสาระ และไม่มีสาระ
สัปปุริสธรรม ๗
๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักธรรม(เหตุ) รุ้ว่าสิ่งใดเป็นเหตุให้เกิดปัจจัยใด ๆ สิ่งใดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
สิ่งใดเป็นเหตุให้เกิดสุข
๒. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักอรรถ(ผล) รู้ว่าด้วยเหตุอันนี้ จะเกิดผลอันนี้ รู้ว่าด้วยเหตุนี้จะเกิดทุกข์
ด้วยเหตุนี้จะเกิดสุข
๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน
๔. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณตนในการบริโภค
๕. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันควร รู้จักกระทำกิจต่างๆ ในการอันควร
๖. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชนและกิริยาที่จะต้องประพฤติต่อประชุมชน
๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า ผู้นี้เป็นคนดีควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ
โพชฌงค์ ๗
๑. สติ ความระลึกได้
๒. ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม
๓. วิริยะ ความเพียร
๔. ปิติ ความอิ่มใจ
๕. ปัสสัทธิ ความสงบใจและอารมณ์
๖. สมาธิ ความตั้งใจมั่น
๗. อุเบกขา ความวางเฉย
หน้าถัดไป หมวด ๘ - หมวด ๙
หากมีเวลาว่างจะมาทำการอธิบายหลักธรรมเหล่านี้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
แต่คงทำได้เพียงแค่คร่าว ๆ เท่าที่คนศึกษาและปฏิบัติธรรมมาเพียงยี่สิบปีจะทำได้เท่านั้น
หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมควรศึกษาจาก บรรพชิตผู้สละโลกครองผ้ากาสาวพัตรถือธรรมเป็นสรณะแทน