ปีที่ 3 ฉบับที่ 1000 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 13 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543 |
เหตุการณ์ที่สับสน ทำให้คนเมาไม่เว้นแม้กระทั่งพระ
งานส่งเสริมพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกกันว่า สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนานั้น เป็นงานใหญ่ คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทย ร่วมกันจัดขึ้นติดต่อกันมายาวนานถึง 16 ปีแล้ว
แรกเริ่มที่จัดงานนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศ ทรงเป็นประธานฝ่านยบรรพชิต พระราชาคณะระดับสมเด็จ และพระเถระที่ลดหลั่นลงมาร่วมเป็นกรรมการ
แม่งานสำคัญฝ่ายสงฆ์คือ เจ้าคุณพระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) วัดบวรนิเวศ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโสภณคณาภรณ์ เรื่อยมาจนสมณศักดิ์ เลื่อนขึ้นไปที่ พระราชธรรมนิเทศ ท่านเจ้าคุณก็ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอย่างสำคัญในการจัดงานแต่ละปี
งานส่งเสริมพระพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่า สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในบรรยากาศพิเศษ ผลของการจัดงานทำให้คณะสงฆ์ไทย ทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายมหานิกาย และฝ่าธรรมยุต ซึ่งตามปกติแล้ว ไม่เคยจัดงานร่วมกันมาก่อน เกิดจับมือกันเหนียวแน่น จัดงานใหญ่นี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก อย่างน่าแปลกใจ
เนื่องจากเป็นงานใหญ่ มีประชาชนทั่วประเทศ ให้ความสนใจ สถานที่จัดงาน จึงเลือกเอาสนามหลวง เป็นพื้นที่รองรับคลื่นมหาชน
ในปี พ.ศ.นั้น คือ ปีพ.ศ.2527 ท่านเจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ หรือที่สื่อเรียกนามเดิมท่านว่า พระมหาระแบบ ท่านเป็นเจ้าคุณหนุ่ม และเป็นพระรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า
ท่านได้ประสาน
กับเจ้าคุณพระธรรมมหาวีรานุวัตร (ปัจจุบันเป็นที่ พระสุเมธาธิบดี ม.ส.) วัดมหาธาตุ จัดงานใหญ่ขึ้นมา โดยคณะสงฆ์ยึดเอาท้องสนามหลวงอุปโลกน์
ให้เป็นพุทธาวาส ช่วง จัดงาน
งานดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย แต่ฉุกละหุกมาก ในปีแรก แต่ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากส่วนราชการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนราชการฝ่ายทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ และตำรวจ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานวโรกาสเสด็จฯ ทรงเปิดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา และทรงพระราชทานโล่เกียรติยศ
แก่ผู้ทำคุณประโยชน์
แก่พระพุทธศาสนา ในปีถัดมา และถือเป็นประเพณีต่อเนื่องกันมาตลอด
ที่กราบเรียนไว้ตอนต้นว่า สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา จัดขึ้นครั้งแรกในบรรยากาศพิเศษ ใคร่ขออนุญาตขยายความดังนี้
เมื่อ พ.ศ.2527 นั้น สมเด็จพระสันตะปาปา จอหน์ปอล ที่ 2 ประมุขโรมันคาทอลิก แห่งวาติกัน มีกำหนดการเสด็จเยือนเมืองไทย ในช่วงเดือนพฤษภาคม
ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับ
ที่เมืองไทย มีวันสำคัญทางศาสนาคือ วันวิสาขบูชาพอดี
ในปี พ.ศ.นั้น คริสต์ศาสนา ได้รับการกล่าวขาน และโจทนา ในสังคมไทยมาก คือ ฝ่ายคริสต์มีการพิมพ์คัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับคริสต์ โดย บาทหลวง กีรติ บุญเจือ ออกเผยแพร่ และมีการใช้ศัพท์ทางศาสนา เลียนแบบศาสนาพุทธ ใช้เป็นการฝ่าฝืนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ครั้ง พ.อ.ปิ่น มุทุกัณฑ์ เป็นอธิบดีกรมการศาสนา
มีการจัดทอดผ้าป่า แบบ
พุทธศาสนา ที่สำคัญที่สุด เอกสารลับสุดยอดของวาติกัน ที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดแจ้งว่า จะยึดเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ ไปเป็นดินแดนของพระเจ้าให้ได้
ไปตกอยู่ในมือ ของ ชาวพุทธ
ชั้นหัวกะทิ ที่เป็นอนุศาสนาจารย์ เช่น พ.อ.สฤษฎ์ สิทธิเดช
ข่าวคราวโปรโมทคริสต์ดังระเบิดขึ้นทางสื่อต่าง ๆ ทั้งวิทยุ ทีวี และหนังสือพิมพ์ ประจวบกับสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์นปอลที่ 2 เสด็จเยือนเมืองไทยพอดี
ในห้วงเวลานั้น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง มรณภาพลง สานุศิษย์ได้จัดสร้างหุ่นขี้ผึ้งสำเร็จลงพอดี พุทธศาสนิกชนชาวไทย ยังคงหลงใหลอภินิหารไม่เสื่อมคลาย
งานแย่งความสนใจชาวบ้านชาวเมือง หรือภาษาราชการเรียกว่า งานแย่งมวลชน ก็เกิดขึ้น สมเด็จพระสันตะปาปา กำหนดทำมิซซา ที่สนามศุภชลาศัย งานรับหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่แหวน จากสนามบินดอนเมือง มีจุดหมายปลายทางที่กรมประชาสัมพันธ์ โดยขบวนแห่ผ่านถนนราชดำเนิน
นี่ไงครับ ที่ผมบอกว่า งานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในบรรยากาศพิเศษ ในระยะเริ่มแรก ถ้าจะบอกว่า งานต่อต้านพวกคริสต์ โดยชาวพุทธก็ไม่น่าจะผิด เพราะความจริงมันเป็นเช่นนั้น เมื่อคริสต์ไม่เกรงใจพุทธ เรื่องอะไรที่พุทธจะต้องไปเกรงใจคริสต์
เพื่อให้นิ่มนวลหู คณะกรรมการจัดงานจึงเรียกงานนี้ว่า งานส่งเสริมพระพุทธศาสนา จัดเป็นงานใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ตลอด 7 วัน จึงเรียกว่า สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา
ท่านเจ้าคุณพระเทพดิลก (ระแบบ) วัดบวชนิเวศฯ ท่านเป็นพระเถระที่จับงานนี้ มาตั้งแต่ต้น ท่านได้อุทิศวัน เวลา และชีวิต เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนามาตลอด ตกมาปีนี้ เมื่อท่านและคณะสงฆ์ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนชาวไทย จะจัดงานขึ้นที่ท้องสนามหลวง อย่างที่เคยจัดกันมาทุกปี เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครฯ ทำท่ายึกยักขึ้นมา
จะไม่อนุญาต
ให้ใช้สนามหลวงเป็นสถานที่จัดงาน จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า มันเกิดอะไรขึ้น
พื้นที่สนามหลวงกว้างขวางเป็นร้อยไร่ ระหว่างงานพืชมงคลกับงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนนั้น จัดงานคร่อมเวลากันมาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ครั้งนี้เป็นปีแรก
ไม่เคยมี ปัญหาใด ๆ งานก็ดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อยเสมอมา
ดร.โจ ว่าอย่างไร จะปล่อยไปตามอำเภอใจของลูกน้องระดับล่าง หรือจะล้วงลูก เรียกไอ้นั่นมาฟาดกระโหลก สักโป๊ก ให้มันรู้เสียบ้างว่า งานนี้สำคัญเป็นงานส่งเสริมสถาบันหลักคือ พระศาสนา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยังต้องเสด็จ มิดีกว่าหรือ
ผมฟังข่าว กรุงเทพฯ จะไม่อนุญาตให้ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา จัดงานที่ท้องสนามหลวงระหว่างวันที่ 11-17 พฤษภาคม แล้ว เกิดความรู้สึกมึน ๆ และเมาขึ้นมาทันที
แต่พอได้อ่านคำสัมภาษณ์ของท่านเจ้าคุณพระเทพดิลก (ระแบบ) วัดบวรนิเวศฯ แล้ว ผมอดขำกลิ้งไม่ได้ที่ท่านบอกว่า
คงจะเป็นเพราะท่านออกข่าว
เล่นงานวัดพระธรรมกาย
หรือไม่ จึงมีผลกระทบเช่นนี้
ระหว่างที่ผมขำกลิ้งตัวงออยู่เนี่ย สำรวจดูแล้วพบว่า ท่านเจ้าคุณเมา (เหตุการณ์) ยิ่งกว่าผมหลายเท่าเลยขอรับ
ขอกระซิบท่านเจ้าคุณว่า ชาววัดพระธรรมกายไม่มีอะไรน่ากลัวเลย สมันน้อยดี ๆ นี่เอง เชื่อผมเหอะ ผมขออนุญาตคุยกันสักนิดว่า ผมรู้ดี
ยังไม่ชราภาพเท่าไหร่เลย ทำไมหลงลืมไปได้ นู่นแน่ะ สิ่งที่ท่านจะต้องหวาดระแวง ชาวพุทธก็กลัว วัดพระธรรมกายก็กังวล
คำตอบนี้ ท่านเจ้าคุณรู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว หากมีคำถามว่า ท่านจัดงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาขึ้นมา ด้วยวัตถุประสงค์อะไรในระยะเริ่มแรก
นั่นแหละคือคำตอบให้ท่าน
เจ้าคุณ หายเมา
ปู่โอม