ปีที่ 3 ฉบับที่ 992 ประจำวันพุธที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543 |
บทบาทที่น่าจับตามองของเด็กวัดไทย
เขลา แปลว่า รู้ไม่ถึง รู้ไม่เท่าทัน
ผมเขลาไปจริง ๆ กับสมาคมของผู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในกำแพงวัด
ผมหมายถึงผู้ที่เคยบวชเรียน ซึ่งหมายถึงเคยบวชพระบวชเณรมาก่อนแล้ว สึกหาลาเพศออกไปเป็นฆราวาส
รู้แต่ว่า ท่านเหล่านั้น เมื่อได้เพศเป็นคฤหัสถ์แล้ว ก็ไม่ได้ทอดทิ้งกิจการงานของวัด ก่อตั้งเป็นสมาคมขึ้นมาจนเป็นหลักฐานมั่นคง ที่รับรู้กันทั่วไปว่า เปรียญธรรมสมาคม หรือ สมาคมของท่านมหา
ผู้ที่เป็นนายกของสมาคมในวันนี้ คือ อาจารย์มหาจำรัส ดวงธิสาร นักเขียนอาวุโสแห่งนสพ.สยามรัฐ นามปากกา ประสก และ คามหุโณ
รู้เพียงเท่านี้จริง ๆ ไม่ให้เขลาได้อย่างไร
กระทั่งมา 2-3 วันนี่ คุณมหาเสงี่ยมหรือวรสิทธิ์ กล้าหาญ คนใกล้ตัวที่ทำงานด้านปรู๊ฟของพิมพ์ไทย ยืนยันว่า สมาคมของผู้ที่เคยอยู่ในกำแพงวัดมาก่อน
นอกจากเป็นเปรียญธรรม
สมาคมดังกล่าวแล้วนั้น ยังมีอีก 2 สมาคม คือ
สมาคมใต้ร่มผ้ากาสาวพัตร มี นายพิทยา เทียมเศวต หรือ สรพงษ์ ชาตรี เป็นนายกสมาคม มีอาจารย์อำนวย ดอกไม้ขาว เป็นเลขาธิการ
อีกสมาคมคือ สมาคมเด็กวัด นายกสมาคม ก็พระเอกรูปหล่อ สรพงษ์ ชาตรี คนเดิม โดยมี ปิยะ ตระกูลราษฎร์ เป็นเลขาธิการ
ผมค่อนข้างมั่นใจว่า การก่อตั้งสมาคมใด ๆ ประเภทไหนขึ้นมานั้น วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งสมาคม ก็เพื่อพิทักษ์รักษา หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน
เช่นเดียวกัน การต่อตั้งเปรียญธรรมสมาคม สมาคมเด็กวัด หรือสมาคมใต้ร่มผ้ากาสาวพัตร์นั้น จะไม่ห่างไปจากวงการพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน
สมาคมดังกล่าวนี้ ผู้ที่เป็นนายกฯ เลขาธิการ ตลอดทั้งคณะกรรมการ แสดงให้เห็นหัวจิตหัวใจของความกตัญญูรู้คุณ ถิ่นพำนักคือ วัดที่เคยซุกหัวนอน รำลึกถึงข้าวแดงแกงร้อน และไข่เค็มกล้วยหอม อาหารพื้นบ้าน ที่ชาวบ้านแทบจะทุกวัด ต้องเคยลิ้มรสชาติ อย่างประทับใจกันมาแล้ว โดยทั่วหน้า
และคำสั่งสอนครูอาจารย์ที่พร่ำบ่น
ให้สานุศิษย์ตั้งตน
อยู่ในร่องรอยของศีลธรรม อันเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
ประชาชนชาวไทยเคยฮือฮากันมาแล้ว เมื่อครั้งที่ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก และประกาศตัวอย่างภาคภูมิใจว่า เขาเคยเป็นเด็กวัด วัดอมรินทร์มาก่อน
ที่ฮือฮากัน ไม่ใช่อะไรหรอก นอกจากจะชื่นชมว่า คนที่เคยเป็นเด็กวัดลูกศิษย์พระ ก็มีวาสนาบารมี ได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรีทีเดียว และคำสรรเสริญาเยินยอ ที่มากไปกว่านั้น ก็คือ เขาไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นตัวเองต่อสังคม เขาเปิดเผยด้วยความภูมิใจว่า เพราะวัด เพราะพระภิกษุให้โอกาสเขาในช่วงหนึ่งของชีวิต จนเล่าเรียนจบปริญญา
และก้าวมาอยู่ใน
แถวหน้าของสังคมไทย
ก่อนหน้านี้ ครั้งพรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ ๆ นายควง อภัยวงศ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้ผลักดันให้สมาชิกพรรค คือ นายเกษม บุญศรี ส.ส.จากนครสวรรค์ ให้ก้าวสู่ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ
นายเกษม บุญศรี นั้น อดีตเคยบวชพระเป็นพระราชาคณะที่ พระศรีสมโพธิ สึกออกมาแล้ว ชาวบ้านก็ยังเรียกกันติดปากว่า เจ้าคุณอยู่นั่นเอง
ย้อนอดีตไปไกล ครั้งกรุงเก่าเรื่อยมา จะพบว่า ผู้ที่นำพาประเทศชาติ ให้ผ่านพ้นยุควิกฤติมาได้ ล้วนแต่เคยฝังตัวเองไว้กับวัด กับพระศาสนามาแล้วทั้งนั้น
ถ้าไม่ศึกษาเล่าเรียน
จากครูบาอาจารย์ ที่เป็นพระในฐานะศิษย์วัด บางท่านก็ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งเป็นพระ เป็นเณร ในพระศาสนาทีเดียว
อย่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงใช้ชีวิตภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัตร์ เป็นสามเณร ขณะที่มีพระชันษา เพียง 13 ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่วัดสามวิหาร กรุงศรีอยุธยา
พระชนมายุครบ 20 พอจะอุปสมบทได้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงได้รับการอุปสมบทที่วัดโกษาวาสน์ ทรงศึกษาพระพุทธศาสนา และอักขรศิลปวิทยาถึง 3 พระพรรษา
ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น ทรงรับการอุปสมบทภายหลังถึง 2 ปี ณ วัดมหาทะลาย ที่กรุงศรีอยุธยาเช่นกัน
พระภิกษุทั้งสองรูปนั้น พำนักต่างอาวาสกัน คือ ท่านอยู่คนละวัดกัน กิจวัตรอย่างหนึ่งของพระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้แก่ การบิณฑบาตในตอนเช้า
เผอิญในช่วงที่ออกไป
โปรดสัตว์ ในตอนเช้าวันหนึ่ง ทั้งสองรูป เดินสวนทางกันที่ถนนผ้าเขียว ตรงนั้นเป็นทางแยก เลยใช้เวลาสั้น ๆ นั้นโอภาปราศรัยกัน เกิดมีซินแสหรือหมอดูแม่น ๆ
ชาวจีนผ่านมา พบเข้า
ด้วยนรลักษณ์ที่สง่างามโดดเด่น มีราศีมหาบุรุษจับต้องไปทั่วเรือนร่างของพระภิกษุทั้งสอง และด้วยความมั่นใจในวิชาการของตนเอง อย่างเปี่ยมล้น ซินแสก็เกิดร้อนวิชาขึ้นมา เลยเป็นมี่มาแห่งข้อความบางตอนในหน้าประวัติศาสตร์ที่ว่า
"ท่านทั้งสอง จะได้เป็นกษัตริย์ในวันข้างหน้า"
เรื่องก็เป็นจริงตามคำพยากรณ์ของซินแสในเวลาต่อมา อย่างที่ประชาชนชาวไทยรับรู้กันอยู่แล้ว
จะเห็นได้ว่า วัดวาอารามได้ว่า ในยุคใดสมัยไหน สิ่งที่เหมือนกันคือ เป็นสถานที่พักพิงอาศัยของผู้ใฝ่ธรรม และรักการศึกษา สำคัญที่สุดคือ
เป็นเบ้าหลอมให้ผู้ที่เข้าไปอาศัย
ไปสัมผัส เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณภาพในทุก ๆ ด้าน และเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติในเวลาต่อมา
ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพระศาสนาโดยผ่านกำแพงวัดมาก่อนนั้น ในวันนี้ ถ้าเอ่ยนามขึ้นมา ใครจะเชื่อบ้าง เช่น พล.ท.จุลอดิเรก กรรมการศาลรัฐธรรมนูญ
อดีตนั้น
เป็นเด็กวัดโพธิ์ท่าเตียน ตัวผอมกองกอย ที่ประทับใจของพระสงฆ์รุ่นนั้น ก็คือ นิสัยนอบน้อมถ่อมตน เช็ดบาตรเก่งคือ ใช้ผ้าสะอาดเช็ดบาตรจนแห้งคามือ นอกจากนั้น แล้วอาราธนาศีล อาราธนาธรรม ว่า ได้ชัดถ้อยชัดคำ ตกเย็นก็นำเด็กวัดรุ่นร้องสวดมนต์ ทำวัตรเย็นนอีกต่างหาก
เมื่อเจริญเติบโตประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานระดับประเทศแล้ว (ปัจจุบันเป็นกรรมการศาลรัฐธรรมนูญ) ก็ไม่ลืมวัดวาอารามถิ่นเก่าจับมือกับศิษย์วัดคนอื่น
ตั้งชมรมศิษย์
ข้าวก้นบาตรขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ชนะบารมี ผู้ช่วยราชเลขาธิการ เสถียร พลหาญ สมบูรณ์ ไอยรางกูร เคลือบ ขันติวัฒนา วีระ กลิ่นเกษร พ.ต.ต.วิพล กิตตพลกุล และ ปัญญา เบญจานุกรม ที่ปรึกษา คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี
ท่านเหล่านี้ แจ้งผ่านคอลัมน์วิวาทะมาว่า 17.00 น. 6 เม.ย. ขอเชิญอดีตมวลมิตรศิษย์วัด และศิษย์ปัจจุบันเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี ณ อาคารสวนเจ้าเชตุ กรมการรักษาดินแดน โดยพร้อมเพรียงกัน
เด็กวัดของไทยมีเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นกำลังสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา กำลังจับตามองชมรมศิษย์ข้าวก้นบาตร โดยการนำของ พล.ท.จุล อดิเรก อย่างไม่กระพริบตา
ดูซิว่า ศิษย์ผู้พี่ท่านนี้ จะสร้างบทบาทของความเป็นเด็กวัดมาก่อนต่อสังคมไทย ต่อพระพุทธศาสนาในยามวิกฤติเช่นนี้ เข้าท่าไหมอย่างไรเสีย ก็ขอภาวนา
อย่าให้เป็นเช่นเดียว
กับเด็กวัดเก่าแห่งวัดอมรินทร์ นามว่า ชวน หลีกภัย ก็แล้วกัน เพราะพระสงฆ์องค์เจ้าท่าน เอือมเหลือเกินแล้ว
ปู่โอม