ปีที่ 3 ฉบับที่ 992 ประจำวันพุธที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543

หน้า 1

พระเถระสรุป นิคหกรรมจบ

พระผู้ใหญ่ระบุ พระพรหมโมลี ทำถูกต้องแล้ว ที่สั่งยุตินิคหกรรมพระธัมมชโย ชี้ชัด ฆราวาสไม่มีสิทธิ์กล่าวหาพระ เพราะยุคปัจจุบันนี้ หาพระโสดาบัน เหมือนนางวิสาขาไม่ได้ เรื่องน่าจะจบ ด้านกรมการศาสนาราวีไม่เลิก ดันนิคหกรรมต่อไปอีก ตอนนี้เรื่องส่งถึงพระเทพสุธีแล้ว รอคำสั่งต่อไป กรรมาธิการศาสนา ปูดข้อหาใหม่อีก กล่าวหา วัดพระธรรมกาย หลอกลวงประชาชน ให้ไปสร้างธรรมกายเจดีย์ โดยที่ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของมูลนิธิ ไม่ใช่ของวัด ตีปี๊บให้คนที่บริจาคร่วมมือฟ้องร้องวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2543 นายวุฒิชัย รัตนสูรย์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย ของชมรมชาวพุทธสากลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ชมรมชาวพุทธสากล แห่ง ประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ชมรมได้ร่วมกับชมรมชาวพุทธ 3 เหล่าทัพ จัดให้มีการสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติในปัจจุบัน ซึ่งจะจัดให้มีขึ้น ณ ห้องบอลรูม โรมแรมมารวยการ์เด้นท์ ในวันที่ 8 เม.ย.นี้นั้น

เมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา นายวุฒิชัยได้เข้าไปกราบนมัสการพระมหาเถระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และมีความเชี่ยวชาญทางด้านพระธรรมวินัย และ พระคัมภีร์ ปาฏิโมกข์ เพื่อขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับกฎนิคหกรรม เพื่อจะนำไปเป็นข้อพิจารณาในการสัมมนา

พระคุณเจ้าได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการดำเนินนิคหกรรม กับพระธัมมชโยว่า การดำเนินนิคหกรรมที่ผ่านมา ได้มีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหา และได้ถึงที่สุดไปแล้ว การพิจารณาจของพระพรหมโมลี อดีตเจ้าคณะภาค 1 ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคณะพิจารณาชั้นต้น ได้พิจารณาไว้ถูกต้องดีแล้ว

การดำเนินนิคหกรรมต้องพิจารณาประกอบกับพระธรรมวินัย และบทบัญญัติที่มีมาในพระปาฏิโมกข์เป็นบรรทัดฐาน นิคหกรรมไม่ใช่กฎหมายทางโลก ซึ่งการร่างนิคหกรรมขึ้นมา พระมหาเถระที่ทำการร่างนั้น ก็ได้ถอดรูปแบบตามพระปาฏิโมกข์เป็นหลัก ฉะนั้น การดำเนินนิคหกรรมต่อพระธัมมชโย จะต้องถือตามร่าง จะเบี่ยงเบนเอากฎหมายทางโลก มาพิจารณาประกอบด้วยไม่ได้

นายวุฒิชัยกล่าวต่อไปว่า พระคุณเจ้าได้กล่าวแสดงหลักฐานข้อมูลที่เด่นชัดว่า พระที่สอบเปรียญธรรม 9 ได้ทุกรูป จะมีความเข้าใจในพระปาฏิโมกข์ได้ดี เช่นเดียวกับ พระเทพสุธี แห่งวัดสามพระยา ที่มีความแม่นยำในกฎของพระปาฏิโมกข์เป็นอย่างดี โดยขอให้พิจารณาคำว่า "สัทเถยวจสา" ที่ได้กล่าวไว้ในพระปาฏิโมกข์ ซึ่งเป็นคำที่กล่าวถึง ฆราวาสผู้มี วาจาเป็นที่เชื่อถือได้ โดยในพระปาฏิโมกข์ระบุว่า บุคคลที่จะมีคุณสมบัติเป็น "สัทเถยวจสา" ได้นั้น มีอยู่คนเดียวคือ นางวิสาขา ซึ่งถือว่า เป็นผู้สำเร็จโสดาบัน นอกจากในสมัย พระพุทธกาลแล้ว ยังไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสำเร็จชั้นโสดาบันเลย

ฉะนั้น การที่พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้รับคำกล่าวหาของ นายสมพร เทพสิทธา และนายมาณพ พลไพรินทร์ ด้วยพิจารณาคุณสมบัติของผู้กล่าวหา ว่า เป็น ผู้เชี่ยวชาญ พิเศษบ้าง เป็นข้าราชการซี 9 บ้าง และเป็นผู้ที่มีวาจาน่าเชื่อถือได้นั้น เห็นจะไม่ถูกต้องตามหลักการพิจารณาตามนิคหกรรม เพราะมันผิดหลัก

พระคุณเจ้ายังได้กล่าวต่อไปว่า ไม่ทราบและนึกไม่ออกว่า เกิดอะไรขึ้นกับพระธัมมชโย และพระพรหมโมลี ทำไมพระพุทธศาสนาถึงได้เกิดความสับสนกันถึงเพียงนี้ พระคุณท่าน อยากจะให้พระมหาเถระที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดดูบทพระปาฏิโมกข์ อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาบ้าง เช่น ในอนิยต 1-2 ซึ่งได้กล่าวไว้ถึงคุณสมบัติของผู้กล่าวหา

นอกจากนั้น นายวุฒิชัยยังได้กล่าวถึงการจัดการสัมมนาที่จะมีขึ้นอีกว่า จะนำข้อมูลที่ได้รับจากพระคุณเจ้า เช้าสู่การสัมมนาในครั้งนี้อย่างแน่นอน

ทางด้านนายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวถึงกรณีวัดพระธรรมกาย ว่า ภายหลังจากพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้ประมวลเรื่องการดำเนินการ เรียกตัวพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว มารับทราบข้อกล่าวหา ในเรื่องเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์ และละเมิดคำสั่งสอน และอวดอุตริมนุสธรรม แต่พระทั้งสองรูป ไม่เดินทางมารับ คำกล่าวหาดังกล่าว

ขณะนี้เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้ประมวลเรื่องนำเสนอต่อ พระเทพสุธี เจ้าอาวาสวัดพระสามพระยา รักษาการเจ้าคณะภาค 1 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ทราบว่า ขณะนี้ พระเทพสุธีกำลังพิจารณาหาทางดำเนินการในขั้นต่อไปอยู่ ซึ่งโดยหลักการ จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น

นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า ตนได้ไปกราบนมัสการสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ถึงแนวทางการแต่งตั้งผู้พิจารณาชั้นต้น โดยได้เสนอไว้ 2 แนวทาง คือ 1.ดำเนินการแต่งตั้ง เจ้าคณะจังหวัดรูปใดรูปหนึ่ง ในเขตภาค 1 มาร่วมเป็นคณะผู้พิจารณา หรือ 2.ดำเนินการเสนอแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 ตัวจริง ซึ่งทั้ง 2 แนวทาง จะทำให้องค์ประกอบของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ครบทั้ง 3 รูป

ทางสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ก็ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา และขอเวลาระยะหนึ่ง เพื่อให้การดำเนินการขั้นต่อไป เป็นไปด้วยความรอบคอบ ทั้งนี้กรณีที่กังวลกันว่า ทางวัดพระธรรมกายได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก ให้ระงับกระบวนการนิคหกรรม โดยอ้างว่า ได้สิ้นสุดไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น นายปรีชา สุวรรณทัต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมาย ได้ชี้ชัดแล้วว่า การฟ้องร้องดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการนิคหกรรม เพราะถือว่า เป็นคนละเรื่องกันกับกระบวนการทางวินัยสงฆ์

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการศาสนา กำลังมีการตรวจสอบกรณีพระธัมมชโย ได้ออกเอกสารเชิญชวนให้ประชาชน ร่วมทำบุญสร้าง พระมหาธรรมกายเจดีย์ โดยมีข้อความว่า เป็นการทำบุญให้กับวัดพระธรรมกาย แต่ความจริงแล้ว พระมหาธรรมกายเจดีย์ ตั้งอยู่บนที่ดินของมูลนิธิวัดธรรมกาย ไม่ใช่เป็น ทรัพย์สิน ของ วัด หากต่อไปมีปัญหาเกิดขึ้นกับผู้บริหารวัด และต้องออกจากวัดไป ก็อาจเป็นปัญหาเกิดขึ้นคือ ทรัพย์สินเหล่านั้น จะตกเป็นของมูลนิธิฯ โดยที่ทางวัด ไม่มีส่วนเกี่ยว ข้อง ซึ่งอาจจะเป็นการเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน ให้เข้าใจว่า เป็นการทำบุญให้กับวัด แต่จริง ๆ แล้ว ทรัพย์สินในพระมหาธรรมกายเจดีย์ กลับเป็นของมูลนิธิฯ หากว่า ประชาชน ที่ไปร่วมบริจาคดังกล่าว เห็นว่า ตนเองถูกหลอก ก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายได้

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่มูลนิธิได้แจ้งยอดทรัพย์สินว่า มีจำนวนไม่กี่ล้านบาท แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว พระมหาธรรมกายเจดีย์ มีมูลค่าจำนวนมหาศาล ทางกรรมาธิการจึงจะประสานงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งว่า ทางมูลนิธิแจ้งเท็จหรือไม่ ซึ่งหากแจ้งเท็จก็ต้อง มีบทลงโทษต่อไป


[หน้าหลัก][หน้า1][วิวาทะ][สหัสวรรษ]

1