ปีที่ 3 ฉบับที่ 982 ประจำวันศุกร์ที่ 24 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 |
การสร้างศาสนทายาท โดยพระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตฺติวุฑฺโฒ ภิกฺขุ) จิตตภาวันวิทยาลัย
เรียน บ.ก.หนังสือพิมพ์ "พิมพ์ไทย"
ผมได้ติดตามคอลัมน์ ปุจฉาวิสัชนามานาน แล้วอดไม่ได้ที่จะนำเนื้อหาที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อกิตติวุฑโฒ ที่ท่านได้เคยบรรยายธรรม เรื่องการสร้างศาสนทายาท
มานำเสนอ ให้พิมพ์ไทย ช่วยลงให้ เพราะปัจจุบันคนไทย เรามีความเข้าใจน้อยมาก เกี่ยวกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ผมว่าเนื้อหาที่ผมย่อและหยิบยกมานี้ จะทำให้ชาวพุทธได้เข้าใจ การจำเป็นที่จะต้องช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาก่อนที่จะล่มสลาย เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย
ศิษย์จิตตภาวัน
... ในอินเดีย ในบังคลากเทศ ในเนปาล ยังมีพระสงฆ์เหลืออยู่บ้าง ในเนปาลยังเหลือร้อยกว่ารูป ที่เป็นเถรวาท นอกนั้น ก็เป็นฝ่ายมหายาน นิกายลามะ หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัชรยาน ในบังคลาเทศก้มีเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก พระสงฆ์ที่อยู่ในประเทศเหล่านี้ ก็น่าสงสาร เพราะอยู่อย่างคนธรรมดา คือ สังคมไม่ยกย่องเหมือนพระสงฆ์ที่อยู่ในประเทศไทย พระสงฆ์ที่อยู่ในเนปาลก็ดี ในบังคลาเทศก็ดี ในอินเดียก็ดี ฐานะเหมือนกับประชาชนทั่วๆ ไปคนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นปูชนียบุคคล เหมือนพระสงฆ์ในประเทศไทย เพราะเหตุว่า พระพุทธศาสนานั้น ขาดองค์ศาสนูปถัมภก ประเทศเหล่านี้ ไม่มีกษัตริย์อุปถัมภ์ พระสงฆ์ก็ไม่ได้รับการยกย่องจากผู้ที่เป็นประมุขของประเทศ และผู้ที่เป็นประมุขของประเทศ ก็ไม่ใช่กษัตริย์ มาจากสามัญชน คนธรรมดา ที่ผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย
ประเทศไทยเรามีองค์พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ศาสนูปถัมภก เพราะฉะนั้น พระมหากษัตริย์ทรงยกย่องพระสงฆ์ พระสงฆ์จึงอยู่อย่างมีเกียรติ มียศถาบรรดาศักดิ์
แต่ในประเทศ
เหล่านี้น่าสงสาร อยู่อย่างไม่มีเกียรติเลย ...
พระพุทธศาสนาเราเกิดขึ้นในโลก บางประเทศเสื่อมสิ้นไป เสื่อมสูญไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง เวลานี้ ก็มารวมอยู่ในประเทศไทจ ถือว่า ประเทศไทยเรานั้น
เป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุด
ในด้านพระพุทธศาสนาของโลก ทุกวันนี้ ชาวพุทธทั่วโลก ฝากความหวังไว้กับประเทศไทย ว่า ประเทศไทยนั้น จะเป็นประเทศหนึ่งที่รักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้
แต่ในฐานะ พระสงฆ์ไทย เราก็ไม่ได้คิดอย่างที่เขาคิด เพราะว่า สัญญาณแห่งภัยอันตรายเริ่มเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาของเรา มีสัญญาณบอกเหตุว่า อนาคตต่อไปภายภาคหน้า
เราจะเผชิญ กับ อะไรบ้าง ในระบอบสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาของเรา
เพราะฉะนั้น ความคิดที่ว่า พระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะเป็นปราการอันแข็งแกร่งต่อไปในภายภาคหน้านั้น ก็ชักไม่มั่นใจ เพราะว่า เหตุปัจจัยหลายอย่าง
นอกจากอ่อนแอ
ด้วยตัวเราเองแล้ว เรายังถูกต่างศาสนา ตั้งเป้าที่จะทำลายด้วย เพราะในเมื่อประเทศไทยเรานั้น ถ้ามองในด้านของภูมิศาสตร์โลก ก็เป็นภูมิภาคที่ต่างศาสนา หมายตาไว้มาก หมายความว่า ประเทศไทยจะต้องเป็นฐานใหญ่ของเขา ...
เขาพยายามยึดฐานประเทศไทย เพื่อเป็นฐานเผยแพร่เข้าไปในเวียดนาม ไปลาว ไปเขมร ไปพม่ และเข้าจีน จีนก็กีดกันเต็มที่ ขนาดลัทธิฟาหลุนกง จีนก็ยังไม่ยอม
เพราะว่า เจ้าลัทธิวางแผนผิด ไปตั้งลัทธิใหม่ ความจริงแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ของใหม่หรอก มันเป็นลัทธิของเก่าผสมผสานกัน แต่ไปตั้งลัทธิใหม่ เขาก็เลยถือว่า ผิดกฎหมายเขา
เหมือนกับเวลานี้ ประเทศไทย พยายามพูดอยู่เสมอว่า ธรรมกายเป็นลัทธิหนึ่ง ซึ่งขอบอกว่า ธรรมกายไม่ใช่ลัทธิ ธรรมกายเป็นหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เป็นแนวสติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่ลัทธิ แต่สื่อจะใช้คำว่า ลัทธิธรรมกาย ธัมมชโยเจ้าลัทธิธรรมกาย จะพาดหัวอย่างนี้ตลอดเวลา ธรรมกายหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสอนนะ ท่านธัมมชโยไม่ใช่เจ้าลัทธิหรอก แล้วธรรมกายนั้น เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ลัทธิใดลัทธิหนึ่ง มาสอน พูดให้ถูก เขียนให้ถูก ถ้าเป็นลัทธิเป็นเรื่องใหญ่ เขาพยายามแยกว่า เป็นลัทธิหนึ่ง พวกที่อิจฉาริษยากัน ก็พยายามพูดว่า เป็นลัทธิใหม่ เป็นนิกายใหม่ เพื่อที่จะสร้างสังฆราชีขึ้น สังฆเภทขึ้น ไม่มีคิดดีเลย ทำให้เกิดความแตกร้าว แตกแยกขึ้นในสังฆมณฑล
เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า อนาคตของเรานั้น จะเผชิญกับอะไรบ้าง ...
ภัยที่ร้ายที่สุด ก็คือ ความไม่เข้าใจในหมู่เราเอง ภัยกิเลส ภัยกิเลสในตัวเรา ในหมู่ชาวพุทธเรา ถ้าหากว่า ไม่รู้เท่าทันแล้วนี่ เราจะทำลายกันเอง อย่างน่าสังเวชใจ
ได้ขอยกตัวอย่าง ในขณะนี้ให้เห็น ตัวอย่างวัดพระธรรมกาย อาตมาไม่ใช่พระวัดพระธรรมกาย แต่ว่าติดตามวัดพระธรรมกายทำงาน พระที่บวชที่วัดพระธรรมกาย ทุกวันนี้ มีพระเณรอยู่ ทราบว่า มีอยู่พันกว่ารูป เฉพาะที่จบปริญญาตรีนี่ 200 กว่ารูป ปริญญาโทอีก ปริญญาเอกก็มี ประโยค 9 ก็ 10 กว่ารูป
และประโยคลดต่ำลงไปอีก
จำนวนมากเป็น ร้อย แต่วัดพระธรรมกายเป็นเป้าใหญ่ ของการที่ต้องทำลาย เราจะเห็นรัฐมนตรีศึกษาสัมภาษณ์เกือบทุกวันใช่ไหม ทั้งว่าการทั้งช่วย ทั้งอธิบดี ทั้งผู้เชี่ยวชาญการศาสนา
ธรรมกาย ไม่มีดีเลย เราก็ไปเป็นด้ามให้เขา เขาทำไม่ถนัดก็ใช่พระสงฆ์ใช้อำนาจทาางฝ่ายปกครอง ซึ่งรู้ไม่เท่าทัน ไม่ทันเกมฆราวาส ไปเป็นเครื่องมือนักการเมือง ไปกลัวนักการเมือง
มาฟัง พระสงฆ์ด้วยกัน
ใครก็ปกป้องยาก เพราะกฎหมายมันเปิดช่องเอาไว้ให้เขา ถ้าหากว่า เราไม่รู้เท่าทัน ไม่ศึกษาสถานการณ์แล้ว พวกเรานั่นเอง ที่ทำลายกัน พอทำลายกัน
เขาบอก เขาไม่รู้เรื่อง ...
ปาฏิโมกข์ก็คือวินัยบัญญัติ พระสงฆ์เหมือนดอกไม้ที่อยู่ในป่า ต่างสีต่างกลิ่นนานาพันธุ์ ถ้าปล่อยให้กระจัดกระจาย นี่ ลมพัด มันก็กระจายแตก ไม่สวยงาม ด้วยไม่มั่นคงด้วย เอกมาร้อยเสียร้อยด้วยอะไร วินัย มันก็ดูสวยงาม ดอกไม้ต่างสีต่างกลิ่นมาร้อยเป็นพวงมาลัย แล้วดูสวย นี่คือพุทธประสงค์ จึงให้ฟังปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน
ในปาฏิโมกข์บอกไว้ชัดเจน ตั้งแต่ปฐมปาราชิกไป แม้แต่พระติเตียนพระด้วยกัน ยังไม่ได้ พระจะบอกอาบัติชั่วหยาบ กันอนุปสัมบันไม่ได้ ผิดวินัย เดี๋ยวนี้ เคารพกันไหม นึกจะโจทย์ อาบัติใคร โจทย์เอาง่าย ๆ
หลวงพ่อธรรมโกศาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี ตอนหลังเป็นพระพิมลธรรม ท่านพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า คนมียศ อย่าคิดว่า ทำอะไรไม่พลาด คนมีอำนาจ
อย่าคิดว่าทำอะไร
ไม่ผิดพลาดได้ ผิดได้ มียศก็พลาดได้ มีอำนาจก็ผิดได้ ...
อาตมาเป็นห่วงคณะสงฆ์เหมือนกัน บางทีมอบอำนาจ ให้คนที่ขาดคุณธรรม พรรษาน้อยไปปกครองพระเถระพรรษามาก เจ้าคณะอำเภอ 15 พรรษา เจ้าคณะตำบล 50 พรรษา เจ้าคณะอำเภอไปขู่เจ้าคณะตำบล พูดโดยไม่เกรงใจอย่างนี้ เรียกว่า ผิดวินัย ...
พระบรมราโชวาทของในหลวงท่าน ตรัสเมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษาว่า ให้ใช้ไมตรีรักษาประเทศชา ไมตรีตามความหมายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก็คือว่า
ให้ทุกคน มีเมตตาต่อกัน จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไรก็ตาม ให้มีเมตตาต่อกัน เพื่อรักษาประเทศชาติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า หมู่คณะจะอยู่กันอย่างผาสุก
ต้องให้ยึดถือหลักธรรม
ข้อนี้เหมือนกัน สังคมยุคนี้ เป็นสังคมยุคข่าวสาร เรื่องการข่าวเป็นเรื่องสำคัญมาก ทุกวันนี้คนไทยก็ถูกปั่นหัวตั้งแต่เช้า ดูทีวีมันก็ปั่น หนังสือพิมพ์มันก็ปั่น ปั่นไปตามกระแสข่าว แล้วบางคนก็ปล่อยตน ปล่อยใจไปตามกระแส โดยขาดวิจารณญาณมาวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ
ด้วยโยนิโสมนสิการ เชื่อไปหมดทุกอย่าง
ก็เลยตกเป็นเหยื่อของ
การโฆษณา ชวนเชื่อ ตกเป็นเหยื่อข่าวสารต่าง ๆ นี่อันตราย ตัวนี้เป็นวิกฤติอันหนึ่ง
โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับเรื่องพระศาสนา เกี่ยวกับเรื่องพระเสียหายมาก แล้วเรื่องพระ มันก็ชอบพาดหัวตัวไม้เลย เพื่อจะขายข่าวอย่างเดียว นี่สังคมก็สับสน
ในอดีต วัด พระสงฆ์ เป็นผู้ชี้นำสังคม เดี๋ยวนี้ พระไม่มีโอกาสชี้นำแล้ว ตัวชี้นำคือหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ชี้นำสังคม เมื่อบัณฑิตชี้ไม่ได้นี่ครับ มันมีแต่พวกพาลาชนชึ้สังคม เป็นยังไง สังคมก็แย่ แต่ก่อนเราเป็นบัณฑิต เราเป็นพระ เราชี้ในทางที่ดี คนก็ไปกันในทางที่ดี แต่พอตอนหลังนี่ ใครที่ไหนไม่รู้มาทำหนังสือพิมพ์ มันก็ชี้ไปทางที่ผิด ๆ
และพวก นี้แหละ ที่ทำให้สังคมเละเทะ มันก็เกิดความเสียหาย
เวลานี้ มันทำลายศาสนา ก็ใช้สื่อ นักการเมืองยังกลัวสื่อเลย รัฐบาลทุกรัฐบาลกลัวสื่อ ถ้าสื่อวิจารณ์กลัวมาก ข้าราชการยิ่งกลัวสื่อ แล้วต่อไปเราจะหาความยุติธรรมได้ที่ไหน มันก็ไปตามกระแสสื่อกันทั้งนั้น หาความยุติธรรมยาก นี่คืออันตรายอีกส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพระศาสนาของเรา
อีกประการหนึ่งก็คือว่า สังคมที่เราอยู่นี่ เป็นสังคมของชาวพุทธก็จริง มีกฎเกณฑ์ที่ออกมาก็จริง แต่คนที่มีอำนาจรัฐ ไม่เคารพกฎเกณฑ์ ไม่ถือกฎเกณฑ์ มันก็วุ่น อย่างเวลานี้ พระภิกษุอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ หรือยังมีกฎหมายลูกออกมาอีก พูดรวม ๆ คือ กฎหมายทางโลกฉบับหนึ่ง อยู่ใต้กฎหมายคณะสงฆ์อีกฉบับหนึ่ง อยู่ใต้กฎพระธรรมวินัยอีกชั้นหนึ่ง อยู่ใต้กรอบของขนบธรรมเนียมประเพณีอีกชั้นหนึ่ง 4 ชั้น อย่าลืมนะ ต้องระวังถึง 4 เรื่อง
หากยุคใดผู้มีอำนาจรัฐเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยุคนั้นอันตราย เกิดขึ้นแก่ศาสนา ท่านสังเกตดูได้ว่า ถ้าคนมี อำนาจรัฐ ไม่นับถือศาสนาพุทธ อะไรจะเกิดขึ้นกับพระสงฆ์ มันก็ไม่เอาใจใส่ หรือเอาใจใส่ มันก็เลือกปฏิบัติ ไม่มียุคไหนสมัยไหน ที่คนอวดอ้างว่า เป็นชาวพุทธ แล้วก็มาปั้นรูปพระ เขียนรูปพระ เอาไปกระทืบ เอาไปเหยียบ เอาไปเผา 60 กว่าปี ก็เพิ่งเห็น ที่หน้าวัดบวรฯ นี้ มหาเถรฯประชุมกันอยู่ตำหนักเพชร หน้าวัดมีคนก่อม็อบกลุ่มหนึ่ง เขียนรูปท่านเจ้าคุณพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ทำเป็นรูปศีรษะ เอาไปกระทืบหน้าวัด ต่อหน้าตำรวจ ตำรวจยืนเฉย ถามว่า ผิดกฎหมายไหม ผิด มาตรา 44 ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์ไทย หรือ คณะสงฆ์อื่น อันก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือแตกแยก
ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 44 ตรี 44 ทวิ ผู้ใดหมิ่นประมาท หรือ ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระสังฆราช โทษอันเดียวกัน ...
แล้วเลือกปฏิบัติ พระป่วยก็ต้องไปรายงานตัวที่ศาล นี่มันเป็นเรื่องสลดใจ เมืองพุทธ ภาพอย่างนี้ เราไม่เคยเห็น แล้วเราไม่เคยเห็นว่า รัฐมนตรีศึกษาฯ ซึ่งเป็นฝ่ายศาสนูปถัมภก จะเข้ามาก้าวก่าย งานศาสนาถึงขนาดนี้ มาชี้นำเจ้าคณะจังหวัดก็ต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ การปกครองเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ ฆราวาสมายุ่งไม่ได้หรอก มันแยกกัน
ตัวเอง เป็นฝ่ายศาสนูปถัมภก ไม่ใช่มีสิทธิมาปลดองค์นั้น มาจับองค์นี้ มาชี้โทษองค์นั้นองค์นี้ แสดงว่า มันต้องรับแผนใครมา ถ้าเป็นสมัยสมเด็จป๋าอยู่ ไม่มีทางหรอก ท่านไม่ยอมเด็ดขาด ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เป็นสังฆราช ตอนเป็นสมเด็จวันรัต แต่ฝ่ายมหานิกายเราก็ถือว่า เป็นประมุขฝ่ายมหานิกาย เรื่องพระ รัฐเข้ามายุ่งไม่ได้ พระจัดการกันเองได้ ฆราวาสจะมายุ่งไม่ได้ ทหารเขายังถือสี ทหารถูกจับทหารธรรมนูญประกบเลย ตำรวจไม่มีสิทธิ์เอาตัวไป ทหารเขารับตัวเข้ามาเองหมด พระเราใครคุ้มกัน เจ้าหน้าที่ไม่ให้ประกันต้องสึกนะ เข้าคุก มันทำกันยังไง ก็ปล่อยบ้านเมืองไปได้ยังไง นี่คือภัยอันตราย เพราะฉะนั้น อนาคตต่อไปภายภาคหน้า
เราจะต้องสร้างศาสนาทายาทขึ้นมา การสร้างศาสนทายาทขึ้นมานี่ ก็ต้องสร้างอย่างมีคุณภาพ เราจะสร้างอย่างมีคุณภาพ เหมือนโบราณนั้น เลิกคิดได้แล้ว โบราณเรา เอาเด็กในปลักควายมาบวชเณร มาให้การศึกษา มาพัฒนาให้มันดีขึ้น เพ่อจะได้เป็นหลักของศาสนาต่อไป เดี๋ยวนี้ ไม่มีแล้ว เพราะอะไร เพราะการศึกษาเขาขยายภาคบังคับเป็น 12 ปี ในปีหน้านี้ ท่านหมดสิทธิ์แล้ว เณรจะหายวื้ดไปเลย
พอเณรหายไป พวกเราเป็นไง แก่ลงทุกวัน ๆ นะ ผลสุดท้ายหมด วัดไม่มีสมภาร มันจะมาบวชอีกทีก็มาตอนแก่ ไอ้มาตอนแก่นี้ ร้อยหนึ่งหาดีสักกี่องค์ ...
ตอนนี้ปัญหาเยอะ เป็นเอดส์มา เราก็ไม่รู้ ตกใจบอกพระเป็นเอดส์ เผาตายวันหลาย ๆ ศพ อะไรพระเป็นเอดส์ วัดในกรุงเทพฯ นี่ครับ มาตายที่โรงพยาบาลสงฆ์ อ๋อ เป็นก่อนบวช แต่ไม่รู้ พอรู้ว่าติดเอดส์มา ก็มาบวช แล้วก็มาตาย มารักษาความเป็นพระ ตายเพราะโรคอะไร โรคเอดส์ อื่อ ฟังแล้วก็ใจเหี่ยวนะ เอาเอดส์มาเราก็ไม่รู้ ติดเอดส์มา
ติดยาเสพย์ติด มาก็ไม่รู้ สันดานดิบมาก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่ แล้วพอมาบวชแล้ว มันก็ทำให้ศาสนาเสียหาย นี่ ๆ คือภัยอันหนึ่งเหมือนกัน แต่ที่เราป้องกันยาก ครั้งจะเอาตั้งแต่เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ก็หายากแล้ว เพราะครอบครัวไทยมันเล็กลง บ้านหนึ่งมีลูก 2 คน 3 คน ยิ่งมีลูกชาย แค่ คนสองคน นี่เขาไม่อยากให้บวชกันหรอก มีโยมให้ลูกมาบวช นี่มาตื้อให้สึกทุกวันนะ แต่ก่อนนี้ได้
ครอบครัว หนึ่ง 5 คน 6 คน มาบวชสักคนสองคน ก็ไม่เดือดร้อน นี่พวกเราก็อยู่ในครอบครัวอย่างนี้เกือบทั้งนั้น ทางบ้านก็ไม่เดือดร้อน เดี๋ยวนี้เขาไม่ให้ เด็กวัดหายไป
ขอฝากข้อคิดไว้อย่างหนึ่งว่า การสอนศาสนาทุกวันนี้ พยายามสอนให้ถึงภาวนา ให้ถึงภาวนาให้ได้ และการจะเข้าถึงภาวนา ต้องรวมโยมนี่ให้ไหว้พระสวดมนต์กันก่อน
อาตมา ชอบใจ โครงการบ้านกัลยาณมิตร ของวัดพระธรรมกายเขา จากการที่ได้รับนิมนต์ไปบรรยายหลายแห่ง บ้านกัลยาณมิตรก็คือประเพณีเดิมที่เราทำกันมานี่แหละ
รวมกลุ่มชาวบ้าน สวดมนต์ โยมมาสวดมนต์ไหว้พระกันเองที่บ้านนะ เห็นโยมแล้วก็ศรัทธา ยังบอกโยมไปสวดที่วัดกันสิ โยมบอกไปวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ ท่านสมภารท่านอนุญาต อาตมาบอก ไม่มีวัดไหนไม่อนุญาตหรอกโยม ไปเถอะ วันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ ไปสวดมนต์ที่วัด แต่วันธรรมดาสวดที่บ้าน ...
สังคมอยู่กันอย่างเป็นมิตรไง อยู่อย่างไมตรีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทานโอวาทให้ ไม่ใช่อยู่กันอย่างหวาดระแวง ทุกวันนี้ โลกเขาสอนให้หวาดระแวง
อย่างคนใน กรุงเทพฯ นี้ บ้านติดกันนี่ ไม่รู้จักกัน แล้วก็คอยฟังสิ ไอ้บ้านข้างบ้านนี่ มันปั๊มยาบ้าหรือเปล่า คอยจับผิดกันน่ะ ไม่รู้จักกันหรอก
เดี๋ยวนี้สังคมคนบ้านนอกเกือบคล้ายๆ กับกรุงเทพฯ แล้ว แต่ถ้าเราสรัางสังคมอย่างนี้ ให้อยู่กันอย่างพี่น้อง อยู่กันอย่างผาสุวิหารธรรม ด้วยเมตตาธรรม ด้วยความรักกัน
แล้วก็มีศีล เสมอกัน มีทิฏฐิเสมอกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน สังคมเป็นสุข เมื่อสังคมเป็นสุข ปัญหาเรื่องยาเสพย์ติด อบายมุขนี่ เราแก้ง่าย เด็กลูกหลาน จะอยู่ในสายตา ใครมีทุกข์ช่วยกัน ไม่ทอดทิ้งกัน เหมือนเพื่อนเตือนเพื่อน โดยเราทำมิตรเป็นมิตรที่ดีกับคนอื่นเสียก่อน เมื่อเขาประมาทพลาดพลั้ง เราเตือนมิตรได้ ช่วยเหลือกัน สังคมถึงจะเป็นสุข
ไอ้ทิด