ปีที่ 3 ฉบับที่ 982 ประจำวันศุกร์ที่ 24 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

วิวาทะ

วลีแห่งความหักเห...เบื้องหน้าคือข่าว-เบื้องหลังคือคน

ความสับสนที่เกิดขึ้นในสถาบันสงฆ์ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ และพระภิกษุสงฆ์ ในฐานะที่ผมเฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกเวที จึงอยากให้ทุกฝ่าย ใช้เหตุผลในการพิจารณา โดยเฉพาะการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชน

ผมเคยย้ำเสมอว่า สื่อมวลชนไม่ใช่มาตราวัดความยุติธรรม

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสไว้ว่า สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมคนดี หากแต่การนำเสนอข่าวสารที่คลาดเคลื่อน จากความเป็นจริง แม้จะเป็น ส่วนเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้ผู้ที่ตั้งใจทำคุณงามความดีได้รับความเสียหาย และหมดกำลังใจไปในที่สุด เปรียบเหมือน ฟองอากาศขนาดเล็กๆ หากหลุดเข้าไปในร่างกายของคน ก็ทำให้เราเสียชีวิตได้

การนำเสนอข่าวสารที่ขาดวิจารณญาณ ตลอดจนจรรยาบรรณของคนข่าว เป็นคำถามที่พูดกันไม่รู้จักจบสิ้น แม้คณะวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ จะบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับ คุณธรรมในวิชาชีพไว้มากมายเพียงใดแล้วก็ตาม

แต่พอหลุดพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัย เป็นอันส่งคืนกลับครูบาอาจารย์ กันหมด

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า อุดมการณ์ของคนข่าว ไม่ว่าจะเป็นนักหนังสือพิมพ์ สื่อทีวี วิทยุ ถูกกระแสคลื่นผลประโยชน์ธุรกิจเข้าครอบงำ อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ดังว่า ก็ไม่ได้หมาย ความว่า จะเป็นเส้นขนานกันเสียทีเดียว หากแต่เราจะกำหนดแนวต้าน จุดแบ่งปันระหว่างสองแนวคิดไว้ที่ตรงไหน จึงจะเหมาะสม และพออยู่พอเพียง ยืนอยู่ได้ท่ามกลาง กระแสมรสุมทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลานี้ต่างหาก

ที่นี่ต้องย้อนกลับมาถามใจของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนดูกันบ้างเป็นไร ???

เราบูชาองค์กรอันเป็นที่รัก ฉันจะบูชาเทิดทูนความถูกต้องยุติธรรมเพื่อมวลชน หรือจะเลือกแอบอิงอยู่กับผลประโยชน์ ยอมตนเป็นฟองอากาศเม็ดเล็ก ล้างทำลายผู้คนบริสุทธิ์ คนแล้ว คนเล่า

เบื้องหน้าคือข่าว เบื้องหลังคือคน ข่าวจะสะอาดถูกต้องตรงมา ตรงไป หรือว่าจะเป็นขยะปฏิกูลข่าวที่พร้อมจะบิดเบือนไปตามกระแสน้ำเงิน ท้าทายต่ออำนาจความถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม

แท้ที่จริงข่าวสารที่ดีถูกต้องตรงประเด็น ไม่ได้อยู่ที่ตัว หรือเนื้อหาข่าว หากอยู่ที่เบื้องหลังของข่าว ก็คือคนเขียนข่าว รายงานข่าวนี่แหละเป็นสำคัญ 

ข่าวจะมีคุณค่าเพียงพอ ที่จะให้สังคมเชื่อถือในความถูกต้อง ยุติธรรมเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับคนเบื้องหลังข่าว ดังนั้น หากปากกาไปอยู่ในมือ "โจร" หลับตานึกภาพเถิดครับ ว่าบ้านเมืองนั้นจะเป็นเช่นไร

กรณีวัดพระธรรมกายก็เหมือนกัน สื่อมวลชนแทบทุกแขนงพากันพิพากษาเจ้าสำนักแห่งนี้ไปต่างๆ นานา การนำเสนอข่าวที่ชี้นำไปสู่ความรุนแรง ขัดแย้ง และไม่สามารถอยู่ร่วม โลกกันได้ เป็นเรื่องปกติสามัญไปแล้ว

ระยะเวลากว่า 1 ปี หากลำดับเหตุการณ์กรณีธรรมกาย ก็ไม่อาจสรุปข้อกล่าวหาที่สื่อมวลชนเสนอข่าวเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของวัดพระธรรมกาย แต่หลายเรื่องดูเหมือน เป็นแค่ขยะข่าว ที่ปราศจากผู้รับผิดชอบ

ผมขออนุญาตเปรียบเทียบพฤติกรรมข้างต้น ไม่ต่างอะไรไปจาก "หมาเกเรเที่ยวเยี้ยวรดหัวชาวบ้าน แล้วก็พากันวิ่งหลบหนีหางจุกตูดเข้าไปในซอยอันมืดมิด"

ไม่ว่าจะเป็นคดีของ "สอง วัชชศรีโรจน์" หรือที่รู้จักกันในนามเสี่ยสอง หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสนอข่าวเสี่ยสองนำเงินวัดพระธรรมกายไปเล่นหุ้นปั่นหุ้น แต่พอเรื่องถึง กระบวนการ ยุติธรรม กลับต้องยอมยกธงขาว ลงล้อมกรอบขอขมาลาโทษ กินเนื้อที่ไม่กี่นิ้วในหนังสือพิมพ์หน้าในสุด

สมาคมนักหนังสือพิมพ์ สมาคมนักข่าว และอีกหลาย ๆ สมาคมที่เพิ่งตั้งขึ้นมา ท่านเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นธรรมกับผู้ที่ตกเป็นข่าวหรือไม่ "แฟร์" หรือไม่

พาดหัวใหญ่โตหน้า 1 แต่เวลาผิดพลาดขอโทษขอโพย กลับนำไปลงกรอบเล็กๆ

ตลอดอายุการทำงานบนถนนน้ำหมึก ผมไม่เคยและไม่คิดที่จะเป็นสมาชิกองค์กรที่ประกาศตัวเป็นผู้กำหนด หรือควบคุมมารยาท จรรยาบรรณของหนังสือพิมพ์ แม้แต่องค์กรเดียว เพราะไม่เคยเห็นว่าองค์กรเหล่านี้จะนำหลักเกณฑ์ใดมาตรวจสอบ หรือควบคุมได้แม้แต่น้อย นอกจากเล่นพรรคเล่นพวกกันไปวันๆ ไม่ต่างอะไรจากนักการเมืองน้ำเน่า

ก็แค่แวะเวียนไปเจอหน้าเจอตากัน เพียงเพื่อหวังให้รูปข่าวหรือข่าวของสำนักตัวเองได้รางวัล และหากองค์กรเหล่านี้จัดตั้งขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ที่เขลาเช่นนี้ จะตั้งอีกกี่ร้อย กี่หมื่นองค์กรก็ไม่อาจทำให้ปัญหาต่างๆ ทุเลาเบาบางลงได้

นพส.พิมพ์ไทย ที่ท่านผู้มีอุปการคุณถืออยู่ในมือนี่ แม้จะเป็นหนังสือพิมพ์ที่ถูกสังคม เพื่อร่วมวงการเสียดสี หรือดูหมิ่นเหมาเอาว่าเป็นหนังสือวัด ในฐานะที่ทำตัวแตกแยก อุ้มชู ธรรมกาย และก็ด่วนสรุปตามแบบวิถีคนมักง่าย ว่าเป็นกระบอกเสียงธรรมกาย เพราะเห็นแก่สินจ้างในดงขมิ้น

ผมขอบอกไว้เลยครับ ว่า เป็นความเห็นที่ผิดอย่างมหันต์ กรณีธรรมกายเป็นแค่บทเรียนเล็กๆ ยังมีบทเรียนอีกมากมายที่สังคมหลงลืมไปกับกาลเวลา และยังมีบทเรียนอีกมาก ที่จะเดินทางมาซ้ำรอยบาปในกงล้อนี้อีก

วันนี้พิมพ์ไทยตกเป็นทนายแก้ต่างวัดพระธรรมกาย ก็ดูเป็นเรื่องที่พวกเราชาชินเสียแล้ว ขณะเดียวกันในวงการสงฆ์ด้วยกันเอง กลับมีมุมมองว่า หากพระภิกษุรูปใดมีความเห็นว่า ธรรมกายเขาไม่ได้ผิดไปเสียทั้งหมด จะมีข้อบกพร่องบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องของสังคมใหญ่จำเป็นต้องชี้นำและแก้ไขกันต่อไป

ตรงข้าม พระภิกษุผู้ที่เข้ามาแสดงความเห็นกลางๆ จะถูกมองว่า พระรูปนั้นรับเงินธรรมกาย เห็นแก่อามิสสินจ้าง พระเทพกิตติปัญญาคุณหรือพระกิตติวุฑโฒ ผอ.จิตตภาวัน วิทยาลัย ก็เพิ่งถูกคลื่นทะเลโคลนสาด ด้วยความเห็นของสื่อที่เสนอข่าว ตีหัวเข้าบ้าน ระบุว่า ท่านเจ้าคุณถูกธรรมกายเบี้ยว จึงออกหนังสือเวียนไปตามวัดวาอารามต่างๆ เพื่อ ระงับ งานสัมมนาพระสังฆาธิการทั่วประเทศ

รวมถึงการนำชื่อพระเถระในมหาเถรสมาคมไปเป็นคณะกรรมการ และประธานจัดงาน ข่าวเสนอไปอย่างนั้น สร้างความเสียหายให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่สื่อมวลชนโดยเฉพาะ ไอทีวีที่อ้างตัวเป็นสื่อน้ำดี แบ่งช่องว่างในสมองคิดแก้ไขความผิดพลาดนั้นไว้หรือไม่ หรือจะถนัดแต่แก้ตัว

28 มีนาคมศกนี้ แดดร่มลมตก "พิมพ์ไทย" จัดงานครบรอบก้าวสู่ปีที่ 5 เชิญแขกผู้มีเกียรติ ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองมากมาย ซึ่งเราไม่อาจคาดการได้ว่า ท่านผู้ใหญ่เหล่านั้น จะให้เกียรติทีมงานเราเพียงใด

จะไปแอบอ้างบีบบังคับนำชื่อเสียงเกียรติยศของท่านเหล่านั้น มาจัดงาน คงไม่ใช่วิสัยของปัญญาชน กรณีจิตตภาวันฯ ก็เช่นกัน ถือเป็นข้อวัตรปฏิบัติของหมู่สงฆ์ ที่ให้ความเคารพ ผู้อาวุโส แต่กลับมีคนนำไปโยงใยว่า พระคุณเจ้านำชื่อพระเถระในมส. ไปแอบอ้าง หรือล้มงานเพราะถูกธรรมกายเบี้ยว

ครับอย่าเอาความคิดเห็นแก่ได้ คิดน้อย คิดสั้นตามความเห็นของบรรพบุรุษท่านสั่งสอน มาเป็นเครื่องกำหนดกฎเกณฑ์ หรือใช้วัดมาตรฐานผู้อื่นเลยครับ เสียความรู้สึกกันเปล่าๆ

โซตัส


[หน้าหลัก][หน้า1][วิวาทะ][สหัสวรรษ][ปุจฉา]

1