เรื่องของงานข่าวหนังสือพิมพ์
เมื่ออยากเป็นนักข่าว

ดูเหมือนว่าการเริ่มต้นเป็นนักข่าวของผม ไม่ได้เกิดขึ้นในสำนักพิมพ์ แต่น่าจะเกิดที่ไหนสักแห่ง หรืออาจจะเป็นบ้านไม้สองชั้นของคุณวีระประวัติ วงศ์พัวพันก็ได้ เพราะคุณวีระประวัติเป็นคนแรกที่ให้ผมค้นหาคำตอบบางสิ่งบางอย่าง เกี่ยวกับโลกของงานหนังสือ และทำให้ผมได้เข้าใจเกี่ยวกับคำว่า"การทำงาน"ว่าเป็นอย่างไรกันแน่

จำได้ว่าตอนนั้นคุณวีระประวัติกำลังเขียนบทภาพยนต ์เรื่องซูเปอร์ลูกทุ่ง ผมไปขลุกอยู่ที่นั่น 2-3 วัน เช้าไปถึงก็สนทนาเรื่องทั่วไป สายหน่อยคุณวีระประวัติก็เข้าประจำการบทโต๊ะทำงาน ในห้องที่ออกแบบมาเพื่อทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไรที่อื่น แล้วงานในแต่ละวันจะสั้นจะยาวขึ้นอยู่กับ ความสามารถของสมองกับพลังงานที่มีอยู่ในกาย

วันแรกที่ไปถึง(รู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนแล้ว) คุณวีระประวัติหยิบหนังสือชั้นครูมาให้อ่านหนึ่งเล่ม แต่บังเอิญหนังสือเล่มนั้นได้อ่านมาหลายรอบแล้ว เลยไปลงท้ายที่บทภาพยนต์เรื่องGUN MAN ให้อ่านให้เรียนรู้การเขียนบทภาพยนต์ หรืออย่างน้อยๆก็ฆ่าเวลาไปพลางๆ ขณะที่คุณวีระประวัติจะตั้งสมาธิทำงาน ผมเองก็ได้คำแนะนำในขณะนั้นว่า ถ้าคิดจะเป็นนักเขียน จะต้องเป็นนักอ่านเสียก่อน ต้องจดจำรายละเอียดต่างๆให้ดีด้วย มองไปรอบๆกาย ออกไปไหนต่อไหน ต้องจดจำบันทึกข้อมูลไว้(หมายถึงจำใส่สมอง) เผื่อว่าวันข้างหน้าจะได้นำออกมาใช้

พบคนก็ต้องหัดสังเกตลักษณะเค้าหน้า บุคคลิก การแต่งกาย ลักษณะเสื้อหรือชนิดของผ้า ลวดลาย สีสัน รูปทรง แอบดูแม้กระทั่งรองเท้า จดจำความใหม่หรือร่องรอยชำรุดที่เห็น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่นักเขียนทั้งนั้น และต้องพยายามจดจำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และลองพยายามนึกดูว่า ถ้าจะเขียนออกมาเป็นตัวอักษร จะถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร

เท่าที่บอกเล่ากันมานี้จะเห็นได้ว่า การเริ่มต้นของผมไม่ได้มีเป้าหมายที่นักข่าว แต่ต้องการที่จะเป็นนักเขียนต่างหาก และไม่เคยคิดว่าจะมาประกอบอาชีพเป็นนักข่าวเสียด้วยซ้ำ ชะตากรรมมาทางนี้ก็เพราะ วันหนึ่งเห็นป้ายประกาศรับสมัครในมหาวิทยาลัย ก็เลยมาลองสมัครดู สุดท้ายก็ได้เป็นนักข่าวมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ความจริงแล้วการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ก็อาจจะส่งผลต่ออีกอย่างหรือในหลายๆอย่างได้ชนิดที่เรามิได้มีโอกาสล่วงรู้ได้ เหมือนอย่างที่เราไม่เคยเห็นคุณค่าภาษาต่างประเทศมาเลยตั้งแต่สมัยเรียน แต่สุดท้ายก็ต้องมาฝึก มาอ่าน มาพูด มาเขียน แบบเสียดายเวลาที่ปล่อยทิ้งไป

ในรอบ 20 ปีของการทำงานด้านหนังสือพิมพ์และเฝ้าเก็บข้อมูลมาตลอด อยากจะบอกผู้ที่สนใจจะเป็นนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ว่า ความบังเอิญอาจทำให้คุณมีอาชีพนี้ได้ทั้งนั้น มีนักข่าวบางคนที่เก่งๆทุกวันนี้ ตอนมาให้สัมภาษณ์เข้าทำงาน ดูไม่สนใจงานข่าวแม้แต่น้อย สนใจอยากจะได้งานทำมากกว่า ถามอ่านหนังสือพิมพ์บ่อยแค่ไหน ตอบไม่ค่อยได้อ่าน ถามว่าอ่านหนังสืออะไรมาบ้าง บอกอ่านมาน้อยมาก คนคนเดียวกันนี้ต้องมาสมัครเข้าทำงานถึงสองรอบและหนหลังถึงได้มีโอกาสทดลองงาน และผ่านงานในที่สุด

สมัยนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป ผู้คนสนใจเรียนสายวิชาชีพสาขานี้มากขึ้น และคนเหล่านี้ได้ล้นทะลักเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก โอกาสดูเหมือนว่าผู้ที่เรียนจบมาทางสายนี้โดยตรงจะได้เปรียบ แต่ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวลงไปว่า คนข่าวจะต้องเป็นผู้ที่เรียนสายอาชีพนี้เท่านั้น

อย่างไรก็ดีหากสนใจที่จะเป็นนักข่าว ไม่ว่าจะเรียนจบมาโดยตรงหรือจบในสาขาอื่น ควรที่จะให้ความสนใจกับการอ่าน ติดตามข่าวสารวิทยุ โทรทัศน์ให้มากกว่าระดับปกติ ถ้าเป็นไปได้ต้องจดบันทึกปรากฎการณ์ข่าวเอาไว้ด้วย ทำข้อมูลพื้นฐานเอาไว้เลยยิ่งดี ไล่ตั้งแต่คนการเมืองมีใครเป็นใคร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใครเป็น นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมีใครบ้าง นักวิชาการคนไหนเก่งในเรื่องอะไร หรือเป็นข่าวบ่อย จดจำเรื่องสำคัญๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

ฝึกฝนตนเองด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เอาแต่คุยฟุ้งคุยโม้ไปวันๆควรจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ คิดแข่ง วิจารณ์แข่งกับ คอลัมน์นิสต์ หรือรายการทอล์คในวิทยุ โทรทัศน์ ฝึกพาดหัวข่าวแข่งรายวัน วันนี้เกิดเรื่องใหญ่อะไร ถ้าเป็นเราจะพาดหัวอย่างไร อย่างนี้ฝึกฝนได้เอง เป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุด ความจริงหากจริงจังในเรื่องนี้และพอมีทุนรอนอยู่บ้าง ก็ไม่จำเป็นต้องไปสมัครงานที่ไหนหรอกครับ ทำเองเสียเลยก็ได้ สมัยนี้ไม่มีอะไรยุ่งยาก ข้อจำกัดดูจะน้อยลงไปมากเลยทีเดียว

ส่วนใครอยากจะเป็นนักเขียน สิ่งที่สำคัญที่สุดควรจะฝ่าให้ได้ก็คือ ฝ่าด่านตนเองให้ได้เสียก่อน หลายคนอยากจะเป็นนักเขียน แต่ก็เขียนไม่ออก เขียนแล้วขยำทิ้ง เป็นอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ตรงนี้ละครับที่ผมเรียกว่าด่านของตนเอง

ถ้าคิดจะเขียน ก็ขอให้เขียนออกมาเท่าที่อยากจะบอก อยากจะเล่า เขียนไปทำที่พลังความอยากทะลักออกมา แล้วไม่ต้องไปสนใจหรอกครับว่า ถ้อยคำจะเป็นอย่างไร สวยหรู หรือเข้าท่าขนาดไหน ความจริงยังไม่ต้องไปตำนึงถึงอะไรมากมาย เขียนไปอย่างที่ใจอยากจะเขียน ไม่ต้องไปประดิษฐ์ประดอยอะไรมาก เขียนให้ได้จำนวนหน้ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้เป็นพอ แล้ววันหลังค่อยมาพิจารณาใหม่ ลายมือก็ไม่ต้องไปสนใจ เขียนหวัดได้ยิ่งดี ไม่งั้นมือจะเขียนไม่ทันสมองสั่งการ เขียนเยอะดูจะให้กำลังใจกับตนเองมากกว่า

ความจริงแล้วก่อนลงมือเขียน ต้องบอกตนเองก่อนว่า "เรา"ไม่ใช่"อัจฉริยะ"ที่จะเขียนหนังสือออกมาแล้วคนอ่านพอใจทั่วบ้านทั่วเมือง ฝึกฝนไป เรียนรู้ไป พัฒนาไป คงเข้ามาตรฐานเขียนหนังสือดีเข้าสักวัน

โลกของคนเขียนหนังสือ หรือโลกของนักข่าว ก็ไม่ได้แตกต่างจากแวดวงอื่นๆ ถึงแม้จะไม่ใช่สุดยอด เราก็อยู่ของเราได้ เราก็ไปของเราได้ เราก็ทำมาหากินของเราได้ อายุถ้าหากไม่ใช่เด็กเกินไป ก็อาจมีผลงานไม่ต่างจากผู้มีวัยวุฒิคุณวุฒิได้เหมือนกัน แต่อย่าเอาเราไปเปรียบกับเด็กอัจฉริยะชาวฝรั่งเศสเด็ดขาด เพราะหมอนั่นปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำมัน กลับเขียนหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนออกวางตลาดเป็นว่าเล่น ขายดีติดอันดับเบสท์ เซ็ลเลอร์เสียด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะบอกทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ก็คือ อยากเอาแต่คิดครับ ต้องลงมือทำเลย หรือถ้ายังไม่ค่อยมั่นใจ จะติดตามอ่านข้อเขียนของผมต่อไปก่อนก็ได้นะครับ ผมก็หัดเขียนหนังสือเพื่อให้ได้มาตรฐานISOกับเขาเหมือนกัน

(HOME) (วิจารณ์บ้านเมืองฯ) (จรรยาบรรณ) (พุทธศาสนาเชิงประวัติศาสตร์) (NEXT)

 

 

1