9 เดือนอันยาวนานของการทุ่มเทกับร้านเอเลี่ยนส์เน็ต กุฉินารายณ์ เป็นร้านอินเตอร์เน็ตและเกมส์ออนไลน์ ของ JK! ต้องสิ้นสุดลง หรือไม่ก็จะมีเอเลี่ยนส์เน็ต ภาค 2 ที่ใหนซักแห่ง ผมใช้วเวลาตัดสินใจอยู่นานพอสมควร ก็ขาดทุนไปหลายแสน จนสุดท้ายก็ต้องยอมถอย
เป็นอันว่า เอเลี่ยนส์เน็ตปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมเองก็ได้พักผ่อนมาระยะหนึ่ง หลังจากขาดทุนไปหลายแสน ผมก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตดี กับคนตัวเปล่า ๆ ที่มีหนี้สินติดตัวจากสามแสนเศษ เพิ่มขึ้นมาเป็น หกแสนกว่า ก็คิด ๆ ไปว่า ถ้ายังจะดันทุรังทำธุรกิจต่อไปในสภาพอย่างนี้ล่ะก็ มีหวังหนี้สินพอกพูนเป็นล้าน ก็เลยคิดว่าจะกลับไปทำงานเป็นลูกจ้างชาวบ้านอีกครั้งหนึ่งเก็บเงินและเก็บเกี่ยวประสบการณ์และมองทิศทางและลู่ทางว่าในอนาคตจะทำธุรกิจอะไรดี ที่จะไม่พังพับ เจ๊งบ๊งวอดวายยับอับจนอย่างนี้อีก หลังจากเอเลี่ยนส์เน็ทปิดตัวไป ผมเองก็ไม่มีอะไรจะทำ รู้สึกเคว้งคว้าง เวิ้งว้าง โหวงเหวง พอสมควร ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปทำอะไรต่อ
ก็ล่องลอยเคว้งคว้างไม่มีอะไรจะทำอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเลยตัดสินใจกลับเข้ากรุงเทพหางานทำอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2545
เข้ากรุงเทพมาก็มาหาเตร่ ๆ สมัครงาน โดยมาพักอยู่กับเฮียอาร์มที่ปู่เจ้า ก็อย่างว่าล่ะครับ งานยุคสมัยนี้หายากยิ่งกว่างมเข็ม สมัครงานอยู่พักใหญ่ ก็ยังไม่มีงาน ต่อมาก็ย้ายไปอยู่กับเจ้าบอยหลานชาย พอไม่มีอะไรให้ทำ สงกรานต์ก็เลยกลับมาบ้าน เที่ยวสงกรานต์ซักหน่อย หลังสงกรานต์ก็กลับไปลุยต่อ สมัครงานที่ไว้ พอดีปลายเดือนจะมีงานแต่งงานเจ้าพี ก็เลยกรอกในใบสมัครว่าพร้อมจะเริ่มงานหลังวันที่ 25 พฤษภาคม ก็สมัครงานทิ้งไว้เรื่อยเปื่อน แล้วก็ไปร่วมงานแต่งงานเจ้าพี และยังรู้สึกผิดมาจนบัดนี้ เพราะเป็นตากล้องในงาน ถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ จนจบงาน แต่ฟิลม์ไม่เดิน ถ้าตรวจสอบกล้องตั้งแต่แรกก็จะไม่รู้สึกผิดอย่างนี้หรอก จากงานแต่งงานเจ้าพีก็มุ่งขึ้นเหนือไปเที่ยวลำพูนบ้านน้องแบมสามวันครึ่งสนุกสดชื่นดี หลังจากเพลิดเพลินกับการเที่ยวกลับมาก็มีงานติดต่อเข้ามา และเริ่มทำงานตั้งแต่วันนี้มา
ทำงานก็มีเรื่องดีเรื่องห่วย ๆ สลับกันมาเรื่อย ๆ แต่พักหลัง ๆ เริ่มห่วยจนเบื่อ จนสุดท้ายแย่สุด ๆ ก็เลยตัดสินใจลาออก
เอาเป็นว่าหลังจากออกจากงานแล้ว ก็ตระเวนหางาน และประทังชีพด้วยเงินประกันสังคมซักพักนึง
ต่อมาก็ได้งานที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เงินเดือนสตาร์ทหมื่นนึง ตอนแรกก็เข้าใจว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปด้วยดี
เข้าที่เข้าทาง ที่ใหนได้ งานที่นั่นไม่เคยมีแผนกคอม ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่คอมต้องทำงานอะไรบ้าง
ก็เหมาเอางานบ้าบอมากมายที่ไม่เกี่ยวกับแผนกคอมมากองให้เป็นกระบุง ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์ในงาน
โดยปกติก็คือตรวจเช็คระบบซ่อมดูแลฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ แต่นี่พี่ท่านโยนมาหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำกราฟฟิค
โบร์ชัวร์ ป้ายราคา ป้ายประกาศ ทำเว็บไซต์ ประสานงานกับโฮสติ้ง ถ่ายรูป จัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
โดยที่กำหนดเวลาจะเอาทันทีเลย โดยที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรให้ ไม่มีทีมงาน ไม่มีอะไรซักอย่าง
มองเห็นว่ายังไงก็ไม่รุ่งแน่ ก็เลยออกดีกว่า ทำได้แค่เดือนเดียวแล้วก็โต๋เต๋ไปทำงานพาสท์ไทม์ที่หนึ่ง
เป็นงานเกี่ยวกับกราฟฟิค แต่เดือนนึงได้ทำแค่สิบกว่าวันและรับเงินเป็นรายวัน ค่าเช่าห้องยังไม่ได้เลย
ดูยังไงก็ไม่รอด เลยตัดสินใจว่า คงต้องทิ้งกรุงเทพ กลับบ้าน สมัครงานผ่านเน็ตเอา
เจองานใหนที่ให้เงินเดือนเท่าที่ต้องการจริง ๆ ถึงจะกลับมาอยู่กรุงเทพ ตอนนี้ก็เลยทำงานวิจัยฝุ่นละอองกันต่อไป
การกลับบ้านของผม ผมคิดว่าผมจะได้พักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ผมเข้าใจผิด กลับไปผมก็ต้องไปเจอเรื่องที่ทำให้ต้องเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ กับความคิดของคนในครอบครัวที่ชอบเอากรอบความคิดของตัวเองมาตัดสินชีวิตผม คนเหล่านั้นคิดกันว่าผมว่างนักว่างหนา ไม่มีอะไรทำ ไม่รู้ว่าผมมีงานมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง และชอบมาวุ่นวายกับเส้นทางเดินชีวิตที่ผมเลือกเหลือเกิน มันทำให้ผมหงุดหงิดจนแทบจะเป็นบ้าเอาทีเดียว
กลับมาแทนที่จะได้พักผ่อน พอดีกับว่าลุงผมป่วยเข้าโรงพยาบาล ผมต้องไปนอนเฝ้าที่โรงพยาบาล ผมตัดสินใจว่าเมื่อลุงออกจากโรงพยาบาลผมจะกลับกรุงเทพอีกครั้ง และถ้าไม่ได้งานผมจะไม่กลับไปบ้านอีก
ผมกลับมาอยู่กรุงเทพอย่างลำบากลำบนกระเบียดกระเสียนกระเสือกกระสนเหลือเกิน แต่ยังไงก็ต้องทนต่อไป
ลำบากกายก็ยังดีกว่าเสียสุขภาพจิต นั่นเองคือสาเหตุที่ผมยอมมาลำบากกายที่นี่กรุงเทพ แทนที่จะกลับไปสบายกายแต่เสียสุขภาพจิตที่บ้าน ผมก็ยังเดินทางต่อไป แล้วแต่เส้นทางชีวิตมันจะพาไป
เหมือนเป็นโชคชะตาผมสมัครงานแค่เดือนเดียวทางทรู คอร์ปอร์เรชั่นก็ติดต่อมา ผมได้งานเป็นคอลเซ็นเตอร์ที่นี่
บริษัทรับทำเอาท์ซอรส์ให้กับบริษัทข้างนอก คือบริษัทคอมพิวเตอร์บริษัทหนึ่ง คอยให้บริการข้อมูลของลูกค้าบริษัทนั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะไปได้ดี เพราะผมได้ทำงานกับบริษัทใหญ่ เงินเดือนดี สวัสดิการดี แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น
งานที่ต้องมาคอยโกหกลูกค้าไปวัน ๆ ผมไม่ได้มีความสุขเลย นอกจากนี้ในสายที่ลูกค้าโทรเข้ามาวันละ 60-80 สายนั้น
จะโทรเข้ามาด่าวันละราว ๆ 20 สาย ซึ่งการที่ต้องมานั่งฟังคนด่าทั้งวันติดต่อกันทั้งปีอย่างนี้มันทำให้สุขภาพจิตผมแย่ลงทุกวัน
ความอดทนเริ่มลดน้อยลง และกลายเป็นคนหงุดหงิดง่ายขึ้น ถ้าเดินถนน เดินลงบันไดเลื่อนแล้วมีคนขวางหน้า หรือเดินช้า
อาการหงุดหงิดจะออกมาทันที นับวันเริ่มคุมอารมณ์ไม่ได้ ผมมองว่าสิ่งที่ผมได้รับกับสิ่งที่ผมสูญเสียไปนั้น ช่างไม่คุ้มค่าเลย
ผมเสียความร่าเริงกับความสขุมไป ได้ความเลือดร้อน ขี้โวยวายมาแทน แลกกับเงินแค่เดือนละหมื่นนิด ๆ
ผมมองเห็นว่าถ้าผมทำต่อไปยิ่งนานเท่าใหร่ สุขภาพจิตผมจะต้องแย่ลงมากกว่านี้แน่
เมื่อทำงานได้ครบปี ผมจึงลาออกพร้อมกับตระเวนหางานใหม่ต่อไป
หากต้องการติดต่อ JK! ส่ง E-Mail มาที่
webmaster@kongmemories.cjb.net
methipat@Hotmail.com
Joekong72@Hotmail.com