ปีที่ 2 ฉบับที่ 638 ประจำวันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2542
เจาะคน เจาะข่าว
ใช้อะไรคิด มาถึงยุคคุณธรรมเสื่อม ความเลื่อมใสหดจางไป
ฆราวาสชั่วช่างหัวใส ขอเข้าไปปกครองสงฆ์
แหล่งข่าวเจาะคน-เจาะข่าว เปิดแถลงแจงสี่เบี้ยว่าด้วยเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างมหาเถรฯ ด้วยแนวคิดของเสี่ยสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดชื่อดังที่ต้องการให้มีพระหนุ่มและฆราวาสเข้าไปบริหารมส.แทนพระเก่า
แนวคิดให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างมหาเถรสมาคม เกิดขึ้นมานานหลายปีดีดักแล้ว เพราะโครงสร้างที่ใช้ในปัจจุบันเนี่ย มันเป็นโครงสร้างเก่า ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คิดเป็นระยะเวลาก็นานกว่า 40 ปีมาแล้ว
ยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ทุกองค์กรต้องการคนหนุ่มเข้าไปดูแลบริหาร เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว กระฉับกระเฉง เพื่อให้เนื้องาน มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
แนวคิดนี้ถ้าใช้ในองค์กรทางธุรกิจ รับรองไม่มีใครปฏิเสธ เพราะในภาคธุรกิจ จะต้องมีการแย่งชิง แข่งขันทางการค้า ทางความคิด และ การเจริญเติบโตขององค์กร
ทว่าถ้านำแนวคิดเฮงซวยนี้มาใช้ในทางศาสนาแล้ว ตอบได้ทันทีเลยว่า
ผิดพลาดสิ้นเชิงเลยฮ้า!
ถ้าเราเอาแนวคิดแบบนี้ เข้ามาบริหารองค์กรทางพุทธศาสนา มันจะมีผลเสียมากมายมหาศาล จนบานไม่รู้โรยเชียวแหละ
ผลเสียประการแรก องค์กรทางพุทธศาสนาไม่ต้องการประชันขันแข่งผู้ใด ไม่ต้องการแย่งชิงผลประโยชน์กับชาวโลก แต่เป็นองค์กร ที่คำนึงถึง "ระบบคุณธรรม" ไม่มีการเข่นฆ่าให้อาสัญ
ที่สำคัญคือผู้บริหารจะต้องไม่ "ซาดิสม์" เห็นการตายหรือการแตกทำลาย เป็นเรื่อง"บันเทิง"
ผลเสียประการที่สอง การไม่ชอบความแก่ โดยอ้างว่า "พระแก่" ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องตีความหมายไปถึง พุทธศาสนาและพระไตรปิฎก ที่ทั้งเก่าทั้งแก่กว่า 2,500 ปี
ถ้าเป็นคนก็ถือว่าชราภาพมาก ดังนั้นหากเราตำหนิพระแก่ มันก็จะกระเทือนไปถึงพระไตรปิฎก และพระพุทธศาสนาที่แก่พอๆ กัน
ของแก่บางอย่างก็ดี บางอย่างก็ไม่ดี เรื่องนี้ต้องแยกแยะกันให้ชัดเจน ถ้าเป็น "อีแก่" ที่บ้าน เราก็เห็นด้วยขอชูจั๊กกะแร้เชียร์ 100%
แต่ถ้าเป็นหลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา ท่านว่ายิ่งแก่ยิ่งคุณธรรมสูง เป็นประเภท "ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า" นี่ประเพณีไทยเรามันเป็นอย่างนี้ท่านเจ้าคุณ
ผลเสียประการที่สาม ถ้าเราได้พระหนุ่ม หรือฆราวาสมานั่งปกครองคณะสงฆ์ไทย เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า คนที่ปกครองสงฆ์ ไม่ใช่ตัว แทนของ "มารนอกศาสนา" เพราะตรงนี้ใช้เวลากลั่นกรองน้อยมาก
ในระยะที่ผ่านมา กว่าพระเถระท่านจะก้าวเข้ามาเป็นกรรมการ มส.ได้นั้น แต่ละองค์ท่านใช้เวลาน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 50 ปี ถึงจะเป็น พระราชาคณะชั้นสมเด็จ
เชื่อว่าคนที่มีจิตเป็นมาร หรือมารนอกศาสนา คงไม่เสียเวลาปลอมตัวเข้ามานุ่งเหลืองห่มเหลืองนานถึงเพียงนี้เป็นแน่ เพราะมันเสียเวลา มาก ดีไม่ดีถูกพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่อมเกลาจนกลายเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริงไปเลยก็ได้
ตรงนี้ต้องใช้สมองคิดให้ดี ห้ามให้อย่างอื่นคิด !
เราต้องยอมรับกันว่า กระบวนการกลั่นกรองของคณะสงฆ์ไทยนี่ "จ๊าบมาก" เพราะชาวพุทธเราเชื่อเสมอว่า "หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลา พิสูจน์คน"
เราไม่เชื่อว่าพญามารตัวไหนครองสมณเพศนานกว่า 50 ปี แล้วไม่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ยังไงก็เชื่อว่าท้ายที่สุดคงต้องเปิดเผยความ "วิปริตของดวงจิต" ออกมาเป็นแน่แท้
ที่เห็นตอนนี้ก็มีพญามารหลายท่านที่มียศเป็นเจ้าคุณ กำลังออกอาการเจ เริ่มไม่อยู่ในศีลในธรรม โดยเฉพาะคำพูด ที่พ่นออกมาจากปาก ของท่านเจ้าคุณเหล่านี้
มันชี้ให้เห็นถึง "รังสีอำมะหิต" มีรังสีแห่งการฆ่าฟันเปี่ยมล้น มองไปมองมาไม่ได้เป็นพระเป็นเจ้าเท่าที่ควร น่าจะเป็น "แพะ" มากกว่า
มิหนำซ้ำท่านเจ้าคุณบางรายยังมีเรื่องอื้อฉาวยักยอกเงินเป็น 10 เป็น 100 ล้าน เข้าไปอีก ดูไม่จืดเลยละท่านสโลโบดัน มิโลเซวิค
ท้ายที่สุดนี้ ก็อยากจะขอเตือน เฮีย ส.ศิวรักษ์ ไว้นิดนึงว่า อยากคิดอะไรก็เชิญคิดไปเถอะ
แต่ขอให้เลิกคิดเรื่อง "เอาฆราวาสมาปกครองพระ" ซะที มองยังไงมันก็ไม่โสภาสถาพร
ฆราวาสนะศีล 5 ยังไม่ค่อยจะครบกันเลย การจะเอาคนคุณธรรมต่ำกว่าไปปกครองคนที่คุณธรรมสูง มันผิดหลักการว่ะ!