ปีที่ 3 ฉบับที่ 1046 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543

สหัสวรรษที่ 3

ถึงเวลาแก้วิกฤติโลกวันนี้ ด้วยเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ

ใครจะคิดได้ว่า ธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงประกาศธรรมเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว จะสามารถยืนยงความทันสมัย นำมาใช้ได้กับปัญหาวิกฤติโลกปัจจุบัน ได้ อย่างไม่ล้าสมัย และเหมาะกับเหตุการณ์ปัจจุบัน

ใครจะคิดได้ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ อันพันลึกโอฬาร เรียนกันจนระดับปริญญาเอก เขียนตำราเต็มห้องสมุด สุดท้ายก็ไม่พ้นวิชาเศรษฐศาสตร์พื้นฐานของพระพุทธเจ้า ที่ทรงสอนไว้ จนเป็นอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล

นี่เป็นภาษาสมัยใหม่ของวัยรุ่นเปี๊ยบเลยนะครับ

ผมได้คุยกับนายอัลเฟร นักการเงินการธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ที่อยู่ในแวดวงการเงินแนวหน้า ที่เหี้ยมโหดของโลก คุยแล้วเกิดความปลื้มปิติในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เพราะนึกไม่ถึงว่า จะมีนักเศรษฐศาสตร์ในโลกสมัยใหม่ ชื่นชมคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา และยกย่องว่าเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งที่สุด ง่ายที่สุด

แต่คนสมัยใหม่ทุกวันนี้ มองข้ามไป และเห็นว่า เป็นเรื่องล้าสมัย

ทั้งที่ปัญหาของโลกทุกยุคทุกสมัย ก็ซ้ำ ๆ กัน วนเวียนเปลี่ยนไปกี่รอบ ก็เหมือนกับปัญหาเก่า วิธีการแก้แบบเก่า ๆ เพราะเกิดจากมนุษย์เหมือนกัน วิธีคิดเหมือนกัน อารมณ์ เหมือนกัน กิเลสก็เหมือนกัน แล้วมันจะต่างกันตรงไหน ยกเว้นกาลเวลา และรูปแบบปัญหาเท่านั้น

นายอัลเฟรโดเสนอแนะว่า ถึงเวลาที่ผู้นำของโลก และนักเศรษฐกิจยุคใหม่ชั้นนำของโลก ที่จะมานั่งประชุมกันเพื่อยุติปัญหาโลกแตก ที่ทำให้เกิดความระส่ำระสายต่อโลกมนุษย์ การทำลายสิ่งแวดล้อม การเผชิญหน้าด้วยความรุนแรง การเอาเปรียบทางเศรษฐกิจการเงินการค้า

แต่ที่สำคัญ ต้องให้บทบาทของผู้นำทางศาสนา และผู้นำจิตศรัทธาชั้นนำเข้าร่วมประชุมด้วย และถ้าจัดให้ยิ่งใหญ่ในระดับสหประชาชาติ เป็นมติของที่ประชุมใหญ่ ถ้าเมื่อไร ที่ถึงวันนั้น นั่นคืออรุณรุ่งที่แท้แห่งสันติสุขของโลก

การประชุมระหว่างผู้นำแห่งโลกกับผู้นำแห่งจิตศรัทธา ผู้นำศาสนาโดยไม่คำนึงศาสนา ความเชื่อ และจิตศรัทธา การประชุมที่ให้ความเคารพในสิทธิที่เท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยก ความคิดเห็นกัน แสวงจุดร่วมกันในการสร้างสันติสุขของโลก 

ซึ่งนายอัลเฟรโดเห็นว่า จะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องเกิดจากจิตภายในผู้นำเท่านั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ตรงกับท่านลามะกังเซน แห่งอิตาลี ที่เดินทางรอบโลก ใช้เวลานานกว่า 6 ปี เพื่อขาย ความคิดเรื่องสันติสุขภายในเท่านั้น ที่จะสร้างสันติสุขภายนอกให้กับโลกได้

และทันทีที่นายอัลเฟรโดได้เห็นแนวความคิดของมูลนิธิธรรมกาย เรื่อง World Peace Inner Peace ได้รับฟังจากท่านลามะกังเซน แขกพิเศษของหลวงพ่อธัมมชโย ให้มาร่วมงาน มาฆบูชาปุรณมี จึงเกิดความสนใจและมาสังเกตการณือย่างเงียบ ๆ

และภาพอันยิ่งใหญ่ ความสงบเงียบที่กระจายไปทั่วบริเวณสภาธรรมกายสากล ภาพของคนนั่งสมาธิเป็นแสนๆ คน ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกนี้ เกิดความปีติ และเปลี่ยนชุด จากนายแบงก์ระดับโลก ห่มชุดขาวเข้าร่วมนั่งสมาธิด้วยความปีติท่ามกลางแสงเทียนนับแสน

ด้วยเหตุนี้ ในวันคุ้มครองโลกที่ผ่านมา นายอัลเฟรโดจึงรับเชิญอีกครั้ง คราวนี้ ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง และเตรียมปาฐกถามาอย่างดี สำหรับกล่าวกลางมหาชน เกือบครึ่งล้าน ในพิธีตอนค่ำ ซึ่งได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง เมื่อแปลเป็นภาษาไทยอย่างงดงาม

แต่วันรุ่งขึ้นในที่ประชุมชาวพุทธสากล ท่ามกลางชาวพุทธหลายสิบประเทศ นายอัลเฟรโดก็ได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะให้มีการจัดประชุมระดับโลกของทุกศาสนา โดยมีต้นแบบ ที่มูลนิธิธรรมกาย ดำเนินการอยู่ เป็นการจุดประกาย

เขากล่าวด้วยความชื่นชมว่า เขาได้เดินทางไปทั่วโลกได้ร่วมสัมมนาระดับโลกมามากมาย แต่ไม่เคยมีครั้งใดมาก่อนที่เขาได้เห็น คำว่า "สันติภาพ" ได้มีการพูด และการปฏิบัติ ไปพร้อมกันอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่เขาเคยประชุมมา

เพราะทุกครั้ง จะมีนักปาฐกถาระดับโลก ที่พูดเรื่องสันติภาพอย่างงดงามไพเราะ แต่มิได้มีการปฏิบัติแม้แต่น้อย และจบการประชุมทุกคนก็ลืม 

แต่ภาพที่เขาเห็นจากงานมหาสมาคมวันคุ้มครองโลก ที่มูลนิธิธรรมกายจัดขึ้น เขาเห็นคนหลายแสนคนฟังธรรมและการสร้างสันติภาพโลก การแผ่เมตตาให้กับผู้อื่นที่มิได้มาร่วม แผ่จิตอันสงบไปให้กับคนทั้งประเทศ คนทั้งโลก เป็นเวลายาวนาน มีทั้งช่วงเช้า ช่วงบ่ายและช่วงเย็น

เขาอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นทั่วโลก กับทุกศาสนา ทุกความเชื่อศรัทธา และอยากให้เกิดร่วมกันพร้อมกันโดยไม่แบ่งแยกกัน ถ้าทั้งโลกทำได้อย่างนี้ โลกจะพลิกผันสู่มิติใหม่แห่งความ สุขสงบ ที่แท้จริง สันติสุขที่เกิดจากการปฏิบัติ มิใช่จากการพูดเสวนาเท่านั้น

เขาจึงอยากตั้งข้อเสนอ 3 ประการต่อที่ประชุมผู้นำโลกและผู้นำศาสนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเขาอยากให้เกิดขึ้น และแสวงหาผู้ที่จะเป็นผู้จุดประกายให้เกิดขึ้นมานาน

ประการที่หนึ่ง ก็คือการเปลี่ยนกรอบความคิดของผู้นำของโลกว่า สันติสุขจะเกิดได้จากภายในเท่านั้น

ประการที่สอง การมองวิกฤติเศรษฐกิจของโลก จะต้องมองจากทั้งสองมุม ทั้งจากมุมของโลกแห่งวัตถุ และมุมของโลกแห่งจิตวิญญาณ พร้อมไปด้วยกัน และเขาเห็นว่า มุมนี้พุทธศาสนาจะได้เปรียบและมีบทบาทที่มีคุณค่าอย่างที่สุด เมื่อเทียบกับทุกศาสนา

และประการสุดท้ายที่ประชุมจะต้องใช้ความรู้อันกว้างลึกซึ้งของพุทธศาสนา ซึ่งน่าจะเรียกว่า เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ อันน่ามหัศจรรย์ มาใช้ประยุกต์ในโลกปัจจุบัน การผสมผสาน กลมกลืน ระหว่างสองโลกได้อย่างงดงาม และให้ความคิดใหม่ที่น่าทึ่งที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้จากพระภิกษุสงฆ์ที่ศึกษาลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา

ผมฟังแล้วปลื้มที่มีคนเห็นคุณค่าของคำสอนของพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าพวกเรา และน่าเสียดายแม้คนไทยหลายคนที่ถือว่า เป็นเลิศในพระพุทธศาสนาหลายคน กลับมองไม่เห็น

สิงห์ขาว


[หน้าหลัก][หน้า1][สหัสวรรษ]

1