ปีที่ 3 ฉบับที่ 1033 ประจำวันเสาร์ที่ 13 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 |
2 กรณีที่แตกต่าง งานหนักของพระธรรมปิฎก (2)
พระคุณเจ้าพระธรรมปิฎกนั้น ชื่อว่าเป็นบุคลากรทรงคุณค่าด้านปริยัติของค่ายมหานิกาย ขณะที่ค่ายธรรมยุตก็มีพระเทพดิลก
คราวที่คณะสงฆ์ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นการกสงฆ์ กรณีสันติอโศกนั้น พระเถระผู้แก่หง่อมในคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ดูว่าจะไม่มีบทบาทออกนอกหน้า
ให้สังคมได้ เห็นเด่นชัดนัก ภาพประกอบของพระคุณเจ้า พระธรรมปิฎก และพระเทพดิลกครั้งนั้น กลายเป็นนักบวชเก่า เช่น อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ พ.อ.สิน อินทร์นรา พ.อ.บุญสม เจนใจ และ พ.อ.สฤษฏิ์
ฆราวาสเหล่านี้ บางคนเป็นหัวหน้ากองอนุศาสนาจารย์ในกองทัพ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนา
สิ่งที่วิตกกังวลกันมาก คือสันติอโศกขยายบทบาท โดยมีพรรคการเมืองรองรับ คิดไปถึงว่า วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อพรรคการเมืองอย่างพรรคพลังธรรม มีอำนาจจัดตั้งรัฐบาล
อะไร
จะเกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ไทย เพราะหัวหน้าพรรคการเมืองอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มองเห็นองค์กรสงฆ์เป็นพวกเต่าล้านปี ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
มอบกายถวายชีวิต อย่างสุดๆ ให้กับสันติอโศกจนไม่มีอะไรจะเหลือให้กับ มส.อีกต่อไป
กรณีสันติอโศก สิ้นสุดลง ผลงานเป็นที่พอใจของคณะทำงาน โพธิรักษ์ และคณะ ถอยหลังห่างออกไปหลายก้าว ขณะที่กลุ่มนักการเมืองรวมพลัง
แม้จะพัฒนา มาเป็นพรรคพลัง
ธรรม แล้วก็ตาม คงจะไม่ส่งผลกระทบต่อองค์กรสงฆ์นัก วันเวลาผ่านไป พรรคพลังธรรมฝ่อลง กระทั่งพรรคแตกกระสานซ่านเซ็นในเวลาต่อมา
คณะทำงานกรณีสันติอโศก โดยมีพระธรรมปิฎก และพระเทพดิลก เป็นกำลังหลักด้านพระสงฆ์ ต่างก็ภูมิใจไปตามๆ กัน ที่กำจัดเสี้ยนหนามพระศาสนาออกไปได้
คณะทำงาน ทั้งพระ และฆราวาส ต่างก็และเล็ม และเก็บเกี่ยวเอาความสำเร็จในครั้งนั้น มาเป็นความสุขบำรุงหัวใจ จนลืมไปว่า 10 ปีให้หลัง สังคมไทยได้อะไรจากปฏิบัติการนั้น
สันติอโศก
ลดบทบาทของตัวเองลงไป จนไม่มีความหมายที่จะต้องใส่ใจอีกต่อไปกระนั้นหรือ
บทความนี้ต่อเนื่องจากวันก่อน ที่เผดียงพระคุณเจ้าทั้ง 2 ไว้ว่า อย่าได้มัวอมยิ้มจนแก้มตุ่ยกับผลสำเร็จ เอาแต่แลหน้าจนลืมแลหลัง
สังคมไทยในระยะต่อมา ส่วนหนึ่งเห็นใจ และเข้าใจในสิทธิ์สันติอโศก เมื่อสังคมเจ็บปวดจากผลกระทบกระแสโลกาภิวัตน์ และพิษภัยวิกฤติเศรษฐกิจ
ทางเลือกทางหนึ่ง ดูเหมือน
จะเป็นทางเดียวเท่านั้น จะบรรเทาปัญหานี้ได้ นั่นคือแนวทางของลัทธิสันติอโศก ขณะที่พระสงฆ์ไทย โดยการนำของมส. ไม่มีความชัดเจนเพียงพอ
ที่หยิบยื่นสิ่งดีงาม เป็น
ทางเลือกให้สังคม อาจเป็นเพราะขาดแคลนบุคลากรที่ชำนาญด้านปัญหาสังคม หรือสงฆ์ไทยเอง ก็ถูกพิษภัยจากวิกฤติเล่นงานอย่างหนัก จนจะเอาตัวไม่รอดพอกัน
พระสงฆ์ไทยจำนวน 2-3 แสนรูป ตกอยู่ในภาวะหลับใหล พระที่มีชื่อเสียงออกมาเคลื่อนไหว ล้วนแต่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือเพื่อตัวเอง เพื่อวัด เพื่อสำนักของตนเอง
บทบาทนี้
เห็นได้จากรายการวิทยุที่ป่าวประกาศขอรับบริจาคจากชาวบ้าน ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ผิดอะไรกับพวกขอทานกิตติมศักดิ์
ปล่อยให้ชาวบ้าน
ซึ่งเจ็บปวดรวดร้าวกัน แสน
สาหัส อยู่แล้ว เกิดความสับสน รวนเรและวังเวง อย่างที่ผมจำลองคำพูดถวายเมื่อวันก่อนไว้เป็นประโยคสั้นๆ ว่า เอ...มันอะไรกันเนี่ยท่านเจ้าคุณ
ในยามที่สังคมคือคนในชาติประสบปัญหาวิกฤตินี้เ ตัวแทนของสงฆ์ไทยที่ถลันออกหน้า อาสาเข้ามากอบกู้ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เห็นมีแต่หลวงตาแก่ อายุเกิน 80
มากกว่า
พระชนมายุของพระพุทธเจ้า มีเพียงรูปเดียวเท่านั้น นั่นคือ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
บทบาทของหลวงตาดูช่างโดดเด่น น่ายกย่องชมเชยที่สุด น่าที่จะได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนจากคณะสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มส.
คำว่าส่งเสริมและสนับสนุน ไม่ใช่แค่ปูนบำเหน็จ เลื่อนสมณศักดิ์ จากชั้นราชไปเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมวิสุทธิ์มงคล เท่านี้ไม่พอ ไม่พอจริงๆ
คณะสงฆ์ควร จะเสริม
ด้วยการจัดตั้งโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และภาค แต่กลับมาปล่อยให้พระผู้เฒ่าฉายเดี่ยว แบบวันแมนโชว์ เทศน์ไปฉันหมากไป
หอบ สังขารชราไปทั่วประเทศ
บทบาทของหลวงตาเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่พอจะกู้หน้าพระไทยทั้งมวลได้ในยามนี้ กระนั้นหลวงตาก็ยังไม่วายถูกพระด้วยกัน กระแนะกระแหนเอาว่า ไม่ใช่กิจของสงฆ์
เท่านั้นยังไม่พอ หลวงตายังถูกกระทบจากแรงเสียดทานที่เป็นอำนาจรัฐ หากพระภิกษุผู้ทำหน้าที่นี้ ไม่ใช่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน อะไรจะเกิดขึ้น การกล่าวหาแรงๆ การใส่ร้ายป้ายสี ที่ไร้ความสัตย์ ความจริง จะต้องประดังประเดมาอย่างห่าฝนอย่างแน่นอน
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้รับการันตีจากปฏิปทาอย่างเด็ดเดี่ยว และถูกต้องร่องรอยพระธรรมวินัยของหลวงตาเอง หลวงตาจึงเป็นสงฆ์ไทยเพียงรูปเดียว
ที่คนทั้ง ประเทศ ตั้งแต่ชาวบ้านผู้อดมื้อกินมื้อ พอมีพอกิน เศรษฐีข้าราชการ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ต่างก็มอบใจถวายด้วยศรัทธา
มารก็คือมาร พระที่หายากเห็นปานนี้ ยังถูกบริภาษด้วยถ้อยคำรุนแรง จากนักเคลื่อนไหวระดับโลก ผ่านสื่อโทรทัศน์มาแล้วครั้งหนึ่ง ท่านเจ้าคุณประยุทธ
ก็รู้จักบุคคลคนนี้
เป็นอย่างดี เพราะพัวพันกับเจ้าคุณอยู่ทุกรณี หรือจะกล้าปฏิเสธลงคอว่า ไม่รู้จักคนชื่อ ส.ศิวรักษ์
บทความนี้อยากจะให้จบลงเพียงตอนที่ 2 นี้เท่านั้น แต่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว จำเป็นต้องขอเพิ่มตอนที่ 3 อีกสักวัน
สำหรับวันนี้ อยากจะนิมนต์ท่านเจ้าคุณแลหลัง กรณีสันติอโศก ที่ถูกเจ้าคุณและคณะฟาดฟันจนเสียศูนย์มาแล้ว
ท่านเจ้าคุณครับ การรักษาพระศาสนาเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ทุกคนต้องปฏิบัติ ท่านเจ้าคุณไม่ได้ผิดในประเด็นนี้ ปฏิบัติการที่ท่านกระทำลงไปแล้วนั้น ได้ผลแล้วในวันนั้น แต่เวลาถัดมาสังคมเขาลืม ตรงข้ามกลับจะไม่ยอมรับผลงานของท่านเจ้าคุณและคณะ กลับเห็นดีเห็นงามกับแนวทางของสันติอโศก ที่ครั้งหนึ่งท่านบอกว่า ไม่ถูกต้อง จึงเท่ากับว่า เมื่อวานนี้ไม่ดี แต่วันนี้กลับเป็นของดีไปเสียแล้ว
ชาวสวนเขาดายหญ้าไม่ใช่ดายหนเดียวแล้วทิ้ง ยอดและหน่อหญ้าเกิดทีหลัง มันงามกว่าเก่านะจะบอกให้
ปู่โอม