ปีที่ 3 ฉบับที่ 1032 ประจำวันศุกร์ที่ 12 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 |
2 กรณีที่แตกต่าง งานหนักของพระธรรมปิฎก
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่โพธิรักษ์ถูกสังคมสงฆ์ อัปเปหิออกจากความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ถึงขั้นต้องพึ่งบารมีศาล หนึ่งในหลาย ๆ ข้อกล่าวหา มีการห้าม
แต่งกาย เลียนแบบพระสงฆ์ด้วย
โพธิรักษ์ต้องสละจีวรสีเหลืองไปนุ่มห่มสีขาว ท่ามกลางสายตาสานุศิษย์ และตากล้อง
กรณียันตระ ก็เช่นกัน ยันตระต้องห่มจีวรย้อมสีเขียว เปลี่ยนรูปแบบการครองผ้าที่มีลูกบวบบนไหล่ซ้ายไว้ที่ไหล่ขวา
เป็นการลดอุณหภูมิความร้อนแรงทางกระแสสังคมได้อย่างเฉียบพลัน
คนไทย สังคมไทยลืมง่ายจะตายไป ณ วันนี้เป็นไงครับ
ยันตระ ยังคงเป็นนักการศาสนาผู้ยิ่งใหญ่เผยแผ่พระสัทธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาที่สหรัฐอเมริกาอย่างได้ผล เกินกว่าพระธรรมทูตของสงฆ์ไทยที่ประจำอยู่ตามศูนย์ต่าง ๆในอเมริกาเสียด้วยซ้ำ
สำหรับ โพธิรักษ์ ที่ปักหลักอยู่ในเมืองไทย ยังคงเดินหน้าเผยแพร่แนวทางของตนอย่างได้ผล สาวกของโพธิรักษ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
บุคลากรจากสำนักสันติอโศกของโพธิรักษ์ ทำงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างน่าสรรเสริญ
สังคมส่วนหนึ่งเริ่มยอมรับ ไม่แปลกเลยที่คนเขามองไม่เห็นความแตกต่างในความเป็นสมณะ ระหว่างสงฆ์ไทยที่ถูกต้องตามกฎหมายกับสงฆ์เถื่อน (สันติอโศก)
วันนี้สังคมไทยป่วยไข้อาการค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากได้ติดยึดและหลงวัตถุมาเนิ่นนาน เมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ คนจำนวนมหาศาลตกงาน ไร้อาชีพ อดอยาก
ก่อคดีอาชญา กรรม ค้าประเวณี คิดสั้นและฆ่าตัวตาย
สันติอโศก ที่ครั้งหนึ่งสงฆ์ไทยบอกว่า เป็นสำนักเถื่อนสงฆ์เถื่อนนั้น ได้ให้สติแก่สังคมไทยว่า อย่าได้หลงวัตถุ อย่าไปติดยึด ให้รู้จักปล่อยวาง ใช้ชีวิตเรียบง่าย
ทำแค่พอมีพอกิน
เข้ากันได้พอดีกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ในโครงการพระราชดำริ
สังคมไทยส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่เส้นทางนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดที่ฝังลึกและสะสมมานาน เป็นปรากฏการณ์น่าจับตามอง
วันนี้อาจไม่เห็นผลเด่นชัดนัก แต่ก็ถือว่า เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ก่อนที่จะมองโลกนี้มีแต่ความมืดมนและตีบตัน ไม่คิดจะอยู่มีชีวิตอีกต่อไป ฆ่าตัวตายให้สิ้นเรื่องเสียเลย ซึ่งเป็นการคิดผิดและทำผิด
หลวงตาจันทร์ สาวกของสันติอโศก ศิษย์คนสำคัญของโพธิรักษ์ จัดรายการทางวิทยุ เพื่อแก้ปัญหาสังคม
มีคนติดตามฟังรายการอย่างศรัทธา
ถึงวันนี้เข้า สังคมรับได้ คิดแต่ว่า เมื่อป่วยไข้จะเป็นยาผง ยาเม็ด หรือยาน้ำ ก็กินเข้าไปเถอะ หากแก้โรคให้หายได้ มีคุณค่าพอกัน
หนาวขึ้นมาก ผ้าห่มพันกายแก้หนาว จะเป็นสีอะไรก็ได้ ขาว เขียว เหลือง แดง ห่มเข้าไปเถอะ
การยอมรับของสังคม คือการเพิ่มพูนคุณภาพให้กับสำนักสันติอโศก เห็นได้ว่า สงฆ์ส่วนหนึ่งที่นุ่มห่มแบบพระสงฆ์ทั่วไป หรือนุ่งห่มใกล้เคียงกัน ตอนเช้าเดินแถวออกจากสันติอโศก เพื่อบิณฑบาต และชาวบ้านก็เต็มใจ และมีคนศรัทธาใส่บาตร แถวด้วยการคิดอย่างมีเหตุมีผลว่า สบายลูกตาดี ดูแล้วไม่รุกรุงรัง รกหูรกตาที่พระแก่ ๆ บางรูป
ยืนเฝ้าร้านขาย ข้าวแกง บาตรเต็มแล้วก็ถ่าย พอได้ที่มีคนซื้อใส่บาตรกองโต ก็เรียกแท็กซี่หรือสามล้อกลับวัด เปรียบเทียบให้เห็นกับตาในแต่ละวัน
วันนี้ชาวบ้านเขาคิดกันอย่างนี้จริงๆ มหาเถรสมาคม ทำอะไรอยู่ขอรับ ท่านมัวแต่หลับทั้งที่ลืมตา
ครั้งหนึ่ง เจ้าคุณระแบบ ฐิตญาโณ (พระโสภณคณาภรณ์) และ เจ้าคุณประยุทธ (พระเทพเวที) เป็นหัวหอกอันแหลมคมของมหาเถรสมาคม ทิ่มแทงสันติอโศก
จนโพธิรักษ์
ตกอยู่ในสภาพผู้พ่าย
การกระทำของสงฆ์ไทยครั้งนั้น นัยว่า เป็นการปกป้องพระธรรมวินัย หรือรักษาพระพุทธศาสนานั่นเอง
พระเทพเวทีในวันนั้น ซึ่งก็คือพระธรรมปิฎกในวันนี้ พระโสภณคณาภรณ์ในวันนั้น คือ พระเทพดิลกในครั้งนี้ กรรมการมหาเถรสมาคมเปลี่ยนแปลงไปหลายรูป เพราะถึงกาลมรณะ แต่องค์ประมุขสงฆ์ยังคงเป็นเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศ
กรณีสันติอโศก เป็นเอกสารที่เขียนขึ้นโดย พระเทพเวที ใช้เป็นแนวทางในการจัดการกับสันติอโศกในครั้งนั้น อย่างได้ผลเกินคาด สันติอโศกยอมที่จะไม่นุ่งห่มจีวรเลียนแบบพระสงฆ์ และไม่ออกบิณฑบาตอย่างพระสงฆ์
ผลพวงที่ตามมาจากปฏิบัติการนั้น ที่จัดว่า ยิ่งใหญ่ไม่ใช่การกำจัดโพธิรักษ์ให้พ้นไปจากสังฆมณฑล อย่างที่ใครๆ คิด แต่อยู่ที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง
พรรคการเมืองที่ว่านี้คือ พรรคพลังธรรมที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวเรือใหญ่
และมาเป็น พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยมี สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พัวพันอยู่ข้างๆ
ยุทธการของสงฆ์ไทยที่ปฏิบัติการไปโดยไม่ได้ตั้งใจในคราวนั้น สามารถกำจัดความเติบโตของพรรคพลังธรรม จนเป็นพรรคการเมืองที่แคระแกรนเป็นบอนไซในเวลาต่อมา
แต่อย่างว่านั่นแหละ พรรคพลังธรรมเป็นพรรคการเมืองที่ค่อนข้างจะพิเศษ สามารถลอกคราบความเป็นพรรคการเมืองที่เสื่อมความนิยมลงในเวลาต่อมา
โดยตัวชูโรง ของพรรค
ยังอยู่กันครบ ไม่ว่าจะเป็น จำลอง ทักษิณ สุดารัตน์ แต่มาในมาดของพรรคใหม่คือ พรรคไทยรักไทย ที่ไม่มีความยากจนข้นแค้นหลงเหลือเป็นซากให้เห็นอีกต่อไป
ในกรณีที่ใกล้เคียงกัน พระธรรมปิฎก โดยการสนับสนุนของสานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่ง ได้เขียนหนังสือ กรณีธรรมกาย ขึ้นมา คงคิดว่า
งานนี้จะจบลงแบบเดียวกับ
กรณีสันติอโศก โดยลืมประเมินความแตกต่างของกรณีที่เกิดขึ้น จึงขอชี้ความแตกต่างในหัวข้อใหญ่ดังนี้
สันติอโศก ปฏิเสธพระธรรมวินัย อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา อยู่หลายข้อ
สันติอโศก ปฏิเสธการบริหารงานคณะสงฆ์ ขออยู่อย่างเอกเทศ
สันติอโศก ผูกพันกับการเมือง ครั้งแรกเป็นกลุ่มรวมพลังพัฒนา มาเป็น พรรคพลังธรรม
วันนี้ สัมปทานหมดแล้ว ยอยอดไปต่อพรุ่งนี้ ก่อนจบขอเผดียงพระธรรมปิฎกและพระเทพดิลกไว้หน่อยหนึ่งว่า
เมื่อรู้จักแลหน้าแล้ว พระคุณเจ้ารู้จักหัดแลหลังบ้างไหม เห็นหรือยังว่า วันนี้สันติอโศกเขาก้าวหน้าไปถึงไหนกันแล้ว มัวแต่อมยิ้มแก้มตุ่ยกับผลงานที่ถูกใจตนเองคนเดียว
ขณะที่
ชาวบ้านถามหาคำตอบอยู่ว่า เอ... มันอะไรกันเนี่ยท่านเจ้าคุณ
ปู่โอม