ปีที่ 3 ฉบับที่ 1032 ประจำวันศุกร์ที่ 12 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 |
มจร.ชม "ไพบูลย์"
ล้างศัพท์คริสต์
ไม่ให้ประกันตัวเจ้าคณะอำเภอนาทวี
กลัวข่มขู่พยาน
อดีตเจ้าคณะอำเภอสิเกามรณภาพด้วยโรคชรา
อาจารย์ มจร. ชมเชยกรมการศาสนา
ตื่นตัวประกาศบัญญัติคำเรียกตำแหน่งคริสต์ศาสนา เพื่อไม่ซ้ำซ้อนกับพุทธ ระบุเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว พร้อมวอนพระภิกษุสำรวจในศีล เพื่อป้องกันไม่ให้สื่อหยิบไปโจมตี
วันที่ 11 พ.ค.2543 อาจารย์แสวง อุดมศรี อาจารย์ภาควิชาปกครองสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ได้กล่าวชมเชย นายไพบูลย์ เสียงก้อง
อธิบดีกรมการศาสนา
ตามที่ได้มี
ประกาศแก้ไขให้เรียกชื่อและตำแหน่งทางศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกเสียใหม่ เพื่อยุติความสับสนซ้ำซ้อนกับการเรียกของศาสนาพุทธ ที่มีการบัญญัติศัพท์มาก่อน แม้ว่ากรมการศาสนาจะได้ปล่อยปละละเลยมาเป็นเวลานานมากแล้วก็ตาม เมื่อมาแก้ไขในวันนี้ ก็ไม่ถือว่า สายไป ซึ่งต้องถือว่า เป็นส่วนที่ดีที่น่ายกย่องชมเชยกับ นายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดีกรมการศาสนา เป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งยังให้ข้อแนะนำว่า กรมการศาสนา ควรจะติดตามผลการปฏิบัติต่อไปด้วยว่า จะเป็นไปตามประกาศที่ออกมาหรือไม่ และสิ่งที่กรมการศาสนาควรจะได้พิจารณาต่อไปอีก คือการเรียกชื่อของโบสถ์คาทอลิค ศาสนาคริสต์ ที่ยังคงใช้ว่า วัด เช่นเดียวกับการเรียกของชาวพุทธอยู่อีกหลายแห่งด้วยกัน อย่างเช่น วัดซาสตาครู๊ส ย่านวัดประยูรวงศาวาส เป็นต้น ว่า ควรจะได้รับการแก้ไขด้วยหรือไม่
อาจารย์แสวง อุดมศรี กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเห็นได้ว่า การทำงานของกรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ จะให้ความสำคัญต่อการ "เข้ารบกับพระ" เสียมากกว่า
จะให้
ความสำคัญต่องานในความรับผิดชอบ อย่างเช่น การดูแลให้การสนับสนุนในด้านศีลธรรมแก่เยาวชน การปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา
และการเอาใจใส่ดูแล
ความเป็นอยู่ ของคณะสงฆ์ แม้แต่เรื่องการดำเนินนิคหกรรมต่อพระธัมมชโย ก็กลับให้ความสำคัญเหนือกว่าหน้าที่อื่น อีกทั้งยังพยายามที่จะรื้อฟื้อนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่า ท่านเหล่านี้กำลังคิดอะไรกันอยู่
เท่าที่ทราบมา พระเถระชั้นผู้ใหญ่ส่วนมากแล้ว ท่านเข้าใจดีว่า การดำเนินนิคหกรรมที่ผ่านมานั้น ได้มีอันพิจารณาให้จบสิ้นลงไปแล้ว คงมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ที่ยังไม่เข้าใจ
ถึงกระบวนการพิจารณาตามกฎนิคหกรรมว่า จริง ๆ แล้ว ผู้พิจารณาต้องปฏิบัติตามกฎให้ถูกต้องอย่างไร ตนจึงไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า
กรมการศาสนา
จะมีหน้าปกป้องหรือทำลาย
พุทธศาสนากันแน่
ทางด้าน ศ.ทพ.ญ. โสภี ชาติสุทธิพันธ์ อาจารย์สอนพิเศษ อดีตอาจารย์แพทย์ คณะทันตแพทย์ ม.จุฬา ได้กล่าวว่า ศาสนาทุก ๆ ศาสนา
ล้วนแต่มีเจตนาสั่งสอน
ให้ผู้นับถือศาสนา นั้น ๆ ประพฤติปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งบุตรสาวของตนเอง ก็กำลังเรียนอยู่ในสถาบันของคริสต์ศาสนา และมักจะไปเข้าโบสถ์พระคริสต์อยู่เสมอ
สำหรับตนเองนั้น ได้มองเห็นว่า ศาสนาพุทธในปัจจุบันมีความกระจ่างชัดเจนมากกว่าแต่ก่อน เมื่อก่อนนั้น ไม่ค่อยชอบพระสงฆ์นัก เพราะถูกล่วงเกินด้วยกิริยาวาจาในสมัยที่อยู่ อ.โพธาราม และยังเข้าใจว่า หยุดนั้น คือ องคุลีมาลวิ่งตามพระพุทธเจ้ามาแล้วหยุด แต่เมื่อได้มาเรียนรู้ในธรรมะสมัยนี้ จึงได้รู้ว่า หยุดนั้น คือความสงบความหยุดนิ่งในสมาธิ ปัจจุบันมีคนหนุ่มสาวเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันมากกว่าสมัยก่อน
โดยเฉพาะที่วัดพระธรรมกายมีแนวทางการสอนธรรมะ และการปฏิบัติธรรมที่ชัดเจนแจ่มชัด สามารถเข้าใจได้โดยง่าย ไม่คลุมเครือ ตนเองไม่ได้หลงงมงายหรือยึดติดกับวัดนี้ แต่เชื่อด้วยปัญญาและรู้ว่า
เป็นทางสายใหม่ที่ทำให้เห็นแสงสว่างของพระธรรม เมื่อมาถึงวันนี้ จึงได้มีความคิดว่า
สมัยก่อนนั้นการศึกษา
ของพระภิกษุสงฆ์
ยังไม่มีการเรียน
การสอนเหมือนกับสมัยนี้ ฉะนั้น จึงอยากจะนำความรู้สึกของตนที่ได้กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่าง ซึ่งอยากจะขอนิมนต์ให้ภิกษุสงฆ์ ได้โปรดมีความสำรวมในศีลให้มากขึ้น
เพื่อป้องกัน
ไม่ให้สื่อมวลชนจับเอาส่วนที่ไม่ดีของพระสงฆ์ตรงนี้ ออกไปโจมตี อันจะนำมาซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาโดยรวม
ศ.ทพ.ญ.โสภี กล่าวต่อไปอีกว่า ที่ผ่านมาได้เคยเป็นผู้อ่านที่ติดอยู่กับหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แต่ปัจจุบัน ตนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ เพราะเห็นว่า เอาข้อมูลที่เป็นเท็จมาลง แม้จะไม่ใช่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็ตาม จึงไม่รู้ว่า ศักดิ์ศรีของสื่อมวลชนหายไปไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีของนายชยันตร์ อภิสุภาพ หรือ อดีตพระสุนทรราชมานิตเถร อดีตเจ้าคณะอำเภอนาทวี และอดีตเจ้าอาวาสวัดในวัง อ.นาทวี จ.สงขลา
ภายหลัง
จากที่ถูกตำรวจกองปราบบุกจับตัว ในข้อหาจ้างวานฆ่าผู้อื่น โดยได้ลาสิกขาและให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยขอไปต่อสู้คดีในชั้นศาล ว่า
พนักงานสอบสวน ได้ควบคุมตัว
ผู้ต้องหามาจะครบกำหนด 3 วันในวันนี้ แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น จึงจำเป็นต้องขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหา มีกำหนด 12 วัน จนถึงวันที่ 22 พ.ค.2543
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ในท้ายคำร้องฝากขัง พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากเกรงว่า จะเกิดอันตรายกับพยานในคดี
ศาลพิจารณาคำร้อง
แล้วอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา ตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ
อดีตเจ้าคณะอำเภอสิเกามรณภาพด้วยโรคชรา
พระราชปริยัติโสภณ (คล่อง ขันติพลเถระ) พระเปรียญ 9 รูปแรกและรูปเดียวของจังหวัดตรัง มรณภาพแล้วด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 04.00 น. วานนี้ (11 พ.ค.) ที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ จังหวัดตรัง รวมอายุ 72 ปี 52 พรรษา โดยจะตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดกะพังสุรินทร์