ปีที่ 3 ฉบับที่ 1028 ประจำวันจันทร์ที่ 8 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543

วิวาทะ

ศรัทธาที่ตั้งมั่น จะสามารถทำลายอวิชชาที่โง่งมได้

เพื่อนผมคนหนึ่งได้ปฏิเสธพระพุทธศาสนา เพื่อไปนำถือพระเยซูคริสต์ โดยให้เหตุผลว่า ระหว่างที่เขาเจ็บป่วยอยู่นั้น ทำให้ชีวิตของเขาทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก พอได้ล้างบาป โรคที่รุมเร้าอยู่ก็หายไป เป็นปาฏิหาริย์ยิ่งนัก

ขณะเดียวกัน เพื่อนรุ่นพี่ของผมอีกคนเป็นคาทอลิก เกิดชอบพอกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเธอนับถือศาสนาพุทธ แต่พออยู่กินฉันท์สามีภรรยา ก็เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ล้างบาป และว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จนกลายเป็นคาทอลิกผู้เคร่งในคัมภีร์ในที่สุด

ขณะที่สามีผู้ที่นับถือคาทอลิกอยู่นั้น กลับปฏิเสธพระเยซูเจ้า ที่สำคัญยังมุ่งมั่นศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาอีกต่างหาก ซ้ำยังเป็นผู้ที่นิยมสะสมพระเครื่องตัวยงทีเดียว แม้ภรรยาที่เขารักจะพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้าโบสถ์ แต่ก็ต้องประสบความล้มเหลวร่ำไป

ผมสรุปอีกครั้ง เพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่ผมจะแสดงความเห็น กล่าวคือ เพื่อนผมทั้งสองคน คนแรกป่วยอยู่เนือง ๆ ต้องเสียเงินทองรักษามากมาย จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ส่วนอีกคน หนึ่งคือ ภรรยาเพื่อนรุ่นพี่ของผม ก็เปลี่ยนไปนับถือคาทอลิกเช่นกัน

ผมถือว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความศรัทธาเป็นปกติธรรมดาของมนุษย์!!!

โดยเฉพาะผู้ที่มีศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพียงแค่ลูบคลำๆ ย่อมนำไปสู่การสั่นคลอนของศรัทธาที่ตั้งอยู่ด้วยความไม่มั่นคงได้เพียงนั้น

ทว่าผมกลับแปลกใจอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นภาพของผู้ที่มีความพร้อมจากตะวันตก เดินทางรอนแรมข้ามทวีปมหาสมุทร มาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมของพระพุทธเจ้า ทั้งที่เขาเหล่านั้น มาจากประเทศที่เจริญทั้งด้านวัตถุ และเทคโนโลยี มีความพร้อมจบระดับปริญญาตรี โท และเอก เป็นศาสตราจารย์ ฐานะทางการเงินมั่นคง จนหลายคนอิจฉา บางคนอยู่ ท่ามกลาง คาทอลิกที่เคร่งครัดที่สุดในโลก

เชื่อหรือไม่ คนเหล่านี้ เมื่อได้เดินทางมาพบกับพระพุทธศาสนา เขากลับพูดอย่างอิ่มอกอิ่มใจว่า พบแล้ว กับสิ่งที่ตามหามาตลอดชีวิต

ผมไม่อยากคิดว่า พุทธศาสนิกชน เกือบร้อยละ 50 นับถือพุทธศาสนาแต่เปลือกแต่กระพี้ สักแต่ว่า นับถือตามทะเบียนบ้านแจ้งเกิด พ่อนับถือพุทธ แม่นับถือพุทธ ก็ถือๆ กันไปตามหลักฐานที่ทางราชการออกให้เท่านั้น

ครั้นพอมีข่าวที่ไปกระทบต่อพระศาสนา และสถาบันสงฆ์ ต่างก็พกพาอวิชชาตัวโตๆ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พระรูปนั้นชั่ว ไม่ดี ไปต่างๆ นานา ฯลฯ

แม้แต่ผู้นำบ้านเมือง โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร รัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนา หรือสถาบันสงฆ์เท่าที่ควรจะทำ รวมถึงการปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ได้ลบนิยามที่ว่า พระพุทธศาสนาคือ ศาสนาประจำชาติ ไปเรียบร้อยแล้ว

อย่าว่าแต่การลบคำว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ออกจากรัฐธรรมนูญเลยครับ แม้แต่วิชาศีลธรรมที่เราเคยร่ำเรียนกันตั้งแต่ระดับปฐม มัธยม ก็ถูกถอดถอนไปอย่างน่าใจหาย

พระพุทธศาสนาของเราสอนให้ยำเกรงต่อบาปอกุศลกรรม ทำชั่วทุกรูปแบบ แต่ศาสนาองค์อื่นกลับยกตนเป็นใหญ่ เหนืออำนาจใดในพิภพจักรวาล เมื่อมีความเห็นอย่างนี้ สาวกก็ต้องขึ้นป้ายตัวโตๆ ว่า "โปรดยำเกรงพระเจ้า" ช่างน่าขันกระไร

ขณะที่พระพุทธศาสนากำลังถูกพิษภัยจากภายในและภายนอกประเทศรุกราน พุทธศาสนิกชนกลับแสดงความแตกแยกอย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการจุดพลุเกี่ยวกับโลกุตรธรรม นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนา แม้แต่น้อย ก็ยังเอามาเป็นประเด็นทุ่มเถียง ไม่รู้จักจบสิ้น

ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ของพุทธศาสนิกชน ล้มเหลวแล้วหรือไร?

กลุ่มคนใจบาปหยาบช้า ตัดเศียรพระพุทธรูป เพื่อแลกกับเงินบาป ศิลปินบางคนแต่งการเลียนแบบพระภิกษุสงฆ์ กระทำในสิ่งที่ไม่คู่ควร พระเครื่องอันหมายถึงตัวแทนพระศาสดา สมณโคดม ถูกวางขายเหมือนรองเท้าเก่า ๆ ราคาถูกตามฟุตบาท

ผมไม่เห็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จะเก็บมาเป็นสาระ ดีแต่จ้องจับพระสึกไปวัน ๆ เพื่อหวังเรียกคะแนนเสียงในการเลือกตั้งจากผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์

การปฏิรูปวงการสงฆ์ ไม่ได้อยู่ที่การออกกฎหมายมาควบคุมพระสงฆ์ โดยจับเหวี่ยงพระธรรมวินัยไปกองอยู่ที่ตรงไหน ก็ไม่อาจคาดเดาได้

ไม่มีใครฉุกคิดเลยว่า จะปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์โดยเฉพาะวิชาที่พระภิกษุสงฆ์เรียนบางแขนง บางสาขาวิชา เป็นวิชาทางโลกควรจะรู้เท่านั้น หากแต่หลักสูตร ที่เปิดกว้าง ให้พระร่ำเรียนนั้น มีปัจจัยหลายอย่างสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อพระภิกษุสงฆ์เรียนแล้ว จะเป็นเพิ่มพูนกิเลสตัณหาเพียงใด ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้เป็นสมณะ ที่จักต้องบำเพ็ญ เพียร ชะล้างกิเลสให้หมดไป โดยเฉพาะการดำรงชีพที่เป็นไปด้วยความสันโดษ

ตรงนี้ต่างหาก ที่จำเป็นจะต้องเร่งรีบแก้ไข 

โซตัส


[หน้าหลัก][หน้า1][สหัสวรรษ][วิวาทะ]

1