ปีที่ 3 ฉบับที่ 1023 ประจำวันอังคารที่ 2 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 |
ผู้ด้อยโอกาสผู้ตกทุกข์ได้ยาก คือผู้น่าสงสาร แต่พระสงฆ์ที่พูดอะไรไม่ได้ น่าสงสารมากกว่า
สังคมไทยวันนี้ มีบุคคลผู้น่าสงสารอยู่มากมายหมายคนมองไปที่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ทรงอิทธิพล ผู้ป่วยไข้ทั้งร่ายกายและจิตใจ
ผู้น่าสงสารเหล่านี้ มีจำนวนมหาศาลจริง ๆ
ผมขออนุญาตเพิ่มเติมผู้น่าสงสารเข้าไปอีกสักหนึ่งรายเถอะครับ
ผู้น่าสงสารที่ว่านี้ คิดว่า คงอยู่เหนอความคาดเดา
พระครับ พระ
ไม่ใช่พระหนุ่มเณรน้อย ไม่ใช่พระครูหรือเจ้าคุณทั่ว ๆ ไป
ท่านเป็นพระระดับอาวุโสสูงในสังคมสงฆ์ทีเดียว
คงจะเดาถูกแล้วละครับว่า ผมหมายถึงพระผู้ใหญ่ระดับไหน และมีเจ้าประคุณรูปไหนบ้าง
ขออนุญาตเอ่ยนามท่านแรก เล็งไปที่พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก
วิวาทะประจำวันที่ 30 เมษา กล่าวถึงพระคุณเจ้าที่ลูกศิษย์นำท่านไปเทียบเคียงบทบาทของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสนโณ) พระเถระผู้เป็นมส.
อาวุโสรองจาก
สมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น
ความจริงแล้ว ท่านรู้เรื่องใด ๆ ด้วยไม่ เป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายธุรการที่ทำกำหนดการมาตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เป็นรัฐมนตรี
รัฐมนตรีคนนั้น เผอิญมาเป็นศิษย์ของท่านเข้า ก็วิชัย ตันศิริ ผู้กำกับดูแลงานกรมการศาสนานั่นเอง
พอกำหนดการพิมพ์ออกสู่สายตาประชาชนเข้า เขาก็ฮือฮากันซิครับ
ฮือฮาว่า ครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ ศิษย์ของท่านฝ่ายบรรพชิตเช่น พระมหาบุญถึง (ชุตินธโร) เคยประกาศครั้งมส. ไม่สนองตัณหากรณีธรรมกายว่า พระที่ท่านนับถือในเมืองไทย มีอยู่เพียง 2 ท่านเท่านั้น หนึ่ง สมเด็จพระสังฆราช สองพระธรรมปิฎก
(ไม่รู้ว่า) พระอุปัชฌาย์ พระคู่สวด 2 รูป ตอนที่ท่านบวชมรณภาพไปแล้ว หรือหายไปไหนก็ไม่รู้ จึงได้รับการยกย่องจากพระมหาบุญถึง หรือท่านบวชมาจากประเทศลาว
เมื่อกำหนดการในงานสัมมนาออกเช่นนี้ คนเขาก็ถึงบางอ้อซิครับ
แรกนึกว่า พระมหาบุญถึงคะนองปาก เลยพูดเล่นออกมา
ที่ไหนได้ กลุ่มคนพวกนั้น ไม่ได้เพียงคิดแค่พูด เขาเอาจริง ๆ ทำจริง ๆ
ผมเดาคงไม่ผิด วันนั้น วันที่ 26 เมษายน ถ้าเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ท่านรู้ล่วงหน้าสักนิดว่า กลุ่มผู้จัดงานสัมมนา เขาจ้องจะอาราธนาพระธรรมปิฎก
มาเป็น ประธานสงฆ์
อยู่ก่อนแล้ว ท่านคงไม่รับนิมนต์ให้เกะกะลูกตา ลูกศิษย์พระธรรมปิฎก ค่อนข้างแน่
ทำนองเดียวกัน พระคุณเจ้าพระธรรมปิฎก รูปนั้น ถ้าท่านรู้สักนิดว่า ลูกศิษย์ผู้ภักดี จะชูท่านขึ้นไปเทียบกับเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ รับรองว่า ท่านจะต้องร้อง จ๊าก ... จ๊าก ... ทั้ง ๆ ที่สุ้มเสียงแหบพร่าอยู่แล้วก็ตาม
"ไม่เอา ไม่เอาน่า ทีหลังอย่าทำ"
ผมอ่านอุปนิสัยใจคอพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกออก พระคุณเจ้าไม่ใช่คนอย่างนั้น ท่านสมถะ ท่านไม่อยากเด่นอยากดัง
อยู่ ๆ จะมาพังพินาศ
เพราะแรงกระทำของบรรดาเหล่าลูกศิษย์ เป็นสิ่งที่พระคุณเจ้าไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอน
น่าสงสารไหมล่ะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง นานมาแล้ว มหาขี้เมาคนหนึ่งคร่ำหวอดอยู่กับวงการสงฆ์นี่แหละ จับปากกาเขียนเรื่องศาสนามายาวนาน พิมพ์หนังสือออกขายได้เงินเข้ากระเป๋าไปแล้ว 40-50 ล้านบาท
เรื่องพระยันตระก่อนที่จะถูกเขาร่วมวงถล่มกับสื่อต่าง ๆ ก่อนนี้ เขาก็เคยเขียนถึง เขียนถึงในลักษณะยกย่องว่า เป็นพระอรหันต์ไปแล้วนู่นแหละ
ใครจะนึก เขามหาขี้เมาคนนี้นี่แหละ ยกย่องพระยันตระให้เป็นอรหันต์อยู่หลัด ๆ ตดยังไม่ทันจะหายเหม็น พวกกลับกลอกซะอีกแล้ว เขียนหนังสือเล่นงานพระยันตระให้เป็นอลัชชี งอมพระรามไปเลย
ได้เงินทั้งขึ้นทั้งล่อง พิมพ์หนังสือชมเขาก็ได้เงินเข้ากระเป๋า พิมพ์หนังสือต่อเขาเป็นสมีเป็นอลัชชีสารพัด ก็ได้เงินเข้ากระเป๋าอีกแหละ
เอาทั้งนั้น ขอให้ได้เงินมา ช่วงหาจุดยืนจุดนิ่งบ่มิได้จริง มีคนเดียวในเมืองไทย
มหาขี้เมาคนนี้ แม้นผมจะไม่เอ่ยนามสกุล หวังว่า ท่านผู้อ่านคงรู้จักเขาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว อย่าให้ผมได้เมื่อยมือเขียนบอกนามสกุลเขาเลยโปรดเถอะ
ไหนก็เดากันเก่งอยู่แล้ว ผมมีเรื่องให้ท่านเดาต่อไปอีก คือ เดาว่าเป็นสมเด็จ ท่านใดที่โชคร้ายไปสัมผัสกับมหาขี้เมาเข้า
รับรองความสัตย์ความจริงตามประสาผู้มีศีลห้ารักษา กาย วาจา ว่า เรื่องราวต่อไปเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
เมื่อก่อนจะสิ้นปี 2542 สื่อต่าง ๆ กำลังร่วมมือกันกินโต๊ะวัดพระธรรมกาย พาดหัวตัวโตแบบย้อมสีตีไข่ปน
มหาขี้เมาคนนี้สวมบทบาทนักการศาสนา นักข่าวและอีกหลาย นักต้มคนอ่านทั้งประเทศ แหกตาต้มตุ๋นบิ๊กบอสหนังสือพิมพ์ใหญ่ต้นสังกัดด้วยแหละ
มีภาพประกอบเนื้อเรื่องนำเสนอด้วยโดยตัวเอง นั่งหน้าแหลมอยู่ใกล้ ๆ กับพระผู้ใหญ่ที่ยืนยันว่า ไปสัมภาษณ์มาเพื่อให้มีน้ำหนัก
ด้วยลีลา พริ้วของทุมมังกุ (ขี้จุ๊ ขี้ตั้ว ขี้ฮก ขี้ปลด) แท้ๆ
ต่อมหาขี้เมาคนนั้น มันด้านต่อนรกอเวจี จึงกำหนดบทสัมภาษณ์ขึ้นมาเอง
ช่างหัวมันช่างหางเขาเถอะ จะตั้งบทสัมภาษณ์ขึ้นมาอย่างไรก็ได้ปล่อยเขาไป
แต่คนให้สัมภาษณ์นี่สิครับ
ผมว่า คุณปู่พระยายมจารึกชื่อเขาคงลงในบัญชีผู้ที่จะตกนรกอเวจีไปแล้ว
มีอย่างที่ไหน กล้าเอาคำพูดหรือความคิดของตัวเองไปยัดปากหลวงพ่อ
เรื่องนี้ก็คือว่า พระท่านไม่ได้พูด ปากของท่านเม้มสนิท
มหาขี้เมาคนนั้น มันสัมภาษณ์เองและตอบคำรับสัมภาษณ์เสียเอง
เท่ากับว่า พูดเองเออเองทั้งนั้น
ปรากฏที่เห็นกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็คือ หนังสือพิมพ์ใหญ่ฉบับนั้นแหกตาเจ้านายของมหาขี้เมาคนนั้นไม่พอ ยังแอบหลอกลวงคนทั้งประเทศไทย ให้หลงเชื่อตามด้วย
หนึ่งหน้าเต็ม ๆ ที่มหาขี้เมายึดเป็นสัมปทานว่าเรื่องนั้นโดยเฉพาะ
เรื่องทั้งหมดที่ว่าเป็นตุเป็นตะไปนั้น เขากุขึ้นมาเองทั้งเพ
คนอ่านทั้งประเทศนึกว่าเป็นเรื่องจริง
บิ๊กบอสของมันก็นึกว่าจริง จะมีตบรางวัลให้ ฐานะที่นายนี่แน่มากหรือเปล่าเดาไม่ถูก
คนอะไร คนรึเปล่าที่บังอาจกล้าทำในสิ่งที่คนเขาไม่กล้า เพราะกลัวนรกจะกินกบาลเอา
ผมมองเห็นพฤติกรรมบวมของมหาขี้เมาคนนี้ด้วยความสลดสังเวช อยากจะช่วยเขา อยากจะเตือนสติเขาให้ได้สำนึก เสมือนหนึ่งว่า ไปพบคนกำลังจมน้ำต่อหน้าต่อตา
ครั้นจะไม่ ช่วยเหลือ ก็หัวใจกระด้างเกินความเป็นคนไป
อยากจะบอกว่า พฤติกรรมบ้าๆ ห่าม ๆ เช่นที่แล้วมา หยุดได้แล้ว เลิกเสียเถอะ ยังไม่สายหรอก บาปมี นรกมี ผลกรรมมีจริงๆ
น่าสงสารไหมครับ ผมไม่ได้หมายถึงมหาขี้เมาคนนั้น แต่ผมหมายถึง พระหลวงพ่อ ท่านอยู่ดี ๆ ของท่าน จับรูปท่านไปให้สัมภาษณ์ซะนี่
สักวันหนึ่งหรอก คอยดูไปก็แล้วกันเจ้าหมอนี่ จะต้องมีบทสัมภาษณ์พระประธานในโบสถ์ออกมาตีแผ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ให้คนอ่านทั้งประเทศอีก อย่างแน่นอน อนิจจา!!
ปู่โอม