ปีที่ 3 ฉบับที่ 1018 ประจำวันศุกร์ที่ 28 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543

วิวาทะ

วงการสงฆ์ระส่ำเพราะกรรมการศาสนาเลือกปฏิบัติ???

วานนี้การสัมมนาทางวิชาการได้มีการจัดขึ้นที่หอประชุมพุทธมณฑล โดยกรมการศาสนา เสมือนหนึ่งการโยนหินถามทาง ในการออก พ.ร.บ.คุ้มครอง และอุปถัมภ์พระศาสนา หรือกฎหมายฉบับฆราวาสปกครองพระ ข่าวว่า วงสัมมนาเกือบล้ม

ถึงวินาทีนี้ "ไพบูลย์ เสียงก้อง" และ "วิชัย ตันศิริ" น่าจะกลับไปทบทวนบทบาทหน้าที่ของตัวเองในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้แล้ว

ตลอดเวลาผมไม่เคยเห็นผู้ที่เป็นรัฐมนตรี หรืออธิบดีกรมการศาสนา แสดงความจริงใจในการบริหารงาน โดยเฉพาะการเข้าไปปรับโครงสร้างในสถาบันสงฆ์ ด้วยเหตุผลเพียงว่า กฎหมายที่สงฆ์ใช้ปกครองสังฆมณฑลอยู่นั้น เก่าล้าสมัย

ทั้งที่แท้จริงแล้ว พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และกฎมหาเถรสมาคม หรือ มส. ยังเป็นกลไกที่สามารถควบคุมหมู่สงฆ์ ให้อยู่ภายใต้กรอบระเบียบพระธรรมวินัย อย่างไม่มีที่ติอยู่แล้ว

กระนั้นก็ตามไม่มีใครยอมรับว่า ความพยายามออกกฎหมายใหม่ แท้จริงมีปฐมเหตุมาจากการบริหารงานที่ล้มเหลวต่อกรณีแก้ไขปัญหาวัดพระธรรมกาย

กรณีนิคหกรรมพระธัมมชโย และพระทัตตชีโวกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต บานปลายจนกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในหมู่สงฆ์ ก็เพราะกรมการศาสนาเนี้ยแหละ ที่เป็นตัวจุดพลุ ความร้าวฉานเหล่านี้

การเข้าไปก้าวก่ายกระบวนการปกครองสงฆ์ แบบคนด้อยภูมิธรรม ปัญญาเบา ของกรมการศาสนา นับตั้งแต่ให้ "มาณพ พลไพรินทร์" คนที่พระทั่วประเทศ เห็นหน้าแล้วต่าง ร้องอ๋อ ถึงบางอ้อ กระโดดไปเป็นโจทก์กล่าวหาพระ ซึ่งหากพิจารณาตามกฎมส.แล้ว จะเห็นได้ว่า ผิดตั้งแต่ต้นทีเดียว

แม้ "มาณพ" จะออกมาอ้างว่า ดำเนินการไปในนามส่วนตัวก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้รับไฟเขียวจากกรมการศาสนา

เมื่อคณะผู้พิจารณาชั้นต้นมีวินิจฉัยว่า คฤหัสถ์ไม่สามารถเป็นโจทก์ฟ้องร้องพระได้ กรมการศาสนาอีกนั่นแหละ ที่แอบอิงอยู่กับกระแสกดดันเคลื่อนไหวปลดพระพรหมโมลี พ้นจากเจ้าคณะภาค 1 

กรณีนี้หากพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแล้ว คณะผู้พิจารณาชั้นต้น ซึ่งประกอบไปด้วยพระพรหมโมลี พระเทพสุธี รองเจ้าคณะภาค 1 และพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัด ปทุมธานี 2 รูปหลัง ก็น่าจะเข้าข่ายถูกปลดพ้นจากตำแหน่งปกครองเช่นกัน เพราะพระทั้ง 3 รูป ถือเป็นคณะผู้พิจารณาชั้นต้นด้วยกันทั้งสิ้น

เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัดแจ้ง อีกทั้งกรมการศาสนา ก็ไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะคิดถึงเหตุผลในการพิจารณา "ยกฟ้อง" ของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นอีกด้วย

เมื่อพระพรหมโมลี นำกฎมหาเถรสมาคมชี้แจงถึงเหตุผลในการวินิจฉัยยกฟ้อง กรมการศาสนาก็ไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองและสังคมได้

ซ้ำยังตะแบงเอาสีข้างเข้าถูไถว่า ... กฎมส. ที่สงฆ์ใช้กันมาหลายสิบปีนั้น พิมพ์ตกหล่นข้อความสำคัญ

หากมีการพิมพ์กฎหมายสำคัญตกหล่นเช่นนั้นจริง เหตุใดผู้ที่ทำงานเพื่อประชาชาติ กลับปล่อยปละละเลย เป็นความสะเพร่าที่ไม่สมควรให้อภัย ซ้ำยังปล่อยให้เนิ่นนานมากว่า 20 ปี นับแต่มีกฎดังกล่าวบังคับใช้ เหตุใดจึงไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ทั้งที่กฎมส. มีการนำมาชำระจัดพิมพ์ใหม่ ด้วยงบประมาณมหาศาลหลายต่อหลายครั้ง

ผมไม่อยากสรุปว่า เป็นนิสัย หรือกมลสันดานของข้าราชการหลังยาว ที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม สิ้นเดือนแบมือรับเงินเดือนสูง ๆ หน้าตาชื่นบาน

ปฏิบัติการนอกรีตนอกรอยนี้เอง ได้ส่งผลลัพธ์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า กระทรวงศึกษาธิการบริหารงานด้านพระพุทธศาสนาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เต้นตาม กระแส บริหารงานแบบฉกฉวย

หากความเห็น หรือข้อกล่าวหาที่มีต่อวัดพระธรรมกายเป็นจริงเป็นจังแล้ว โดยเฉพาะได้แรงเชียร์จากสื่อ ผมว่า ไม่ต้องให้ยืดเยื้อกินเวลาเป็นแรมปี แค่ 2 เดือน ก็เจ๊งแล้ว

หยุดเถอะครับ วิธีอุบาทว์อย่างกรณี "มาณพ" คิดจะแบล็คเมล์ธรรมกาย ด้วยการนำเงินสินไปล่อ ผมอายแทน "มาณพ" แต่ "มาณพ" เขากลับรู้สึกเฉยๆ กับพฤติกรรมที่กลายเป็นนิสัย ของเขาไปเสียแล้ว

ขึ้นมาชกบนเวทีตามกฎกติกามารยาทกันดีกว่า!!

ไม่ต้องเสียเวลาทำงานแบบพวก "อีแอบ" บีบพระบีบเจ้าให้รับตำแหน่งผู้พิจารณาชั้นต้น พูดภาษาคนก็น่าจะรู้เรื่อง "คนไม่ใช่ควาย" !!

ล่าสุด พระธรรมกิตติมุนี เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี ท่านก็ได้ทำหนังสือ และได้ปฏิเสธด้วยวาจามาถึง 2 ครั้ง ว่า ไม่ขอทำหน้าที่ผู้พิจารณาชั้นต้น เลิกรบกวนตอแยท่านได้แล้ว

ล่าสุด พระเทพสุธี เจ้าอาวาสวัดสามพระยา รักษาการเจ้าคณะภาค 1 ก็สุดเอือมระอากับการชี้นำของฆราวาสปัญญานิ่มเต็มที ถอดสลักขอยุติการเป็นผู้พิจารณาชั้นต้น เรียบร้อยโรงเรียนสามพระยาไปแล้ว

จะดันทุรังนิคหกรรมอะไรกันอีกก็เชิญเถอะ หากอุตริคิดการณ์ใหญ่ เอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายระวังบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ

เนี้ยแหละครับผลงานที่โดดเด่นของจอมล้วงลูก "บรรหาร ศิลปอาชา" ที่กำกับดูแลเบบี้สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ชนิดหายใจรดคอ

มีคำถามว่า ทุจริตสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้ดีล่ะกัน อุดให้แน่น ตั้งการ์ดกันให้สูง ๆ เข้าไว้ และถ้าจะให้ดี คนที่เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย จะต้องช่วยกัน ลากคอ ไอ้วายร้าย ที่หอบเงินเนรมิต คฤหาสน์หรู 37 ล้านที่ จ.อ่างทอง ออกมาตีแผ่ให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย

ไม่ใช่เก่งแต่สร้างภาพแหกตาประชาชนขายความจริง ซ่อนกายอยู่ในคอนโดฯ ราคาถูก ผมคนหนึ่งล่ะครับ ไม่ขอรวยด้วยเงินร้อน เพราะเงินทองบาปหยาบช้า มันเอาไปอวดใครเขา ก็ไม่ได้เต็มปากเต็มคำ หากเป็นนักการเมือง รัฐมนตรี ก็อาจจะถูกป.ป.ช.สอบได้ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเปล่า ๆ เวรกรรมมีจริง จะท้านรกกันไปถึงไหน 

โซตัส


[หน้าหลัก][หน้า1][สหัสวรรษ][วิวาทะ]

1