ปีที่ 3 ฉบับที่ 996 ประจำวันอาทิตย์ที่ 9 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543 |
แฉรัฐบาลมาร จับมือต่างชาติ ทำลายศาสนา
ชมรมพุทธ "ถล่มมาร" เผยวิธีการครอบงำประเทศไทย ขั้นตอนแรก ทำลายศรัทธาคนพุทธ ยึดครองทางเศรษฐกิจ ทำให้ไทยตกเป็นทาสต่างชาติ จวกแหลกขายชาติ
โดยเฉพาะ การขายทรัพย์สินของปรส. และการขายธนาคารไทยทนุ ให้กับสิงคโปร์ โดยการอ้างว่า ขาดทุน แต่แบงค์ไทยทนุเพิ่งประกาศไม่กี่วันมานี้วา ทำเพียงปีเดียว กำไรถึง 2
หมื่นล้าน บาท พ.อ.บรรจง ไชยลังกา ตั้งข้อสงสัย เงินหลวงตามหาบัวหมดไปแล้ว และไม่สามารถแยกเป็นบัญชีออกมาต่างหากได้ ต้องร่างกฎหมายพิเศษรับรองให้ต่างหาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (8เม.ย.) ที่โรมแรมมารวยการ์เด้นท์ ได้มีการจัดสัมมนาหัวข้อเรื่อง "พระพุทธศาสนากับความมั่นคง" จัดโดย ชมรมชาวพุทธสากลแห่งประเทศไทย โดยมีนายอดิศักดิ์ วรรณศิลป์ ประธานชมรมเป็นประธานจัดงาน
นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้กำลังมีขบวนาการนำศาสนาอื่นเข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติ แทนพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง สถาบันอื่นก็จะอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะมีตัวอย่างให้เห็นทั้งในประเทศเนปาล ลาว เขมร ซึ่งมีขบวนการชาวต่างชาติ ประสานงานกับขบวนการล้มพุทธในประเทศเหล่านั้น ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ
หลังจากล้มล้าง
พุทธเสร็จแล้ว ปรากฏว่า แต่ละประเทศมีความพินาศเสียหายเกิดขึ้นอย่างมากมาย
อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่า ในประเทศไทยขบวนการดังกล่าว คงไม่ประสบผลสำเร็จ และพรรคการเมืองที่สนับสนุนการกระทำเช่นนั้น
จะได้รับความหายนะในการเลือกตั้งภายใน
ปลายปีนี้อย่างแน่นอน
เป็นที่น่ายินดีว่า ระหว่างวันที่ 24-26 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศจำนวนกว่า 5,000 รูป ที่จิตตภาวันวิทยาลัย และได้ทำสังฆามติออกมา 8 ประการคือ รัฐจะต้องสนับสนุนการศกึษาในพระพุทธศาสนา การเผยแผ่ การปกครอง สาธารณูปการ ด้านสังคมสงเคราะห์ รวมทั้งการออกพ.ร.บ.จัดตั้งกองทุน
อุปถัมภ์และคุ้มครอง พระพุทธ
ศาสนา รวมทั้งแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ในบางข้ออีกด้วย
นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานสงฆ์แห่งประเทศไทย ขึ้นมาเป็นองค์กรใหม่ เพื่อประสานงานสงฆ์ทั่วประเทศ ซึ่งที่ประชุมสงฆ์ในครั้งนี้ พระสังฆาธิการทั้งหมด ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ และ พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ที่ร่างโดย กมธ.ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ส.ส.
รวมถึง ฉบับ
ที่อยู่ในมือนายกรัฐมนตรีในขณะนี้อีกด้วย
พ.อ.บรรจงไชยลังกา นายทหารประจำมท.บ.13 จ.ลพบุรี กล่าวในงานสัมมนาว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่กลียุค ซึ่งเรื่องเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 ที่ นพ.บุญสม มาติน
ได้นำ วิชาหน้าที่ศีลธรรม ออกจากการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤติตามมาอย่างมากมาย ในประเทศ จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยขณะนี้
ประสบกับภาวะล้มละลาย เป็น
จำนวนมาก มีการขายสมบัติของชาติออกไปให้กับชาวต่างชาติ ในลักษณะทั้งแจกทั้งแถม ใกล้ตกเป็นทาสของคนอื่นเข้าไปทุกที และที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เป็น
เรื่องที่เป็นไปตามแผนที่ต่างชาติวางไว้ ซึ่งทำโดยการล้างสมองคนไทยเป็นหลัก
ขณะนี้มีขบวนการทำลายพุทธศาสนาเกิดขึ้นสอดคล้องกับทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นขบวนการเดียวกัน เป็นสิ่งที่จงใจทำกันขึ้นมา
โดยเฉพาะปัญหายาเสพย์ติดในหมู่
ประชาชน ในขณะที่ประเทศพม่า ลาว เขมร เป็นคนผลิต แต่เยาวชนของชาติเหล่านั้น ไม่ติดยาเสพย์ติด แต่เยาวชนไทยกลับติดแทน เป็นเรื่องที่น่าสงสัยมากว่า
ทำไมจึงเกิดเรื่อง
เช่นนี้ขึ้นมาได้ ทั้งนี้เพราะมีคนจงใจให้เป็นเช่นนี้
ทางด้านปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ต่างชาติได้ใช้ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธทำลาย เริ่มตั้งแต่การทำลายตลาดหุ้น ทำลายสถาบันการเงิน ทำลายแบงก์ชาติ IMF สั่งลดอำนาจซื้อของประชาชนของประชาชนด้วยการเพิ่มภาษี VAT เน้นการออมของประชาชนและลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้สภาพคล่องในระบบเหือดหาย
ธุรกิจประสบ
การขาดทุนอย่างรุนแรง
พ.อ.บรรจงกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่ธุรกิจต่างๆ ประสบปัญหาแล้ว ก็มีการขายออกไปในราคาถูก เรื่องเงินกู้ 45 ล้านบาท เป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องใหญ่อยู่ที่ ปรส. ซึ่งขายของในราคา 8 แสนล้านบาทออกไป ได้เงินมาไม่ถึง 2 แสนล้านขาดทุน 6-7 แสนล้านบาท ขายไปได้อย่างไร การกระทำเช่นนี้ ถือเป็นการขายชาติอย่างชัดเจน
ส่วนเรื่องการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ แม้รัฐบาลจะออกมาแก้ตัวว่า ขายให้คนไทยก่อน
ใช่อาจจะขายให้คนไทยก่อนจริง แต่รัฐบาลไม่ได้ห้ามคนไทยขายต่อ ดังนั้น จึงเชื่อว่าในที่สุดแล้ว ต่างชาติจะเข้ามามีอำนาจครอบงำรัฐวิสาหกิจของไทยทั้งหมด
ส่วนเรื่องกรณีเงินกองทุนผ้าป่าช่วยชาติของหลวงมหาบัว ญานสัมปันโน นั้น เท่าที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้รัฐบาลบอกว่า ให้แยกบัญชีออกไปต่างหากจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่จริง ๆ แล้วมันแยกไม่ได้ เพราะว่าถ้าจะแยกจริง ๆ รัฐบาลจะต้องออก พ.ร.บ.ขึ้นมา อีกฉบับหนึ่ง เพื่อรับรองเงินของหลวงตาบัว ซึ่งเชื่อว่า คงไม่มีใครออกให้
และถ้ารัฐบาลจะแยก เป็น บัญชีต่งหาก ก็เท่ากับว่า รัฐบาลทำผิดกฎหมาย ดังนั้น จึงเชื่อว่า เงินของหลวงตามหาบัวจะหมดไปในที่สุด
นอกจากนี้ การที่แบงก์ชาติแถลงว่า เอาเงินไปฝากไว้ที่สหรัฐอเมริกา อยากถามเหมือนกันว่า มีกฎหมายฉบับไหนให้อำนาจไว้เช่นนั้น เพราะในอดีตที่ผ่านมา
แบงก์ชาติจะเอาเงินไป
ฝากไว้ที่สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประะทศเป็นกลางมาโดยตลอด ทำให้เห็นได้ว่า เรื่องผิดปกติ และทำให้น่าเชื่อว่าเงินของหลวงตามหาบัว ได้ถูกนำไปใช้หมดสิ้นแล้ว
พ.อ.บรรจงกล่าวสรุปว่า การที่เขมร โดยสมเด็จฮุนเซ็น สามารถรวมประเทศเขมรได้อีกครั้งหนึ่งนั้น เป็นเพราะว่า เขาใช้ประกาศให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
จึงรวมเขมร กลุ่มต่าง ๆ เข้ามาได้สำเร็จ แต่ของเรา นายอานันท์ ปันยารชุน กลับเอาศาสนาพุทธออกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายในทั้งประเทศทุกวันนี้
ศาสนา
พุทธเป็นศาสนาแห่งศีลธรรม ความรัก และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้าเราไม่ร่วมใจกันต่อสู้ เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาไว้ให้ลูกหลาน ถือว่า เราเนรคุณต่อบรรพบุรุษ
และเยาวชน ของเรา ควรเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเจริญ ของพระพุทธศาสนา ของบ้านเมืองท่ามกลางความงอกงามของศีลธรรม ไม่ใช่สภาพที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้
พ.ท.โสภณ ศิริงาม กล่าวว่า ขณะนี้ได้เกิด "สมการกลืนชาติ" เกิดขึ้น เนื่องจากประเทศมหาอำนาจ แพ้สงครามเวียดนามสูญเสียเงินไปมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศย่อยยับ จึงได้พยายามหาหนทางพื้นเศรษฐกิจ และทางยุทธศาสตร์ ด้วยการรวบรวมนักวิชาการทางด้านเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ เข้ามาสรุปวิธีการใหม่ในการฟื้นฟู
ทั้งนี้ ประเทศมหาอำนาจได้วางแผนด้วยการขยายอำนาจหวังจะครอบครองประเทศต่าง ๆ ที่มีศักยภาพทางพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี เช่น ประเทศไทย
โดยได้กำหนดมาตรการ
แนวทางไว้คือ การทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่น และการสลายศรัทธาเดิม การสร้างกระแสสลายองค์กร
การทำลายค่าเงินและการควบคุม
ระบบการเงิน แบบเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังเข้ายึดครองจิตโจของคนในชาติก่อน โดยการแทรกซึมทางสมองความคิด และศรัทธา มุ่งทำลายความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อพระพุทธศาสนา โดยใช้สื่อต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และ หนังสือพิมพ์ หรือที่เรียกว่า "สงครามข้อมูลข่าวสาร" จะเห็นได้ว่า มีการบิดเบือนข้อมูลต่างๆ ให้คนไทยมองพุทธศาสนาในทางลบ
ผิดไป จากความเป็นจริง ซึ่งใครสามารถควบคุมข่าวสารได้ ก็สามารถควบคุมทุกสถานการณ์ได้ตามความต้องการ
ทุกวันนี้ ต่างชาติรู้ความลับด้านเศรษฐกิจของไทยหมด ไฟแนนซ์ปิดไป 56 แห่ง ขาดทุนไปถึง 7 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่า เป็นเงินจำนวนมาก
และรัฐบาลกลับออกกฎหมายมา
เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนต่างชาติแทบทั้งสิ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กรณีของธนาคารไทยทนุ ที่ขายให้กับสิงคโปร์ โดยอ้างว่า ดำเนินการขาดทุน แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้
ธนาคาร
ไทยทนุได้ประกาศออกมาแล้วว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา สามารถทำกำไรได้ถึง 2 หมื่นล้านบาท