ปีที่ 3 ฉบับที่ 994 ประจำวันศุกร์ที่ 7 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543 |
วิสัยทัศน์ของผู้ที่ได้ชื่อว่า "ปราชญ์"
ผมอยากจะรู้เหลือเกินว่า ความพยายามของรัฐมนตรีในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และ วิชัย ตันศิริ ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา นับแต่ ไพบูลย์ เสียงก้อง ที่ประกาศเดินหน้านิคหกรรม พระธัมมชโย และพระทัตตชีโว โดยไม่ได้คำนึงถึงกฎหมายบ้านเมือง และพระธรรมวินัย
บทสรุปของความพยายามนอกรีต จะยุติลงเช่นไร ต้องคอยติดตามกันต่อไป
แต่ที่แน่ ๆ บาป บุญ คุณ โทษ มีจริง จะส่งผลเร็วหรือช้า ไม่มีสัตว์โลกใดหนีพ้นวิบากกรรมแห่งตนได้
ปัญหาที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นความสับสนอลหม่านในวงการพุทธศาสนา ล้วนแต่มีเหตุปัจจัยมาจากกิเลสตัณหาของมนุษย์ผู้มากด้วยอวิชชาทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นการยื่นนิคหกรรมของ มาณพ พลไพรินทร์ และ สมพร เทพสิทธา
โดยเฉพาะ มาณพ พลไพรินทร์ ที่มีข่าวอยากจะนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ในกรมการศาสนา ถึงกับพยายามวางแผนแบล็คเมล์ จนกลายเป็นเรื่องสิบบนอื้อฉาว
งานนี้ ไม่มีใครยืนยันว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของความทะยานอยากในตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนาของมาณพหรือไม่?
อีกทั้งเจ้ากระทรวงที่ควบคุมดูแลกรมการศาสนา กลับวางตัวเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เสมือนหนึ่งไม่มีอะไรในก่อไผ่ ผมไม่อยากคิดว่า บ้านเมืองของเราถึงยุคที่ว่า "ปล่อยคนชั่ว
ให้ลอยนวล"
รัฐมนตรีที่อคติอย่าง "วิชัย" และ "สมศักดิ์" บวกกับข้าราชการประจำ อย่าง "ไพบูลย์" พูดได้คำเดียวครับว่า ขนมจีนกับน้ำยา ผสมกันเมื่อไหร่ ก็คือขนมจีนน้ำยา
ก้าวแรกของ "วิชัย" ที่เข้ามารับตำแหน่งแทน "อาคม เอ่งฉ้วน" ก็แสดงจุดยืนที่ชัดเจนแล้วว่า รัฐมนตรีคนนี้เป็นลูกศิษย์ของพระธรรมปิฎก และจะดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีวัดพระธรรมกาย ตามแบบแผนของพระธรรมปิฎก
ผมไม่ประสงค์ที่จะกล่าวหา หรือวิพากษ์วิจารณ์ถึงวิสัยทัศน์ของผู้อื่นว่า เป็นเช่นไร แต่อดไม่ได้ที่เห็นคนที่เป็นถึงรัฐมนตรี มีความรู้ระดับปริญญาเอก ออกมาพูดจา เพ้อเจ้อ ไร้สาระ เดินตามกระแส ตามรอยเท้าของผู้อื่น โดยไม่ได้นำวิจารณญาณของตัวเอง มาบริหารราชการแผ่นดิน
การออกมาป่าวประกาศจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และจะดำเนินการแก้ไขอธิกรณ์สงฆ์ของบุคคลเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าชวนหัว และน่าสมเพชเป็นอย่างยิ่ง
นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจที่สุด เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาของ กลุ่มคณะบุคคลดับงกล่าวส่อแสดงให้เห็นว่า ทุกก้าวย่างดำเนินไปแบบ "เลือกที่รัก มักที่ชัง"
การออกมากล่าวตำหนิพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กรณีท่านเจ้าประคุณพระพรหมโมลี ที่มีความเห็นสอดรับกับพระสุเมธาภรณ์ "ยกฟ้อง" ข้อกล่าวหาของคฤหัสถ์ทั้งสองคน
คนเหล่านี้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็พากันออกมาตำหนิติเตียนต่างๆ นานา โดยไม่ได้พิจารณาถึงเหตุผล ว่าพระพรหมโมลีท่านใช้หลักการใดมาตัดสิน เพื่อยุติปัญหาน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้น
เป็นปฏิบัติการของคณะบุคคลที่มากมีอวิชชาเป็นเกราะกำลังตัวเองโดยแท้
หากเปรียบเทียบคุณวุฒิ วัยวุฒิ ระหว่างพระธรรมปิฎก กับพระพรหมโมลี ผมกล้าพูดได้เลยครับว่า คนละชั้น โดยเฉพาะกรณีความรู้ความเข้าใจถึงหลักการ "นิคหกรรม"
ตลอดจน ชื่อเสียงเกียรติยศ และคุณงามความดีที่สร้างไว้ให้พระพุทธศาสนา
เพียงแต่ว่า ท่านเจ้าประคุณพระพรหมโมลี ไม่ได้เป็นพระที่พรีเซ็นต์ตัวเอง ออกทีวี ออกวิทยุ หรือเป็นวิทยากรเดินสายธุดงค์กับองค์กรต่างชาติ เท่านั้น
หากเปรียบเป็นรัฐมนตรี พระพรหมโมลี อาจจัดอยู่ในฐานะรัฐมนตรีโลกลืม
ครับอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีโลกลืม จะเป็นคนไม่ดี ไร้ความสามารถ หากแต่คุณลักษณะของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน บางคนชอบทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ และบางคนเห็นว่า การดำเนินการเช่นนั้น ไม่ยังประโยชน์ให้กับตัวเองเท่าที่ควร ดังนั้นต้องมีการสร้างภาพ สร้างราคาให้กับตัวเองเป็นสำคัญด้วยเช่นกัน
พระพรหมโมลีจึงเป็นผู้ที่ปิดทองหลังพระแบบหาใครจับได้ยากยิ่ง
เพราะท่านไม่นิยมเขียนตำราพระไตรปิฏก ภาษาอังกฤษคำไทยคำ และก็ภาษาอังกฤษเยอะ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับงานทางวิชาการของตัวเอง โดยหวังให้สาธุชนได้เล็งเห็นว่า นี่แหละพระระดับอินเตอร์ มือโปร มืออาชีพ ไทยคำ อังกฤษคำ ก็ยังพอไหว กระนั้นหรือ? จึงจะได้รับรางวัลข้ามชาติ พฤติกรรมทำนองนี้หรือ จึงได้ชื่อว่า เป็น "ปราชญ์แห่งพุทธ"
การออกมาพูดถึงสภาพพระนิพพาน ต้องเป็นอนัตตา ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ปฏิบัติ หากเพียงอ่านอรรถกถาจารย์ แล้วนำความเห็นอันคับแคบมาเป็นหลักชัย
เป็นตัวบทลงโทษ ประณาม
ผู้อื่นว่า ชั่วพยาบช้า
นี่คือข้อวัตรของนักปราชญ์หรือ???
กล่าวออกมาพูดถึงวิชชาธรรมกาย การเพ่งลูกแก้วไร้สาระ กล่าวล่วงไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ เทียบกับหลักธรรมคำทรงสอบของพระพุทธเจ้ากระนั้นหรือ
จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้รู้
ล้วนแต่เป็นความเห็นที่มากมี "อคติ" เป็นปฐมเหตุรากเหง้า ของความคิดทั้งสิ้น
ครับวันนี้สมมติสงฆ์ผู้นั้น ผู้ที่เป็นมือต้นเพลิง ท่านทราบหรือไม่ว่า สิ่งที่ท่านอ้างกับสังคมมาโดยตลอด ว่าทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อพระศาสนาแท้จริงแล้ว
ไม่ได้เป็นอย่างคำกล่าวอ้าง
ของท่านแม้แต่น้อย
ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า อคติ อวิชชา ริษยา นี่แหละคือผู้ทำลายพระพุทธศาสนาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หรือ "วิชัย" "สมศักดิ์" "ไพบูลย์" จะตะแบงเถียงก็เชิญ
นี่แหละครับสงครามแห่งการเลือกปฏิบัติ ความเห็นแก่ครูอาจารย์กู ตัวกู ของกู อย่าหน้าด้านตะแบงเป็นอนัตตาเลยคุณโยม
โซตัส