ปีที่ 3 ฉบับที่ 987 ประจำวันศุกร์ที่ 31 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

หน้า 1

"ตือ" ส่งทนายสู้ศาลธัญบุรี

ทนายเสี่ยตือ-เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา รุดแก้ต่างศาลธัญบุรี คดีเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รุมซักพระภาณุมาศ ตั้งคำถามออกอ่าว ทำไมพระจึงนำเร่องมาฟ้องศาล ด้านพระลูกวัดพระธรรมกายมั่นใจ การรื้อนิคหกรรม ผิด พ.ร.บ.สงฆ์ชัด

วันที่ 30 มี.ค.2543 ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ชั้น 2 ศาลได้นัดให้มีการไต่สวนข้อมูล กรณีพระภาวนาวิริยคุณ (พระทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ได้มอบอำนาจให้พระภาณุมาศ ภาณุปาโณ ยื่นฟ้องต่อศาล มี นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.ศึกษาธิการ นายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดีกรมการ ศาสนา นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ นายเริงฤทธิ์ เบ้านุวงศ์ พระสุเมธาภรณ์ และพระปริยัติวโรปการ เป็นจำเลยที่ 1-6 ตามลำดับ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ โดยจำเลยทั้งหมด ได้ร่วมกันรื้อฟื้นกฎนิคหกรรม ที่มีอันจบสิ้นไปแล้ว ขึ้นมาดำเนินการต่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระธัมมชโย กับพระทัตตชีโว อีก หลังจากการ ดำเนินทาง กฎนิคหกรรมของผู้พิจารณาขั้นต้น อันมี พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และคณะผู้พิจารณาชั้นต้น อันมี พระพรหมโมลี อดีตเจ้าคณะภาค 1 เป็นหัวหน้าคณะ ได้สั่งไม่รับคำกล่าวหาไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2543

ศาลได้ขึ้นบัลลังพิจารณาเบิกความพยานโจทก์ เมื่อเวลา 13.30 น. มีพระภาณุมาศ ภาณุปาโณ ขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ ทนายความของจำเลยที่ 1 ขึ้นซักค้านพยานโจทก์ เกี่ยวกับหน้าที่ทางราชการชองจำเลยที่ 1 และการถือปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือการดำเนินการตามกฎนิคหกรรมต่อสงฆ์ต้องอธิกรณ์ ใช้เวลาซักถามพยาน ประมาณ 40 นาที ต่อจากนั้น ทนายความของจำเลย ที่ 2 ได้ขึ้นมาซักค้านต่อ ในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการศึกษาของพยานทางด้านระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน และระเบียบของ ก.พ. รวมถึงเรื่องการดำเนินนิคหกรรมตามกฎมส.

จากนั้น ทนายความของจำเลยที่ 4 ก็ขึ้นมาซักค้านพยานโจทก์ ในเรื่องที่ นายเริงฤทธิ์ เบ้านุวงศ์ ต้องตกเป็นจำเลยด้วย เพราะเหตุใด ทำไมพระไม่ปฏิบัติแต่ในวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ทำไมจึงมาฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งพระภาณุมาศได้ตอบว่า ที่มาร้องต่อศาล ก็เพราะอาตมาเป็นพระลูกวัด อยู่ในปกครองของเจ้าอาวาส และรองเจ้าอาวาส ด้วยเหตุที่พระผู้ปกครอง ถูกดำเนินการ โดยไม่เป็นธรรม จึงต้องเข้าขอพึ่งอำนาจศาล เพื่อต้องการจะให้เรื่องต่าง ๆ ที่เข้ามารบกวนสงฆ์ จะได้ยุติโดยเร็ว

หลังจากที่ทนายของจำเลยที่ 4 ซักถามพยานเสร็จ ทนายความจำเลยที่ 5 ก็ขึ้นมาซักค้านต่อในเรื่องที่เกี่ยวกับการพิจารณาคุณสมบัติของฆราวาสที่กล่าวหาพระสงฆ์ และข้อ กฎหมายต่าง ๆ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในการพิจารณาข้อกล่าวหาว่า ผู้พิจารณาจะสามารถรับข้อกล่าวหาได้หรือไม่ ซึ่งการซักค้านพยานได้ดำเนินต่อไป จนถึงเวลา 16.00 น. ศาลเห็นว่า หมดเวลาราชการแล้ว จึงอ่านคำให้การของพยานโจทก์ จบแล้ว ได้นัดให้มีการไต่สวนมูลฟ้องอีกในครั้งต่อไป ในวันที่ 4 พ.ค. 2543 เวลา 13.30 น.

พระภาณุมาศ ได้กล่าวภายหลังว่า การรื้อฟื้นกฎนิคหกรรมขึ้นมาดำเนินการต่อนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง ตามพระธรรมวินัย ในการไต่สวนพยานวันนั้น ไม่มีการกล่าวถึงทางด้าน พระธรรมวินัยกันเลย กล่าวกันแต่ฆราวาสผู้กล่าวหาพระสงฆ์นั้น เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ เพราะเป็นข้าราชการ ระดับ 9 ซึ่งกฎนิคหกรรมคือ กฎที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย หรือ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

"การจะตีความว่า ฆราวาสที่รับราชการระดับ 9 นั้น เป็นคนดี เป็นผู้ที่มีความประพฤติเรียบร้อย มีวาจาเป็นที่เชื่อถือได้ ตามพระธรรมวินัยนั้น คงจะไม่ถูกต้อง อาตมาเห็นว่า ควรจะจบกันได้แล้ว สงฆ์ก็มีกิจของสงฆ์ที่ต้องทำวัตรปฏิบัติอยู่ทุกวัน เอาเวลาไปสั่งสอนอบรมธรรมให้แก่พุทธศาสนิกชนเสียดีกว่า ที่สงฆ์จะมาขึ้นโรงขึ้นศาลเช่นวันนี้ อาตมาอยาก จะขอให้เลิกรังแกสงฆ์กันเสีย" พระภาณุมาศ กล่าว


[หน้าหลัก][หน้า1][วิวาทะ][ปุจฉา]

1