ปีที่ 3 ฉบับที่ 981 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

สหัสวรรษที่ 3

ศาสนาไม่ยุ่งกับการเมือง แต่การเมืองชอบยุ่งกับศาสนา

คนไทยเป็นคนทีมีคุณความดีอยู่ข้อหนึ่ง ครูสอนอะไรก็มักจะจำไว้ จำไว้ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นก็ยังจำได้ และกลายเป็นจิตใต้สำนึก กลายเป็นกรอบความคิด ติดตัวไปตลอด ภาษารัฐศาสตร์เรียกว่า Paradigm หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผังสำเร็จรูปของความคิด

เพราะวิธีการสอนของครูไทย คือ สอนให้จำ สอนให้ท่อง ไม่ต้องคิด เด็กไทยยุคก่อนจึงมักจะเป็นนกแก้วนกขุนทอง ท่องเก่งจำเก่ง

จำได้สมัยเด็กๆ ผมเรียนโรงเรียนประชาบาลในบ้านนอก ทุกศุกร์ก่อนกลับบ้าน ครูจะให้ท่องบทสวดมนต์ยาวเหยียด พวกเราก็ท่องได้เป็นนกขุนทอง เสียงสวดมนต์กระหึ่มไปทุกชั้น ทุกห้องเรียน อันนี้เป็นคุณความดีของหลักสูตรสมัยก่อน

แต่ยุคนี้ไม่มีแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้วิชาศีลธรรม เขาห้ามไม่ให้สอนที่โรงเรียน เพราะกลัวฝรั่งจะหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เปิดเสรีภาพทางศาสนา ควรให้ทุกศาสนา เข้าโรงเรียน ไทยได้

และครูศีลธรรมทั่วประเทศก็ต้องกลายเป็นครูจริยธรรม เพราะจริยธรรม เป็นคำของศาสนาอื่น ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Ethics ถ้าสื่อมวลชนจะเรียกว่า จรรยาบรรณ แปลว่า มรรยาทที่ควรปฏิบัติ หรือดีขึ้นมาหน่อย ธรรมะที่ควรปฏิบัติตามรรยาท

คนเดี๋ยวนี้จึงไม่มีศีล เพราะเขาสอนแต่ธรรมะตามมรรยาท แบบฝรั่ง

ครับ วิธีกลืนชาติของศาสนาอื่นนั้น มักจะแนบเนียน นุ่มเนื้อ ชนิดจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็โอนถูกขับออกจากโรงเรียนทีละน้อย และคนที่สั่งให้เอาวิชาศีลธรรมออกจากโรงเรียน คือ รัฐมนตรีที่มาจากคริสต์ศาสนา เมื่อสั่งเสร็จแล้วตัวเองออกจากตำแหน่ง ทุกคนก็ลืม

และผมก็ไม่เห็นครูไทยคนไหน กล้าลุกขึ้นมาโวยวาย ไม่เห็นพระองค์ไหน กล้าประท้วงไปที่กระทรวง ทั้งที่โรงเรียนวัดทั่วประเทศ ขึ้นกับวัดพุทธโดยตรง เป็นของวัดโดยตรง ทั้งที่มีลูกศิษย์ที่หิ้วปิ่นโต ตามหลวงพี่ เป็นรัฐมนตรี กินข้าวก้นบาตรจนได้ดิบได้ดี เป็นนายกรัฐมนตรีก็มี

เพราะข้อดีข้อที่สองของคนไทย คือ เพราะเป็นชาวพุทธแท้ จิตใจเมตตาธรรม จึงเป็นคนหัวอ่อน มีความอ่อนน้อม ไม่ชอบโวยวาย ลืมง่าย มีอะไรก็เฉย พอเฉยนานๆ ก็ลืม

อันนี้ก็ต้องโทษคุณครูสมัยก่อน ที่สอนให้คนไทยมีความเป็นสมบัติผู้ดีสูง เพราะเดี๋ยวนี้ เขาไม่สอนวิชานี้แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องเชยและเสียเปรียบ เด็กรุ่นใหม่จึงมีสมบัติผู้ดีต่ำ ศีลธรรมต่ำ เพราะทั่วโลกเขาไม่ยึดถือเรื่องนี้แล้ว ขืนมัวแต่สมบัติผู้ดี มัวแต่หน้าบาง ก็เสียเปรียบคนทั้งโลก

เพราะยุคนี้เป็นยุคคนหน้าด้าน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ยุคนี้เป็นยุคที่ใครมัวแต่ถือศีลก็จะเสียเปรียบ เพราะเป็นยุคที่ตัวใครตัวมัน ฆ่าได้ก็ฆ่า ขโมยได้ก็ขโมย ลูกเมียใคร ไม่ต้องสน โกหกได้ก็ต้องโกหก กินเหล้าเมายา เป็นเรื่องเข้าสังคม เรียกว่าต้องผิดศีลให้ครบห้า ถึงจะเท่

ตัวอย่างที่ดีที่สุดในวันนี้คือ นักการเมืองทุกระดับ ตั้งแต่หมู่บ้าน จนถึงระดับรัฐมนตรี เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ต้องโกงถึงจะรวย ต้องหน้าด้านถึงจะเป็นใหญ่ เมื่อเป็นผู้นำก็ต้องฝึกใช้อำนาจบาตรใหญ่ ให้คนกลัว ต้องเอาให้กลัวจนหัวหด โกหกให้ได้ทุกวัน

วันนี้ เมืองไทยเต็มไปด้วยผู้นำชนิดมารหัวเราะ ปีศาจบันเทิงด้วยความภูมิใจ ที่มีสาวกเต็มบ้านเต็มเมือง และเพิ่มทับทวีอย่างรวดเร็ว และทำงานเกินสั่งเสียอีก เหี้ยมยิ่งกว่ามารก็มี

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของมหาตมะคานธี ที่เคยพูดไว้ ศาสนากับการเมืองแยกจากกันไม่ได้ เพราะนักการเมืองไม่มีศาสนาในหัวใจเมื่อไร บ้านเมืองก็วินาศล่มจม สูญชาติ สูญศาสนา

ผมฟังแล้วอึ้ง เพราะไม่เคยคิดมาก่อน เพราะถูกสอนมาตั้งแต่เด็กฟังพระมาตลอดชีวิต เรื่องนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ พระห้ามยุ่งกับการเมืองเด็ดขาด และรัฐธรรมนูญของไทยก็ยัง สนองตอบ ชัดเจน พระภิกษุสงฆ์ไทยออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งไม่ได้ ทั้งที่เป็นคนไทย 100 % แต่มีสิทธิ์ไม่เต็มร้อย แต่ถ้าเป็นพระฝรั่ง พระแขก ไม่เกี่ยว มีสิทธิลงคะแนนได้

ด้วยเหตุที่ห้ามพระไทยยุ่งกับการเมืองนี้เอง พระองค์ไหนที่ซ่าขึ้นมา ก็จะโดนสอยร่วง เพราะกฎหมายทางโลกกับกฎของพระห้ามพระข้างเดียว แต่ไม่ได้ห้ามการเมือง เข้ายุ่งกับ ศาสนา บรรดานักการเมืองจึงไล่กระทืบพระได้ข้างเดียว แถมยังห้ามสู้อีกต่างหาก ชกมันดี

วันนี้ พิสูจน์ชัด การเมืองเข้ามายุ่งกับศาสนาเต็มตัว เต็มตีน นักการเมืองที่ไร้ศีล จิตใจเต็มไปด้วยความอำมหิตขึ้นครองอำนาจ มองเห็นพระอยู่ใต้อำนาจ เตรียมออกกฎหมายยึด อำนาจพระ มาไว้อยู่ใต้อุ้มอำนาจนักการเมือง เข้าแทรกแซงการบริหารของพระ มองเห็นพระเป็นคนแก่งกๆ เงิ่นๆ ไม่มีทางต่อสู้ แม้จะมีตำแหน่งแค่ไหนก็เป็นแค่พระแก่ๆ อยู่แต่ใน ศีล ในในธรรม

และขนาดกฎหมายยังไม่ออก เพราะโดนประท้วงทั่วประเทศ ลูกศิษย์วัดต้องลุกขึ้นมาโวย เพราะเห็นความอยุติธรรมไม่ไหว ทนเห็นลางพินาศของวงการสงฆ์ไม่ไหว และวันนี้ พระไทยยุคใหม่ก็มิได้โง่อย่างที่นักการเมืองคิด ไม่ติดกรอบความคิดเดิมที่ถูก ทั้งสั่งทั้งสอนมาตลอดชีวิต

วันนี้นักการเมืองชนิดกิ้งก่า กล้าสั่งพระได้ทุกระดับ และองค์กรสูงสุดของสงฆ์ ก็ตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง เมื่อถูกนักการเมืองครอบงำหมดสิ้น พระผู้ใหญ่ถูกยุให้แตกแยก ให้เห็นแก่อำนาจ เห็นแก่มิจฉาทิฏฐิ แถมพระหนุ่มถูกยุให้ลุกขึ้นมาด่าพระอาวุโส ทวงอำนาจบริหาร

เพราะวันนี้พระไร้ศีล พระไร้ธรรมะ พระโกหก พระรับจ๊อบ ก็ออกมาด่าพระถือศีล 227 ข้อ ครบต่อหน้าประชาชน ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสสบายใจ แถมเงินในบัญชีก็อู้ฟู่ไม่ต้อง บิณฑบาต ตลอดชีวิต และสื่อมวลชน โทรทัศน์ก็ยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ

แต่ประชาชนชาวพุทธ คนถือศีลครบทั้งกายและใจ มองด้วยความสลดหดหู่ สังเวชใจ นึกไม่ถึงว่าวันเวลาแห่งความเสื่อมของพุทธศาสนา จะมาเร็วถึงขนาดนี้ ทันเห็นในยุคนี้ ทั้งที่บรรพบุรุษไทยเกือบหนึ่งพันปี รักษาพุทธศาสนาให้คู่กับประเทศไทยมาได้ตลอด รอดพ้นเงื้อมมือมาร และปีศาจมาได้ทุกยุคทุกสมัย

ครับ ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เราจะรักษาสถาบันพุทธศาสนา อันศักด์สิทธิ์ของเราไว้ได้หรือไม่ จะเสียกรุงครั้งที่ 3 ให้เขาเผาโบสถ์ เผาพระพุทธรูป ลอกทองคำไปหรือไม่ ก็อยู่ที่คนไทย ยุคนี้แหละครับ ผมนึกแล้วสยอง ถ้าถึงวันนั้น วันที่ถึงจุดเสื่อมสุดของพุทธศาสนา เมื่อกฎหมายให้อำนาจนักการเมืองเต็มตีน วันที่การเมืองเข้ามายุ่งวงการสงฆ์ได้เต็มอำนาจ วันนั้นพุทธศาสนาก็อาเมน

ผมคงได้ยินวิญญาณบรรพบุรุษร้องไปตลอดชีวิตว่า "ไอ้ลูกหลานจัญไร"

กาขาว


[หน้าหลัก][หน้า1][วิวาทะ][สหัสวรรษ][ปุจฉา]

1