ปีที่ 3 ฉบับที่ 981 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

หน้า 1

เสี้ยมพระชนพระ ล้มงานกิตติวุฑโฒ

"ไพบูลย์" ตะแบง มส.ใหญ่กว่าศาล สั่งลุยนิคหกรรม

ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องนสพ.3 ฉบับ เดลินิวส์ ข่าวสด สยามรัฐ โทษฐานละเมิดอำนาจศาล ทนายธรรมกายกร้าว ประกาศฟ้องแหลก หากใครรังแก ด้านจิตตภาวันวิทยาลัย ถูกมารวางแผนชั่ว ร่อนหนังสือเถื่อนสร้างความแตกแยกหมู่สงฆ์ หวังล้มงานสัมมนา "ไพบูลย์" ตะแบงสั่งพระสุเมธาภรณ์ ไม่ต้องสนหมายศาล เผยส่งเรื่องถึงมือพระเทพสุธีแล้ว

ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลอาญา ถนนรัชดา กรุงเทพฯ เวลา 09.00 น. วันที่ 22 มี.ค.2543 ผู้พิพากษาได้ขึ้นบัลลังก์พิจารณาการเบิกความพยานโจทก์ ในคดีความผิดต่อหน้าที่ ราชการ มีพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระธัมมชโย กับพวก รวม 2 คน เป็นจำเลย มี นายพิพัฒน์ บุญคุ้มอยู่ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา ระดับ ซี 5 ขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ โดยมีพระภิกษุและผู้สนใจ เข้ารับฟังประมาณ 300 คน

การเบิกความในวันนี้ พยานให้การว่า เข้ารับราชการที่กรมการศาสนามาเป็นเวลา 8 ปี มีหน้าที่ตรวจเรื่องทรัพย์สินส่วนกลางของศาสนา และการให้คำแนะนำด้านงานเอกสาร ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยรวมแล้ว ได้กล่าวถึงหน้าที่การงานในส่วนที่พยานต้องรับผิดชอบ รวมถึงคำสั่งที่ปฏิบัติตาม เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สั่งการมาให้ปฏิบัติ ซึ่งคำให้การของพยาน ในวันนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ตามเนื้อหาของคดีแต่อย่างใด เนื่องจากเนื้อหาที่กล่าวไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีดังกล่าว ศาลจึงใช้เวลาพิจารณาเบิกความเพียง 1 ชั่วโมง หลังจบการเบิกความ หลังจากศาลได้อ่านคำให้การของพยานจบแล้ว ได้มีคำสั่งนัดเบิกความสืบพยานโจทย์อีกในครั้งต่อไปวันที่ 29 มี.ค.43

ช่วงบ่าย ที่ห้องพิจารณาเดียวกัน ศาลได้ขึ้นบัลลังก์ เมื่อเวลา 13.30 น. พิจารณาคำร้องของ นายสนธยา โพธิ์แดง ทนายความวัดพระธรรมกาย ตามที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล เมื่อ วันที่ 15 มี.ค.43 โดยกล่าวหาหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ ประกอบด้วย เดลินิวส์ ข่าวสด และสยามรัฐ ได้ตีพิมพ์ข้อความโฆษณาการเบิกความของพยานโจทก์ พระอดิศักดิ์ วิริยสักโก ทำให้ฝ่ายจำเลยได้รับความเสียหาย และเป็นการละเมิดต่ออำนาจ รวมทั้งขออำนาจศาล ให้มีคำสั่งห้ามผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ทั้งสามฉบับ เข้ารับฟังการพิจารณา ในห้องพิจารณา คดีอีกต่อไป

หลังจากที่ศาลใช้เวลาพิจารณาอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงได้อ่านคำสั่งตามที่ได้มีการร้องมาถึงศาลว่า หนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับ ได้ตีพิมพ์ข้อความอันเป็นการละเมิดอำนาจศาลนั้น ศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ขอให้นำเอกสารที่เกี่ยวข้อง ชื่อและที่อยู่ของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับมายื่นต่อศาล และนัดให้มาพร้อมกัน ในวันที่ 24 เมษายน 2543 เพื่อไต่สวน ข้อมูลฟ้องต่อไป

หลังจากนั้น นายสนธยา โพธิ์แดง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่หน้าห้องพิจารณาคดีว่า ขั้นตอนต่อไป ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ก็ต้องเตรียมหลักฐานรายละเอียด มาชี้แจงต่อ ศาลว่า ที่ตีพิมพ์ข้อความลงไปวันนั้น เอาข้อความมาจากที่ไหน เป็นข้อความเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งศาลก็จะพิจารณาลงโทษไปตามนั้น ถ้าสารภาพก็จะมีโทษเพียงปรับ แต่ถ้าไม่รับ สารภาพ และเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ก็จะมีโทษทั้งปรับทั้งจำ แต่ศาลก็ยังให้โอกาสยื่นคำคัดค้านต่อศาลได้

นายสนธยา ยังกล่าวต่อไปอีกว่า เรื่องที่พระธัมมชโย ได้ทำหนังสือชี้แจง การไม่เข้าพบพระสุเมธาภรณ์ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ก็มีเหตุผลว่า พระสุเมธาภรณ์ ไม่ได้ ดำเนินการ ให้ถูกต้องตามคำสั่งของมหาเถรสมาคม ที่สั่งให้ดำเนินนิคหกรรมเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับกฎนิคหกรรม และสอดคล้องกับมติมหาเถรสมาคม ตรงนี้ต้องเข้าใจว่า มิติมหาเถรสมาคมนั้น ก็ต้องปฏิบัติตามกฎนิคหกรรม หรือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ อันเป็นพระธรรมวินัยอยู่แล้ว ซึ่งพระสุเมธาภรณ์ควรดำเนินการ พิจารณา นิคหกรรม ที่มีอันจบสิ้นไปแล้วนั้น ขึ้นมาพิจารณาเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้อง ตามคำสั่ง มส. เมื่อพิจารณาได้สอดคล้องแล้ว ก็นำเสนอไปยังมส. ไม่ใช่ต้องเรียกพระธัมมชโย ให้มารับฟังข้อกล่าวหาใหม่ ทั้งที่ท่านเองได้พิจารณาให้มีอันไม่รับคำกล่าวหานั้นไปแล้ว ขึ้นมาพิจารณาอีก เท่ากับไม่ถือปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎนิคหกรรม เป็นการปฏิบัติให้ นอกเหนือไปจากอำนาจหน้าที่ และปฏิบัติให้ผิดไปจากพระธรรมวินัย อันเป็นกฎหมายทางสงฆ์ เมื่อท่านยังขืนทำต่อไป ทางวัดพระธรรมกายจึงต้องขอพึ่งอำนาจศาล เพื่อขอให้ ศาลได้วินิจฉัยให้ยุติการดำเนินนิคหกรรม ที่ทำขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีกนี้เสีย

นายสนธยา กล่าวต่อไปว่า ต่อไปนี้ ถ้ามีใครใช้กฎหมู่เข้ามาทำลายพระธัมมชโยอีก จะมีการจับฟ้องศาลทุกราย เพราะทุกวันนี้ เขาไม่ทำตามกฎหมายกันแล้ว แต่เราเอากฎหมาย และศาลสถิตยุติธรรมเป็นที่พึ่ง และมีความเชื่อในอำนาจศาล เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางวัดพระธรรมกายได้ออกหนังสือมาว่า จะมีการจับสึกพระธัมมชโยนั้น มีความจริงอย่างไร สายสนธยาบอกว่า ก็เป็นความจริงตามนั้น ที่เขากันทุกวันนี้ ก็เพื่อจะหาทางจับสึกพระธัมมชโย แต่หนังสือเล่มนั้น อาจารย์แสวง เป็นผู้เขียน ไม่ใช่ทางวัดเขียนเอง

ส่วนเรื่องสำนักจิตตภาวันวิทยาลัย ที่จะมีมาจัดสัมมนา พระสังฆาธิการทั่วประเทศ ในวันที่ 24-26 มี.ค.นี้นั้น ทางวัดพระธรรมกายไม่ได้มีส่วนในการจัดงานครั้งนี้ แต่ได้รับเชิญ ให้เข้าร่วมด้วย ซึ่งทางวัดก็ได้จัดให้พระภิกษุจำนวนหนึ่ง เข้าร่วมสัมมนาด้วย ที่ทราบมาก็มีเจ้าคณะจังหวัด 9 จังหวัด เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ แต่ปรากฏว่า ขณะนี้ มีกลุ่มคน ผู้ไม่หวังดี นำเอกสารออกมาแจกจ่ายกันโดยทั่ว โดยหนังสือดังกล่าวลงชื่อ พระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือพระกิตติวุฑโฒ มีคำสั่งยกเลิกงานจัดสัมมนา โดยให้เหตุผลว่า วัดพระธรรมกายทำผิดสัญญา ไม่ออกค่าใช้จ่ายให้ ขอยืนยันว่า เอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารปลอมที่มารศาสนา สร้างความสับสนให้กับผู้ที่จะเดินทางไปร่วมสัมมนา ซึ่งขณะนี้ มีพระภิกษุนับพันรูป เดินทางไปถึงก่อนแล้ว และคาดว่า จะมีพระภิกษุเข้าร่วมด้วย นับหมื่นรูป

ด้าน นายผ่อง เล่งอี้ ผู้ได้รับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ได้เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีโดยตลอด ทั้งภาคเช้าและบ่าย ได้นำเอกสารปลอมลายเซ็นของพระกิตติวุฑโฒ ที่มีข้อความถึงการยกเลิกการจัดสัมมนา ที่สำนักจิตตภาวัน มาให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมกับกล่าวว่า "ไม่น่าที่จะมีการทำกันถึงขนาดนี้ กล้าปลอมลายเซ็นของพระคุณเจ้า เสียด้วย น่าจะเป็นที่ยืนยันได้ว่า มีขบวนการคิดล้มล้างพระพุทธศาสนาจริง เรื่องนี้ ถ้าผมมีโอกาส จะต้องออกมาปกป้องพระศาสนา ให้ถึงที่สุด นายผ่องกล่าว

ทางด้าน นายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ตนได้รับรายงานว่า จิตตภาวันวิทยาลัย จะจัดสัมมนาพระสังฆาธิการ ที่ห้องประชุมใหญ่ จิตตภาวันวิทยาลัย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยพระกิตติวุฑโฒ เป็นประธานดำเนินการ ได้ออกหนังสือนิมนต์พระเถระหลายรูปมาร่วมงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นพระเถระในมหาเถรสมาคมทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ในหนังสือเชิญชวนระบุถึงเหตุผลในการจัดสัมมนาว่า เนื่องจากขณะนี้ พระพุทธศาสนาปรากฏเป็นข่าวถูกโจมตี เรื่องความอ่อนแอขององค์กรคณะสงฆ์ ทำให้ภาพลักษณ์ ความเป็นสถาบันหลักของชาติ ตกต่ำ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งยังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีสาระส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก แต่คณะสงฆ์เอง กลับมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวน้อยมาก จึงต้องเร่งทำความเข้าใจกับกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.อุปถัมภ์ และคุ้มครอง พระพุทธศาสนา (พ.ร.บ.ฆราวาสปกครองพระ)

อธิบดีกรมการศาสนาระบุด้วยว่า การจัดสัมมนาดังกล่าวยังระบุว่า จะมีพระเถระมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งปรากฏว่า เป็นพระเถระในคณะกรรมการมหาเถรสมาคม อยู่หลายรูป มาเป็นกรรมการที่ปรึกษา ในงานนี้ อาทิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือสมเด็จเกี่ยว สมเด็๗พระมหาธีราจารย์ แห่งวัดชนะสงคราม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ตนได้ไปนมัสการสมเด็จเกี่ยว สมเด็จวัดชนะฯ และพระสุเมธาธิบดี ยืนยันว่า ได้รับหนังสือนิมนต์ให้เข้าร่วมงานสัมมนา แต่ไม่ได้ยืนยัน ที่จะเป็นกรรมการที่ปรึกษาให้กับงานสัมมนานี้ อีกทั้งสมเด็จเกี่ยว ก็ได้ปฏิเสธที่จะเป็นประธานในงานไปแล้ว ทั้งนี้ พระเถระยืนยันกับตนด้วยว่า จิตตภาวันวิทยาลัย สามารถจัด งาน สัมมนาได้ แต่จะมากล่าวอ้าง กรรมการมส. อาจทำให้ดูเหมือนว่า คณะสงฆ์เป็นผู้ดำเนินการจัดสัมมนา ซึ่งไม่ถูกต้อง

นายไพบูลย์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ เท่าที่ตนทราบ ยังมีการเชิญนักการเมือง อาทิ นายชวน หลีกภัย นายกฯ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้นำฝ่ายค้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไปบรรยายเรื่องนโยบายการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ส่วนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ไปบรรยายเรื่องการรักษาพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่า บุคคลข้างต้น น่าจะปฏิเสธไปแล้ว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามพระกิตติวุฑโฒ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ได้รับคำยืนยันว่า มีกลุ่มบุคคลไม่หวังดี ต้องการที่จะล้มการจัดสัมมนาหนนี้ เพราะคาดว่า จะมีพระภิกษุ สงฆ์จำนวนมาก มาร่วมงาน จึงมีการปล่อยข่าวเกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายเบี้ยวเงิน เบี้ยวทอง และการออกหนังสือที่มีผลเสียหายกระทบกระเทือนต่อพระเถระในมส. อีกทั้งเป็น ข้อวัตรที่ผู้น้อย จะต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่ การออกหนังสือเพื่อนิมนต์พระผู้ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ส่วนท่านจะมาหรือไม่ ก็สุดแท้แต่ท่าน อย่างไรก็ตาม ข่าวที่ออกมา ขอยืนยันว่า เป็นการปล่อยข่าวจากผู้ไม่หวังดี ต่อพระพุทธศาสนา ที่ต้องการสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์ อย่างแน่นอน

สำหรับความคืบหน้ากรณีวัดพระธรรมกาย นายไพบูลย์ ระบุว่า พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้ประมวลเรื่องการดำเนินการตามนิคหกรรม กับพระธัมมชโย และ พระทัตตชีโว เสนอต่อพระเทพสุธี รักษาการเจ้าคณะภาค 1 ในฐานะหัวหน้าผู้พิจารณาชั้นต้น เรียบร้อยแล้ว ทางกรมการศาสนาเอง จะส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงาน กับ พระเทพสุธีในวันที่ 23 มี.ค.นี้ เพื่อหารือว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป 

"รอแต่เพียงพระเทพสุธีสั่งให้ดำเนินการตามนิคหกรรม เรื่องก็จะเข้าสู่กระบวนการทางศาลสงฆ์ และสามารถไต่สวนและตัดสินได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอผู้กล่าวหาอีกต่อไป หากถึงขั้นตอนนี้ พระทั้งสองรูป ยังไม่ยอมเข้ากระบวนการดังกล่าว ก็จะไม่เป็นผลดีต่อท่าน เพราะศาลสงฆ์สามารถไต่สวน และตัดสินได้ทันที ส่วนกรณีธรรมกาย ฟ้องศาล ให้สั่งระงับกระบวนการนิคหกรรม โดยอ้างว่าสิ้นสุดไปแล้ว โดยส่วนตัวเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่มีเหตุผล เรพาะมาจากฐานของการอ้างที่ผิด เนื่องจากได้มีมติมส. ให้ดำเนินการ ตาม นิคหกรรมต่อไป" นายไพบูลย์กล่าว


[หน้าหลัก][หน้า1][วิวาทะ][สหัสวรรษ][ปุจฉา]

1