ปีที่ 3 ฉบับที่ 979 ประจำวันอังคารที่ 21 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 |
รู้น้อยพลอยรำคาญ - รู้มากยิ่งยากนาน
ครับ กรณีวัดพระธรรมกาย เดินทางมาถึงรอบตัดเชือก หรือ "ไฟนอล" แล้วเป็นไปตามความคาดหมาย พระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ประกาศจุดยืนที่แน่ชัดว่า "นิคหกรรม" ได้ยุติไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2542 มีประเด็นหลักที่ใช้ในการต่อสู้นั้น คือ ขัดแย้งต่อกฎมหาเถรสมาคม ข้อที่ 15 ที่ให้พิจารณาถึงข้อ 4 (8) ก. ที่ระบุว่า
ผู้กล่าวหาจะต้อง
เป็นพระภิกษุเท่านั้น
พระลูกวัดพระธรรมกาย ที่มีความชำนาญด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกฎมหาเถรสมาคม ได้เป็นตัวแทนเดินทางไปชี้แจงต่อพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี
ถึงเหตุผลที่ พระทั้งสองรูป ไม่มารับฟังข้อกล่าวหา อีกทั้งยังส่งทนายความของวัด ฟ้องร้องเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ต่อศาลธัญญบุรี ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
ความเห็นของวัดพระธรรมกาย กลับไม่ได้รับการสนองตอบจาก พระสุเมธาภรณ์ ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมายอีกเช่นกัน โดยเฉพาะท่าทีของพระปรยัติวโรปการ
พระเลขา
เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี แถลงว่า แม้ว่าพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว จะไม่มารับฟังข้อกล่าวหา ก็สามารถดำเนินนิคหกรรมต่อไปได้ โดยจะส่งเรื่องให้พระเทพสุธี
รักษาการ เจ้าคณะภาค 1 พิจารณาต่อไป
สำหรับกรณีทนายความฟ้องร้องคดีทางโลกนั้น ก็ต้องพิจารณาในข้อกฎหมายว่า ศาลทางโลกมีอำนาจเข้าไปชี้ความผิดถูก ของคณะปกครองสงฆ์ หรือศาลสงฆ์หรือไม่
เป็นเรื่องที่นักกฎหมายจะต้องพิจารณากันไป สำหรับผมมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเพียงน้อยนิด ไม่กล้าที่จะวิเคราะห์ เพราะจะทำให้เกิดความสับสน
และนำมาซึ่งการตีความ
ตามประสภากาแฟกันอีก
แต่ถ้าพูดกันแบบคนรู้น้อย ความผิดของสงฆ์ ที่ละเมิดพระธรรมวินัย บางกรณีกฎหมายบ้านเมือง ไม่สามารถเข้าไปจับต้องได้ และบางกรณีก็เป็นความผิดทั้งทางโลก
และ ทางธรรม อาทิ ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น แน่นอน ความผิดเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาลสงฆ์ หรือศาลโลก ย่อมมีความผิดชัดแจ้งอย่างแน่นอน
แต่กรณีเสพเมถุน ที่ทั้งสองฝ่ายสมยอมกันแล้ว ย่อมไม่ถือเป็นความผิดทาง.โลก
แต่ทางธรรม หากพระรูปใดขืนปฏิบัติอย่างนั้น ก็เท่ากับละเมิดพระธรรมวินัย เป็นคุรุกาบัติ ปาราชิกสิ้นสุดจากความเป็นพระทันที
เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถ้วนถี่ อย่าได้ตะแบงเหมือนเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา ที่ออกมาพูดถึงกฎมหาเถรสมาคม ข้อ 15 พิมพ์ตกหล่น
เพราะนั่นส่อแสดงให้เห็น
ภูมิปัญญา ของผู้พูดที่ขาดวิจารณญาณ ซึ่งคนเหล่านี้อาจเติบโตมาจากการเลียแข้งเลียขานักการเมือง ไต่เต้าจนตัวเองเติบใหญ่ในชีวิตราชการก็เป็นได้
และความมักง่ายหน้าด้านทำนองนี้นี่เอง นำมาซึ่งการบีบคั้นพระภิกษุสงฆ์ ผู้พิจารณาให้ต้องอาบัติ โดยเฉพาะพระสุเมธาภรณ์ ที่ได้พิจารณาไปก่อนหน้านี้แล้วว่า
คฤหัสถ์ไม่ สามารถ
กล่าวหาพระภิกษุเพื่อดำเนินนิคหกรรมได้
แต่พวก "ทุมมังกุ" ผู้ไร้ยางอาย ก็ยังออกมาตะแบงเสือกไสไล่ส่งให้พระผู้พิจารณาละเมิดพระธรรมวินัย เพราะฆราวาสหัวหงอกหัวดำ เขาไม่ต้องรับโทษอาบัติน้อยใหญ่
เหมือน พระนี่เอง อีกทั้งวิธีการเจริญเติบโตของคนเหล่านี้ ก็ไม่ได้สนใจความถูกต้องยุติธรรมมากมายไปกว่า "ความอยู่รอด" ตัวกูพวกกูเป็นใหญ่
ความอัปยศล้มเหลวจึงบังเกิดขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ในกำแพงวัดวาอาราม ที่เป็นสถานที่พักพิงจิตใจเป็นแหล่งเพาะบ่มภูมิรู้ภูมิธรรม
นิคหกรรมไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าจะศึกษา คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบควรสำเหนียกในเรื่องนี้ให้จงหนัก ไม่ใช่เอาความคิดเห็นของแต่ละคนมาเป็นเกณฑ์กำหนด
แต่จะต้องเอาตัวบท กฎหมาย และพระธรรมวินัยเป็นเครื่องชี้ชัดตัดสิน ผิดหรือถูกต้องว่าไปตามนั้น
ในฐานะลูกศิษย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอยืนยันว่า จะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี ที่นั่งทำหน้าที่อยู่ตรงนี้ บอกกันตรงๆ ไม่ได้เข้าใครออกใคร เพราะผมก็เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ เวียนว่ายตายเกิด เหมือนกับชาวพุทธทั่วไป เพราะนั่นคือ สิ่งที่พระบรมศาสดาได้ค้นพบ และทรงประทานไว้ให้กับสัตว์โลก
เป็นแนวทาง ในการปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
แต่ก็อดไม่ได้ ที่เห็นพวกรู้น้อย ออกมาพ่นน้ำลายสร้างความแปดเปื้อน และบิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชนิดบรมโง่ โดยเฉพาะไอ้ตี๋ตามหาแก่นธรรม
ก็ไม่รู้ว่า
มันจะตามไล่ล่าไปถึงไหน ในเมื่อพระธรรมของแท้นั้น ก็มีปรากฏเป็นตัวอักษรอยู่ในพระไตรปิฎก และอรรถกถาจารย์มากมาย แต่คนเหล่านี้ กลับแสดงความโง่ตามหาแก่นธรรม สร้างความสับสนให้กับชาวพุทธ
ตี๋น้อยปัญญาเบา อั๊วจะบอกให้ลื้อเอาบุญก็ได้ฟ่ะ ที่นายนั่งพ่นน้ำลายจัดรายการผ่านหน้าจอทีวีทุกเมื่อเชื่อวัน ถือเป็นบาปอย่างหนึ่งที่นายจะต้องพึงระวัง
แม้จะเกิดจาก
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตามที
โดยเฉพาะปมประเด็นที่อาตี๋จับธรรมะของพระพุทธเจ้า ลงมากวนในกะลาแคบๆ ที่ลื้อมีอยู่นั่นแหละ บาปมหันต์ทีเดียว ยิ่งพูดยิ่งเลอะ ยิ่งพูดยิ่งแสดงให้เห็นถึงอวิชชา
การเอาเรื่อง
เวียนว่ายตายเกิดมาถกเถียงว่า ตายแล้วไปไหน จะเกิดหรือไม่ มาปะปนกับสภาวะของพระนิพพาน ไอ้ตี๋เอ๋ย ตายอีก 100 ชาติหมื่นชาติ ก็ไม่อาจเข้าใจโลกุตรธรรมได้
พระพุทธเจ้าทรงแสดงอดีตชาติ สั่งสมบุญบารมีมานับ 100 ชาติ คนที่ทำหน้าที่สื่อมวลชน ควรมีความรอบรู้ ก่อนที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางไขขาน เล่าความสู่สาธารณชน โดยเฉพาะเรื่องพระศาสนาลื้อต้องทบทวนให้หนักๆ ป้องกันนรกกินกบาลไง ตี๋น้อยห่วยแตก
โซตัส