ปีที่ 3 ฉบับที่ 979 ประจำวันอังคารที่ 21 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 |
พระภาณุมาศ ภาณุปาโณ
ตัวแทนจากวัดพระธรรมกาย
เข้ายื่นหนังสือ คัดค้านนิคหกรรมพระธัมมชโย
และ พระทัตตชีโวต่อพระสุเมธาภรณ์
เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี
ขณะเดียวกัน
ก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น
เมื่อ นายเรือง
ฤทธิ์เบ้านุวงศ์ นิติกรกรมการศาสนา
สั่งห้าม พระสุเมธาภรณ์
ลงนามในหนังสือ
พร้อมกับกันสื่อมวลชนไม่ให้ถ่ายภาพ
ธรรมกายฟ้องกลับ!!!!
พระสุเมธาภรณ์พลิกนิคหกรรม
ธรรมกายฟ้องพระสุเมธาภรณ์
ร้องศาลสั่งยุตินิคหกรรม หลังจากส่งพระภาณุมาศ ภาณุปาโณ เข้ายื่นหนังสือคัดค้าน ยืนยันเหมือนเดิมนิคหกรรมจบไปนานแล้ว
ถ้าจะทำต่อ ก็ควรหา
คนมาฟ้องใหม่ในข้อหาใหม่ ทางวัดพระธรรมกายยินดีปฏิบัติตามระเบียบสงฆ์ เผยที่พระธัมมชโย-พระทัตตชีโว ไม่เดินทางมารับคำกล่าวหา
เป็นเพราะไม่อยากสร้าง บรรมัดฐานที่ไม่ดีให้กับวงการสงฆ์ ย้ำถ้าทำตามกระแส ต่อไปพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อาจจะถูกกลั่นแกล้งได้ในอนาคต ไม่เว้น หลวงตาบัว หลวงพ่อคูณ
ด้านพระปริยัติ วโรปการแถลง หนังสือของพระภาณุมาศ ไม่เกี่ยวข้องกับนิคหกรรม พร้อมจะเดินนิคหกรรมต่อไป โดยส่งเรื่องทั้งหมดให้ พระเทพสุธี พิจารณา โดยจะดำเนินการต่อไป ให้ถึงที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (20มี.ค.) พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้เรียกพระธัมมชโยและพระทัตตชีโว มารับทราบข้อกล่าวหาตามกฎนิคหกรรม
แต่เมื่อถึง เวลา นัดหมาย 13.30 น. ทางวัดพระธรรมกาย ได้ส่งพระสงฆ์ จำนวน 42 รูป โดยมี พระภาณุมาศ
ภาณุปาโณ เป็นหัวหน้าคณะ และ พล.อ.อ.วีระวุธ เลาวเปารยะ
ประธาน ไวยาจัจกรวัด นายสนธยา โพธิ์แดง และนายปรัชญา ก้อนจันทร์ ทนายความวัด นายวิระศักดิ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิวัดพระธรรมกาย มายื่นหนังสือว่า พระทั้ง 2 รูป
จะไม่มารับ ทราบข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่า นิคหกรรมสิ้นสุดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.2542
นายสนธยากล่าวว่า ที่พระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่า จะไม่มารับคำกล่าวหานั้น เนื่องจากหนังสือที่ทางพระสุเมธาภรณ์ แจ้งไปยังวัดพระธรรมกาย ได้ระบุว่า ให้แจ้งได้ไม่เกินวันที่ 20 มี.ค. ดังนั้น จึงไม่ได้แจ้งล่วงหน้าดังกล่าว
ด้านพระสุเมธาภรณ์ได้กล่าวในทำนองไม่พอใจว่า ควรจะแจ้งก่อนวันนี้ เพราะว่าทางวัดได้จัดเตรียมเรื่องราวต่าง ๆ ไว้มากมาย ถ้าไม่มา ควรจะแจ้งให้ทราบก่อน
จะได้ไม่ต้องเสีย
เวลาจัดเตรียม ซึ่งทางนายสนธยาได้กล่าวโต้แย้งว่า ทางวัดพระธรรมได้ทำตามระเบียบแล้ว เพราะหนังสือไม่ได้ระบุให้แจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม นายเริงฤทธิ์ เบ้านุวงศ์ หัวหน้าฝ่ายนิติกร กรมการศาสนา ที่เป็นกุนซือในคดีนี้ เห็นว่า พระสุเมธาภรณ์เสียเปรียบ ก็เลยชี้มือชี้ไม้ ให้พระสุเมธาภรณ์
ย้ายการพิจารณา จากตึกรับแขก ไปยังตึกฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เนื่องจากที่ตึกดังกล่าว จะอนุญาตให้เฉพาะพระสงฆ์เท่านั้น เข้าไปได้ เพราะเป็นที่ซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นศาลสำหรับพิจารณาคดี
หลังจากนั้น พระสุเมธาภรณ์ ได้เดินทางไปยังตึกฉลองสิริราชสมบัติ 50 ปี เพื่อรับคณะสงฆ์จากวัดพระธรรมกาย ที่มีพระภาณุมาศ
เป็นประธานนำในการยื่นหนังสือคัดค้าน
นิคหกรรม ในระหว่างที่พระภาณุมาศได้ยื่นหนังสือต่อ พระสุมธาภรณ์ ปรากฏว่า มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เนื่องจากนายเริงฤทธิ์
ได้ สั่งห้าม
ไม่ให้พระสุเมธาภรณ์ ลงนามรับหนังสือ จากนั้นได้มีการตามสื่อมวลชน มาถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานว่า มีการรับหนังสือแล้ว โดยได้มีการตามสื่อมวลชนเข้าไปในห้องพิจารณา
แต่เจ้าหน้าที่กรมการ ศาสนา
ก็คัดค้าน จึงมีการตกลงกันใหม่ ขอให้ผู้สื่อข่าวเพียง 2 คน เข้าไปถ่ายภาพ เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไป ก็มีการห้ามปรามกันอีก ไล่ให้ผู้สื่อข่าวออกไป
จนมีการตกลงกันอีก
ครั้งหนึ่ง จึงถ่ายภาพได้ อย่างไรก็ตาม พระสุเมธาภรณ์ ไม่ได้ลงนามในหนังสือ ทำตามที่นายเริงฤทธิ์บอกบท ทุกประการ
นายสนธยาได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการยื่นหนังสือว่า การดำเนินนิคหกรรม ถือว่าจบสิ้นลงไปแล้ว การที่พระสุเมธาภรณ์ มีหนังสือไปยังวัดพระธรรมกายอีก ถือว่า
ไม่ถูกต้องตาม กฎมหาเถรสมาคม พระธัมมชโยและพระทัตตชีโว จึงปฏิเสธที่จะเดินทางมาในครั้งนี้ หากจะดำเนินการกันใหม่ ก็ควรจะมีการฟ้องร้องกันใหม่ ให้ถูกต้อง
ไม่ใช่ข้อหาเดิมของ นายมาณพ พลไพรินทร์ และนายสมพร เทพสิทธา
ทั้งนี้ นายสนธยากล่าวย้ำว่า ถ้ามีคนยื่นฟ้องพระผู้ใหญ่ของวัดพระธรรมกายอีก ในข้อหาอื่น ทางวัดจึงจะยอมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ การที่พระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ไม่เดินทางมาในครั้งนี้ ถือว่า ท่านต้องการรักษากฎให้ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ ก็จะมีประเพณีปฏิบัติที่ผิดเป็นแบบอย่าง กฎนิคหกรรมที่จะไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมอีกต่อไป
"ที่ผ่านมาพระทั้ง 2 รูป ไม่เคยคิดที่จะปฏิบัติให้ขัดกับกฎมหาเถรสมาคม แต่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จึงมีหนังสือคำสั่งให้เดินทางไปรับข้อกล่าวหาอีก ซึ่งถือว่า เป็นการกระทำที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากคณะผู้พิจารณาชั้นต้น โดยพระพรหมโมลี อดีตเจ้าคณะภาค 1 ได้พิจารณาแล้วว่า นิคหกรรมได้จบสิ้นไปแล้ว ดังนั้น
จะเรียกมารับ ข้อกล่าวหา
อีกไม่ได้ นอกจากฟ้องเป็นคดีใหม่เท่านั้น" นายสนธยากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า หลังจากที่นายสนธยา แถลงข่าวเสร็จ ก็ได้รีบเดินทางไปยังศาลจังหวัดมีนบุรีทันที เนื่องจากได้ยื่นฟ้องต่อพระสุเมธาภรณ์ในมูลละเมิด
และขอให้ศาล มีคำสั่ง ยุตินิคหกรรมทันที โดยทางศาลได้รับฟ้องไว้เป็นคดีเรียบร้อยแล้ว เป็นหมายเลขคดีที่ 193/2543 ลงวันที่ 20 มี.ค. และนายวิระศักดิ์ได้แจ้งว่า
จะมีการนำหมายเรียก ชองศาล มาส่งให้กับพระสุเมธาภรณ์ รับทราบในตอนเที่ยงของวันที่ (21มี.ค.)
ระหว่างที่นายสนธยา ได้แถลงข่าวอยู่ ได้มีศิษย์วัดพระธรรมกาย นำหนังสือชี้แจงมาแจกยังสื่อมวลชนที่เดินทางไปทำข่าว ความว่า เหตุที่วัดพระธรรมกายไม่ไปรับฟังข้อกล่าวหา เพราะหากไปก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง ให้เกิดขึ้นต่อไป จะทำให้คฤหัสถ์ที่มีคุณสมบัติ ไม่ครบถ้วน ตามวินัยพุทธบัญญัติ สามารถกล่าวหาพระภิกษุรูปใด ก็ได้ตามใจชอบ
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อาจมีผู้กล่าวหาพระเถระที่มีชื่อเสียง เช่น พระอาจารย์หลวงตามหาบัว หรือหลวงพ่อคูณ โดยมีกรณีนี้เป็นบรรทัดฐาน พระภิกษุที่ตั้งใจทำความดี จะถูกกลั่นแกล้งได้โดยง่าย จะทำให้เกิดความวุ่นวายในพระพุทธศาสนา เป็นอย่างมาก
กรณีเรื่องนิคหกรรมที่จบไปแล้ว แต่มีความพยายามรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ดังกล่าว พระภาวนาวิริยคุณ จึงจำเป็นต้องยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อให้วินิจฉัย และศาลได้รับเรื่องไว้แล้ว ขณะนี้ อยู่ในระหว่างไต่สวนคำฟ้อง
ดังนั้น ขอให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นกลไกของสังคม ในการวินิจฉัย ชี้ขาด ความเห็นที่แตกต่าง และข้อพิพาทในสังคม
โดยรอให้ศาลมีคำวินิจฉัยชี้ถูกชี้ผิด
ออกมาเสียก่อน และเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับและปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ด้วยความเคารพ โดยไม่มีทิฐิมานะ
ด้านพระปริยัติวโรปการ รองเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า เมื่อพระทั้ง 2 ไม่มา และไม่มาแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเอง ถึงจะมีหนังสือชี้แจงมา
ก็ไม่เกี่ยวข้องกับกฎนิคหกรรม
แต่อย่างใด ฉะนั้น พระสุเมธาภรณ์ในฐานะผู้พิจารณา ก็จะรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ตั้งแต่ต้น นำเสนอาต่อพระเทพสุธี รักษาการเจ้าคณะภาค 1 เพื่อดำเนินนิคหกรรมต่อไป โดยเร็วที่สุด คาดว่า จะดำเนินการได้ใน 2-3 วันนี้ หลักฐานต่าง ๆ ได้รวบรวมเตรียมไว้แล้ว เพียงแต่ทำหนังสืออย่างเดียวเท่านั้น
การที่พระธัมมชโยไม่เดินทางมานั้น เพราะเขาถือว่า นิคหกรรมจบลงไปแฃ้ว ทางผู้พิจารณาได้ตรวจลักษณะของผู้กล่าวหาแล้ว เห็นว่า มีสิทธิ์กล่าวหาได้
เมื่อมหาเถรสมาคมสั่งให้
ดำเนินการ เราก็ต้องดำเนินการตามนั้น แม้ว่า กฎนิคหกรรมนี้ จะใช้ไม่ได้ ก็ต้องหากฎวิธีอื่น มาดำเนินการ ให้เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และจะทำต่อไปให้ถึงที่สุด