ปีที่ 3 ฉบับที่ 966 ประจำวันอังคารที่ 7 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

สหัสวรรษที่ 3

สภาเปาบุ้นจิ้น สภาผู้ทรงคุณธรรม

ควันหลงการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกยุคใหม่ ยังคงกล่าวขวัญกันไม่หายว่า เกิดอะไรขึ้นกับการลงคะแนนเสียงในกรุงเทพเมื่อ "ม้ามืด" อย่างนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรม ชลประทาน ผู้ถูกอำนาจนักการเมือง ปลดจากตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรม กลับได้รับเสียงแสดงความเห็นใจ และคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นชนิดถล่มทลาย

อย่างไม่มีใครคาดหมายไม่ว่าในโพลแห่งใด และแม้แต่เจ้าตัวเองก็คาดไม่ถึง 

ถ้าเป็นมวยก็ต้องเรียกว่า หักปากกาเซียน จนวันนี้ทุกคนก็ยังงง ถ้าเป็นต่างจังหวัดทุกคนคงสรุปว่า เป็นผู้มีอิทธิพล หรือมีการซื้อเสียงอย่างเป็นระบบ หรือมีการโกงเลือกตั้ง

แต่นี่เป็นคะแนนเสียงจากคนกรุงเทพซึ่งถือได้ว่า เป็นคะแนนบริสุทธิ์ เป็นเสียงของประชาชนเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง ที่กำลังสะท้อนภาพพจน์ใหม่แห่งการเมืองไทย

เป็นไปได้หรือไม่ ประชาชนกำลังลุกขึ้นปฏิวัติระบบประชาธิปไตยแบบเก่าที่น้ำเน่า และวนเวียนเกาะกลุ่มอยู่ในแวดวงของกลุ่มผลประโยชน์หน้าเดิม ๆ ไม่กี่กลุ่ม

ประชาชนกำลังแสวงหาคนใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำซาก คนที่หลงตัวนึกว่าตัวเองเก่ง เป็นที่นิยมชมชื่นของประชาชน เขากำลังต้องการนักการเมืองหน้าใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพ และอยากจะปลด ระวางนักการเมืองรุ่นไดโนเสาร์ ที่ยังคงวนเวียนหาผลประโยชน์กับชาติไม่ไปไหน

18 วุฒิสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งในกรุงเทพ ถือว่า เป็นนักการเมืองคุณภาพที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง ตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาและสมกับที่เป็นการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรกในประเทศไทย

ทั้งที่ก่อนหน้านั้น จะมีเสียงหนาหูเรื่องการซื้อเสียงอย่างเป็นระบบ การเลี้ยงโต๊ะจีน และการแจกข้าวสารบ้าง แจกสตางค์บ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งถ้าเป็นต่างจังหวัด จะถือว่า ถ้าไม่ทำจะผิดธรรมดา ผิดประเพณี

แต่เมื่อดูภาพรวมของวุฒิสมาชิกทั้งประเทศรุ่นหนึ่ง จากการเลือกตั้ง ทำให้เราเห็นภาพการเมืองในอนาคตรำไร ว่า ได้บุคคลที่มีความรู้ มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์และผลงาน พอตัวทีเดียว

ถ้าหากการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่นี้ จะได้บุคคลที่มีคุณภาพขนาดนี้ เข้ามาแทนทั้งหมด ผมคิดว่า โฉมหน้าการเมืองไทยน่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่าสนใจ

มีเหตุสำคัญสองประการที่เป็นจุดหักเหของการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกโจมตีอย่างหนัก

ประการที่หนึ่ง การบังคับให้ทุกคนต้องออกมาเลือกตั้ง มิฉะนั้น จะเสียสิทธิ์ต่างๆ ทางการเมือง ปรากฏว่า ทุกเขตมีประชาชนมาลงคะแนนเลือกตั้ง อย่างล้นหลาม ในกรุงเทพ ทำให้การจราจรติดขัดทั้งวัน และตลอดเวลามีคนมาลงคะแนนไม่ขาดสาย

นับเป็นนิมิตหมายที่ดีของระบอบประชาธิปไตย อันนี้ ก็ต้องชมความคิดของ สสร. เจ้าของไอเดีย แม้จะถูกคัดค้านอย่างหนัก เมื่อตอนร่างรัฐธรรมนูญ

จุดหักเหประการที่สอง คือ การห้ามหาเสียง และมีการควบคุมจำกัดอย่างเคร่งครัด ทั้งขนาดของโปสเตอร์ ทั้งวิธีการสื่อสารมวลชน ซึ่งเดิมถูกโจมตีอย่างหนัก จะเท่ากับเป็นการ ่งเสริม ระบบซื้อเสียง ทำให้คนใช้วิธีการหลบลงใต้ดินซื้อเสียงกันมากขึ้น

แต่ผลจากคะแนนเสียงของกรุงเทพฯ น่าจะเป็นภาพสะท้อนทีดีงามที่สุด แน่นอนบุคคลที่ออกสื่อเป็นประจำ ย่อมได้เปรียบคนอื่น แต่บุคคลที่มิได้ออกสื่อเป็นประจำ แต่ได้คะแนน มาอย่างชัดแจ้ง ทั้งที่มิได้มีการหาเสียงอย่างใหญ่โต แสดงถึงคุณงามความดีของผู้นั้น ที่สามารถจับใจกลางกลุ่มบุคคลที่นิยมชมชื่นในผลงานและมีกลุ่มสนับสนุนที่แข็งแรง

สิ่งที่น่าแปลกใจ คือ กลุ่ม NGO กลุ่มเอกชนธรรมดา ที่เป็นนักต่อสู้เรียกร้อง เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม และนักกิจกรรมสังคมได้รับเลือกเข้ามามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์แก้วสรร ครูหยุย ครูประทีป หรือ นายมีชัย รวมถึงทายาทอาจารย์ป๋วย ขวัญใจคนไทย นายจอน อึ้งภากรณ์

แสดงว่า ประชาชนชาวกรุงเทพนั้น ใครจะดูถูกภูมิปัญญาไม่ได้แล้ว ต่อไปนี้ ผลงานการต่อสู้ของเขา ถูกใจชาวกรุงเทพส่วนหนึ่ง และวันนี้ คือ รางวัลที่พวกเขาได้รับ แม้แต่ตัวเอง ก็ยังแปลกใจ

กลุ่มที่เป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์อิมรอน ซึ่งเป็นตัวแทนของเสียงชาวมุสลิม คุณผ่อง ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มใหม่ ชาวธรรมกาย คุณวิเชียรซึ่งเป็นตัวแทนพ่อค้า นักธุรกิจชาวจีน ก็ถือว่า เข้ามาอย่างถูกต้อง ตามกติกา มีสิทธิสมบูรณ์

ก็เข้าหลักรัฐศาสตร์ที่ว่า ประชาธิปไตยคือการปกครองโดยใช้เสียงของชนส่วนใหญ่ แต่เสียงและสิทธิของชนกลุ่มน้อย ก็ต้องได้รับการเคารพ

เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประชาธิปไตยแบบพวกมากลากไป ได้เข้าครอบงำ อกุศลเข้าสิงจิต ทำให้คนคิดร้ายต่อคนอื่น กลายเป็นพวกใหญ่ การไม่เคารพสิทธิของคนอื่น การก้าวก่ายถือว่า เสียงส่วนใหญ่ต้องถูกเสมอ ทั้งที่อาจถูกชักนำโดยผู้มีจิตคิดร้าย ผู้มีแผนต่อบ้านเมือง

การทำลายสิทธิมนุษยชน สิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ โดยการใช้อำนาจรัฐและสื่อมวลชน เข้าครอบงำ ที่ดำเนินติดต่อกันมา น่าจะถึงเวลายุติได้แล้ว

ผมคิดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะถือว่า เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งวงการเมือง ที่เราจะได้สภาที่ปรึกษาของ ส.ส. ที่เรียกได้ว่า เป็นสภาเปาบุ้นจิ้น ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน คุ้มครองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ต่ออำนาจมืดทั้งหลาย

ในยุคที่ประชาชนกำลังโหยหาความยุติธรรมอย่างยิ่ง หลายคนในจำนวนนี้ เป็นสื่อมวลชน เป็นเจ้าของสื่อ น่าจะเริ่มทบทวนบทบาทของตนเอง ว่า สิ่งที่ตัวเองได้ทำมาที่แล้วนั้น สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพียงใด มีการใช้อำนาจชั่วร้ายในทางที่ผิด ๆ หรือไม่

วันนี้ ท่านเป็นสมาชิกของวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติแล้ว น่าจะปรับบทบาทตัวเองหรือไม่ หรือจะยิ่งใช้อำนาจนี้ ให้เป็นคุณแก่ตัวเอง ในการทำร้ายคนอื่นมากขึ้น ทำบาปมากขึ้น

ถ้าเช่นนั้นก็อย่าลืมว่า วันนี้ท่านเป็นนักการเมืองสมบูรณ์แล้ว เสียงเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชน เกิน 50,000 คน ก็จะใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ถอดถอนหรือปลดจาก ตำแหน่งได้ เรียกว่า ถ้ามาดัง ถ้าจะตายก็ตายดัง แถมยังต้องไปรับกรรมหนักในยมโลกต่ออีกด้วย นะจะบอกให้

สิงห์ขาว


[หน้าหลัก][หน้า1][สหัสวรรษ]

1