ปีที่ 3 ฉบับที่ 962 ประจำวันศุกร์ที่ 3  เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

วิวาทะ

พระต้องกล้าหาญเป็นผู้นำสังคม

เหตุการณ์ต่อไปนี้เกี่ยวเนื่องกับพระศาสนา ศาสนาพุทธของเรานี่แหละ เรื่องนี้ล่วงเลยมานานตั้ง 80 ปีเข้าไปแล้ว

แต่ไม่น่าเชื่อเลย ผู้คนในเหตุการณ์คราวนั้น น่าจะล้มหายตายจากไปจนหมดแล้ว เพราะนานเหลือเกิน

ที่นำมาขยายใหม่ในวันนี้ เนื่องจากทนสงสัยอยู่คนเดียวไม่ไหว จึงนำความสงสัยนี้ออกมาแจก จะไม่ได้ถูกตำหนิว่า ถี่เหนียวในภายหลัง

เรื่องราวบางตอน มันคือ มันเหมือนกันอย่างกับว่า ก๊อปปี้มาอย่างไง อย่างงั้น

แต่บางตอนมันตรงข้ามกัน อยู่คนละขั้นกันเลยทีเดียว

สังเกตให้ดีจะประหลาดใจเข้าไปอีกว่า จุดต่างที่อยู่คนละขั้วนี่แหละ คือ สิ่งพึงประสงค์ของสังคมปัจจุบัน

ถือว่า เส้นตรงคือ เส้นทีมีมุม 180 องศา แม้จะต่างจุดต่างขั้ว ก็อยู่ในระนาบเดียวกัน ดังนั้น ที่ว่าอยู่คนละมุม คนละพวก จริงๆ แล้ว ก็อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ขอนิดเดียว เพียงแต่ ขจัดทิฐิมานะ ออกจากหัวใจ ให้ห่างออกไป ก็จะเหลือความเป็นคนเท่านั้น เป็นพุทธะเหมือนกัน และสำคัญ ล้วนแต่เป็นลูกแพะลูกแกะของตถาคต สมณะพระโคดมทั้งนั้น

ผมบอกไว้ก่อนแล้วว่า นานเมื่อ 80 ปีที่แล้ว นั่นคือปีพุทธศักราช 2463 นำเลขพ.ศ.นั้น ไปลบจากเลข พ.ศ.นี้ คือ 2543 ก็จะเหลือ 80 พอดี 

บ้านเมืองไทยของเรายังไม่รู้จักคำว่า ประชาธิปไตย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอำนาจ อย่าไปมองไกลว่า เป็นเผด็จการให้รกสมอง

ปี พ.ศ.นั้นเป็นแผ่นดินของล้นเกล้าฯ ร.6

ประเทศไทยตอนนั้น มีหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ แต่ละฉบับก็เสนอข่าวได้ค่อนข้างจะเป็นประชาธิปไตย เว้นห่างสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าใจก็ถือว่า ปลอดภัยแล้ว

เหยื่อของการนำเสนอให้เป็นข่าว และจัดว่ามันมหามันส์ หรือมันสุด ๆ หนีไม่พ้นเรื่องของศาสนา

ตัวเอกของข่าวเป็นพระดังทางถิ่นพายัพหรือพระเหนือ ถิ่นลำพูน ที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้

เอ้า .. ลืมบอกชื่อท่านไป

ชื่อของท่านที่พี่น้องหรือคนในท้องถิ่นภูมิลำเนาเดิมเรียกขานคือ ตุ๊เจ้าอ้ายฟ้าฮ้อง (หลวงพี่ฟ้าร้อง) บางคนก็เรียก ตุ๊เจ้าอินตาเฟือน (หลวงพี่ผู้ทำให้บัลลังก์พระอินทร์สะเทือน)

บางท่านคงจะเคยได้ชื่อนี้มาบ้างแล้ว แต่บางท่านคงสงสัยอยู่ว่า ใครหว่า ..??

ไม่ให้เสียเวลา บอกไว้เลย

ก็ครูบาศรีวิชัยไงล่ะครับ

ที่เรียกครูบาศรีวิชัยนั้น เรียกตามฉายาของท่าน ตอนบวชพระ ที่อุปัชฌาย์มอบให้คือ สิริวิชโย ภิกขุ

ต้องยกความดีความชอบ ความใจกว้าง และหลากมุมมองของสื่อสิ่งพิมพ์รุ่นนั้น ที่นำเสนอข่าวของครูบาศรีวิชัย ทั้ง 2 ด้าน

สิ่งดีงามของครูบาศรีวิชัยนำเสนอ เช่นว่า

ครูบาศรีวิชัยถือเคร่งในทางวิปัสสนา ฉันผลไม้และผักต้มกะเกลือ พริกไทย และฉันวันละหน ของคาวท่านไม่แตะ ถือว่า เป็นของมีวิญญาณ 

ถึงวันพระท่านจะงดอาหาร สวดมนต์ไหว้พระภาวนาเท่านั้น ประหยัดถ้อยคำ ไม่พูดมาก

ท่านมีหิริโอตตัปปะสูง ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ เมื่อมีผู้นำของมาถวาย ก็จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แจกจ่าย ถ้าเป็นเงินทองของมีค่า ก็จะสั่งให้นำเข้าทำบุญในพระศาสนาต่อไปอีก

สรุปก็คือ ท่านครูบาศรีวิชัย เป็นพระดี จึงมีผู้นิยมนับถือ จากปากต่อปาก ชักชวนกันไปทำบุญกับท่านมากมาย

อีกมุมมองหนึ่ง ที่สื่อให้ท่านติดลบก็คือ 

ครูบาศรีวิชัยไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นอุปัชฌาย์ แต่ท่านก็เป็นอุปัชฌาย์เสียเอง บวชกุลบุตรไปแล้วจำนวนมาก

มีคนเคารพนับถือครูบาศรีวิชัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากท้องถิ่นลำพูน ขยายไปถึงชาวจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เมืองปาย เมืองพร้าว เชียงดาว ทั้งคนในพื้นราบและพวกชาวเขา กะเหรี่ยง และเผ่าอื่น ๆ ชาวต่างประเทศเช่น พม่าและแขกอินเดีย ก็ขึ้นกับท่านเช่นกัน

สรุปก็คือ มีคนให้ความเคารพนับถือท่านมาก ไปไหนมาไหน มีแต่คนห้อมล้อม จนผู้มีอำนาจอิจฉา มองท่านเป็นผีบุญ อาจกระด้างกระเดื่องต่อแผ่นดิน กบฏต่อพระศาสนา ในโอกาสต่อไป

จากการเสนอข่าวทางหนังสือพิมพ์ และอีกทางหนึ่ง จากคำเล่าคำลือของคนทั่วไป ทำให้ครูบาศรีวิชัยถูกมองว่า เป็นเสี้ยนหนามต่อประเทศชาติ และพระศาสนา

ผู้ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ ประจำมณฑลฝ่ายเหนือ คือ พล.ท.ม.จ.บวรเดช มิได้ทรงนิ่งเฉย พระองค์ทรงบัญชาให้นำครูบาศรีวิชัยเข้ากรุงเทพฯ เพื่อชำระอธิกรณ์

ตอนนั้น ครูบาศรีวิชัยนั้น กำลังเป็นพระภิกษุหนุ่มใหญ่แต่สมถะ คือ อายุเพียง 40 ปีเท่านั้นเอง

ท่านไม่ขัดขืน หรือคิดจะฝ่าฝืนคำสั่ง ท่านคิดว่า ดี จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง คือ สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรศิริวัฒน์ (เจ้าคณะหนกลาง!)

เนื่องจากเป็นช่วงประชวร ทรงรับสั่งให้ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวน มีพระญาณวราภรณ์ และ พระธรรมไตรโลกาจารย์

ผลการสอบสวน คณะกรรมการเห็นว่า พระศรีวิชัย ไม่มีความผิด เพียงแต่อ่อนทางปริยัติเท่านั้น

การที่เฝ้าหวาดระแวงจนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว ใช้ระยะเวลายาวนานนั้น เป็นเรื่องของทางการบ้านเมือง วินิจฉัยให้ปล่อยตัวพระศรีวิชัย

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงอนุมัติคำวินิจฉัยนั้น และทรงมีพระเมตตาประทานค่าเสบียงส่วนพระองค์ แก่พระครูบาศรีวิชัยอีกส่วนหนึ่ง และทรงกำชับฝ่ายบ้านเมือง คือ เจ้าผู้ปกครองลำพูน เป็นธุระแก่พระครูบาศรีวิชัย ให้มีถิ่นที่อยู่โดยผาสุกสืบไป

ผมนำเรื่องนี้มาเสนอ เพียงแต่อยากให้ทุกคนรำลึกว่า จริง ๆ แล้ว เรื่องของพระสงฆ์ท่านบริหารกันได้ แต่เมื่อใดที่บ้านเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ผสมกับกระแสคือ คำเล่าลือต่างๆ นานา งานพระศาสนาจะยุ่งเหยิงทันที

คนมีกิเลสหนาก็มักจะทำกรรมหยาบ

คนมีกิเลสน้อยก็มักจะทำกรรมเบาบาง

พระกิเลสน้อยกว่าฆราวาส

คนโบราณเมื่อ 80 ปีมาแล้ว มองจุดนี้ ทะลุปรุโปร่ง ท่านจึงห้ามฆราวาสผู้มากด้วยกิเลสตัณหา เข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายเกินงามในพุทธจักรนี้ และทำตัวเป็นผู้นำสังคมมาตลอด เดินนำหน้าสังคมอย่างสง่าผ่าเผย 

แล้วถึงวันนี้ล่ะ ไม่มีคำตอบให้ถูกใจ บอกจากพูดได้คำเดียวว่า เศร้าอย่างสุดซึ้งที่มอบความเป็นผู้นำให้ฆราวาส ที่เกิดวานซืน พระสงฆ์ดูถูกตัวเองไปเสียแล้ว

โซตัส


[หน้าหลัก][วิวาทะ][สหัสวรรษ]

1