ปีที่ 3 ฉบับที่ 960 ประจำวันพุธที่ 1  เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

สหัสวรรษที่ 3

วัฒนธรรมแห่งสันติภาพโลก พูดที่นิวยอร์คปฏิบัติที่ปทุมธานี

วัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่สูญหายไปนานจากโลกมานานแล้ว แต่กำลังจะกลับมาใหม่อีกครั้ง เพื่อต้อนรับสหัสวรรษใหม่นี้ คือวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ

วัฒนธรรม หรือ ธรรมะแห่งความเจริญรุ่งเรือง ที่มิใช่ปรากฏแต่เพียงภายนอกที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่เป็นวัฒนธรรมภายใน คือจิตใจแห่งสันติภาพ นี่คือสิ่งที่โลก กำลังใฝ่หาด้วย ความโหยหาอย่างยิ่ง

ปีนี้ องค์การสหประชาชาติ โดยผ่านทางยูเนสโก ได้ประกาศให้ทศวรรษใหม่นี้ คือ ทศวรรษแห่งวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ นับตั้งแต่ปี 2000-2001

อะไรคือ วัฒนธรรมแห่งสันติภาพโลกกำลังพูดถึง

สัปดาห์ที่แล้ว เมืองไทยได้รับเกียรติต้อนรับอาคันตุกะชาวต่างประเทศจำนวนหนึ่ง ที่มาร่วมในงานมาฆบูชา จุดมาฆประทีปเพื่อสันติภาพของโลก บุคคลเหล่านี้หลายท่าน เป็นนักการศึกษาระดับปริญญาเอก ที่สนใจเรื่องการพัฒนาการศึกษาของโลก เรื่องสิ่งแวดล้อมของโลก เรื่องเยาวชนของโลก และที่โดดเด่นที่สุด คือเรื่องศีลธรรม และจริยธรรม ของโลก

บุคคลเหล่านี้มาด้วยจิตใจที่ดีงาม รักความสงบสันติสุข มาด้วยมิตรภาพไมตรีจิต มาด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นมาในเมืองไทย ประเทศเล็กๆ ที่เคยเต็มไป ด้วยสันติสุข และจิตใจอันดีงาม ความอุดมสมบูรณ์พูดสุขด้วยธรรมชาติ และอากาศสดใส

ประเทศเล็ก ๆ ที่มีวัดอันงดงามในพระพุทธศาสนาทุกหมู่บ้าน มีเสียงสวดมนต์เย็นไพเราะจับใจ สีแห่งจีวรเหลืองอร่ามทุกเช้า เมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาต

วัฒนธรรมแห่งสันติสุขที่อยู่คู่ประเทศไทยมานานเกือบพันปี

แต่วันนี้ ประเทศไทยเป็นข่าวไปทั่วโลก มีความโด่งดังอย่างยิ่งในเรื่องแหล่งยาเสพติด แหล่งโสเภณีที่ดังที่สุดในโลก ปัญหาเรื่องเอดส์ที่ลุกลามแก้ไม่ตก วัยรุ่นที่เอาอย่าง วัฒนธรรมตะวันตก การมั่วสุมโลกีย์ มอมเมา เอาแต่เรื่องสนุกสนาน ผู้นำบ้านเมืองที่เป็นตัวอย่างที่เลว การคอรัปชั่นระบาดทุกวงการ การใช้อำนาจเข้าครอบครองประเทศ ประชาชนคนดีอยู่ด้วยความหวาดกลัว

อาชญากรรมรุนแรงน่าสยดสยองขึ้นหน้าหนึ่ง และส่งต่อไปทั่วโลกด้วยความรวดเร็วของการสื่อสารสมัยใหม่ สังคมไทยวันนี้ไร้สันติสุข วัฒนธรรมไทยวันนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง

สังคมที่เข่นฆ่าประหัตประหารกันอย่างรุนแรง สังคมที่เต็มไปด้วยการใส่ร้ายป้ายสี การโกหกพกลม และวัฒนธรรมแห่งการมุ่งร้าย แบ่งแยก ทำให้เกิดการแตกร้าว ไม่เว้นแม้ใน หมู่ภิกษุสงฆ์ที่เคยงดงามด้วยศีลาจริยวัตร

แต่ภาพที่ชาวต่างประเทศนับร้อยได้เห็นเมื่อวันมาฆบูชา การจุดมาฆประทีปที่งดงามเป็นแสน แสงเทียนที่ส่องสว่างระยิบระยับเป็นทะเลแห่งประทีปสันติภาพ ก่อนหน้านั้น คือ การนั่งสมาธิอันสงบเงียบของชาวไทยกลุ่มหนึ่ง จำนวนนับแสน เขาถึงกับตะลึงไม่เชื่อสายตา

คนไทยในชุดขาวสะอาด นั่งสมาธิแผ่เมตตาจิตให้แก่สรรพสัตว์ของโลกทุกชนิด แผ่จิตใจที่เต็มไปด้วยสันติสุข พร้อมกันเป็นคลื่นมหาศาลด้วยความพร้อมเพรียงกัน

กว่าสองชั่วโมงแห่งพิธีกรรมอันเงียบสงบ ทั้งที่มีคนนับแสน วันที่เมืองเงียบสงบที่สุด ช่วงเวลาที่โลกเงียบสงบที่สุด

ชาวต่างประเทศท่านหนึ่งกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้เห็น ได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อสันติภาพ การเจรจาเพื่อสันติภาพ ที่เต็มไปด้วยเสียงดังแห่งการโต้เถียง การใช้วาจาโวหาร และสุดท้ายก็จบลงด้วยการทำเอกสารแจก แล้วทุกคนก็กลับบ้าน

และโลกก็ยังเต็มไปด้วยสงคราม ความเห็นแก่ตัว ความขัดแย้ง ความรุนแรง การแบ่งแยกผิว แบ่งแยกศาสนา ไม่ว่าจะมีการสัมมนาประชุมกันกี่ครั้ง ที่ไหนทั่วโลก ก็วนเวียนเป็น อย่างนี้ ไม่มีวี่แววที่จะเกิดสันติสุขของโลกได้

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้าได้เห็นวัฒนธรรมแห่งสันติภาพอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ ผู้คนนิ่งสงบไม่พูดกันเวลาร่วมพิธีกรรม ตั้งแต่เช้าตรู่ วัฒนธรรมแห่งการตักบาตร ซึ่งเพิ่งเข้าใจครั้งนี้ว่า เป็นการตัดความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ การเป็นผู้รู้จักให้ ให้ด้วยความสุข ไม่รู้สึกเสียดาย

ตอนสายทุกคนนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม ถือศีลแบบชาวพุทธ ไม่ทำชั่ว 5 ประการของชาวพุทธ ทำความดี ด้วยการเข้าวัด ยิ้มแย้มแจ่มใส เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นั่งรวมกันกินอาหารด้วยกัน เอกอาหารมาแบ่งกันเป็นกลุ่ม ชำระจิตให้สะอาด และรับฟังธรรมะ

ข้าพเจ้าได้เห็นวัฒนธรรมแห่งการทำบุญทำกุศลในตอนบ่าย พิธีทอดผ้าป่าและการถวายเงิน เพื่อบำรุงวัดสร้างวัด จนกลายเป็นอาคารใหญ่โตเป็นสิ่งก่อสร้างระดับโลก ก็มาจาก แรงศรัทธาของสาธุชนทั้งยากดีมีจน ก็ทำบุญตามกำลังตามศรัทธา เป็นภาพที่น่าปลื้มปิติ

และภาพอันมหัศจรรย์และพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีแห่งเดียวในโลก ที่ทำให้พวกเราชาวต่างประเทศทุกคน ขนลุก คือการนั่งสมาธิอันเงียบสงบกลางแสงจันทร์เต็มดวง เป็นวัฒนธรรมใหม่ของชาวโลก ที่ชาวตะวันตกไม่เคยสัมผัส แต่ข้าพเจ้ารู้สึกดื่มด่ำไปกับบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ และพลังมหาศาลของดวงจิตมนุษย์ที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

นี่คือ วัฒนธรรมแห่งสันติภาพ ที่สร้างสันติสุขให้กับโลกได้อย่างแท้จริง เป็นวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันจริง ๆ ฝึกกันจริง ๆ ลงมือทำจริง ๆ และกลายเป็นพิธีกรรมสืบเนื่องติดต่อ นับวันก็จะมีผู้มาร่วมงานมากยิ่งขึ้น เพราะผลที่ได้คือ ความสุขภายนอกจากความสงบ ภาพอันสงบ งดงามตา

แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ ความสงบภายใน ที่ทำหน้าที่ชำระล้างจิตใจให้หมดกิเลส ตัณหา ทำจิตใจให้สะอาด ทำจิตใจให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำจิตใจให้เกิดสันติสุข ทำจิตใจให้เกิด สันติภาพ

นี่เอง คือวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ ที่โลกกำลังใฝ่ฝันหา และนึกไม่ถึงเลยว่า จะได้มาเห็นในประเทศไทย ประเทศเล็ก ๆ ที่ได้ยินแต่ภาพพจน์ในความเลวร้าย ณ วันนี้จะกลายเป็น ผู้นำแห่งวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพของโลกที่แท้จริง ขอให้อดทนหนักแน่นทำต่อไป เมืองไทยยิ่งใหญ่แน่นอน

ฟังแล้วปลื้มดีไหมครับ ชาวสันติสุขของโลกกลุ่มน้อย ที่คนไทยด้วยกันรุมรังเกียจ แต่คนอื่นเขาชื่นชม ก็เอามาเล่าให้ฟังเป็นกำลังใจ ทำดีต่อไปครับ หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลา พิสูจน์คน

สิงห์ขาว


[หน้าหลัก][สหัสวรรษ][วิวาทะ]

1