ปีที่ 3 ฉบับที่ 957 ประจำวันเสาร์ที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 |
ขบวนการซื้อประเทศไทย ล้มพุทธให้ได้โดยใช้สว.
วันนี้ทั่วกรุงเทพเปรอะไปหมดด้วยโปสเตอร์หาเสียงของผู้สมัคร สว. การเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งแรกในเมืองไทย การทดลองระบอบประชาธิปไตยในระบบใหม่
หลังจากที่ใช้ระบบ แต่งตั้ง
พรรคพวกของตนเอง เข้ามาคานอำนาจ ส.ส. แต่ที่สำคัญก็คือ เพื่อเสริมฐานอำนาจทางการเมือง
ระบบวุฒิสมาชิกที่เลียนแบบมาจากประเทศอังกฤษ หลังจากที่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทานรัฐธรรมนูญ
ฉบับแรกให้กับประชาชนคนไทย
และผู้ร่างรัฐธรรมนูญยุคนั้น ก็เลือกระบบอังกฤษเป็นต้นแบบ คือมีสภาขุนนาง ที่แต่งตั้งมาจากบุคคลระดับสูง และสภาล่างที่เลือกมาจากชาวบ้าน
เหตุผลที่ต้องมี 2 สภา ก็เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญยุคนั้นเห็นว่า คนไทยยังอ่อนหัดในเรื่องประชาธิปไตย เมื่อเลือกผู้แทนเข้ามา ก็อาจจะเลือกผิด
เลือกเอาคนไม่มีความรู้ ความ
สามารถ เข้ามา เลือกเอาโจรเข้ามา เลือกเอานักเลงผู้มีอิทธิพล เจ้าของบ่อนการพนัน
เลือกเอานายทุนเข้ามากอบโกยชาติ
เลือกเอานักหากินทางการเมือง
ที่เข้ามาหากิน
เพื่อส่วนตัวเป็นอาชีพ
ต้องยอมรับว่า คนร่างรัฐธรรมนูญรุ่นแรกเห็นการณ์ไกล เพราะทุกวันนี้ ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไม่มีผิด และก็แก้ไขยากเสียด้วย เพราะบุคคลเหล่านี้ ก็อยู่ยงคงประพันทุกการเลือกตั้ง เป็นส.ส.ผูกขาดทุกสมัย และก็ผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนประเทศไทยชุดแล้วชุดเล่า ไม่ยอมไปไหน แม้กระทั่งทุกวันนี้
การสร้างระบบควบคุม 2 ชั้น ด้วยการวุฒิสภา หรือสภาพี่เลี้ยง เอาไว้ทำหน้าที่กลั่นกรองงานของบรรดาส.ส.อ่อนหัด ไร้การศึกษา ไร้ศีลธรรม และจอมขี้โกงดังกล่าว
ที่คอยจับตาดู พฤติกรรม คอยกลั่นกรองออกกฎหมาย มิให้กฎหมายชั่วๆ หลุดออกมาจาก ส.ส.ชั่วๆ
น่าเสียดายที่ระบบนี้ถือว่า ล้มเหลวไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ เพราะนอกจากบรรดาวุฒิสมาชิกในอดีต ไม่สามารถเป็นพี่เลี้ยงหรือควบคุม ส.ส. ได้เท่าไรนัก
เพราะบรรดา วุฒิสมาชิก ก็ถูกแต่งตั้งมาจากนักการเมืองที่มีอำนาจ ซึ่งก็มาจากบรรดาส.ส. นั่นแหละ
จึงกลายเป็นยำเนื้อยำเต่า วนเวียนกัน มีการวิ่งเต้นเกาะขานักการเมือง เพื่อจะได้ไปนั่งประดับเกียรติในสภาหินอ่อนใส่สายสะพาย โก้หรู เอาไว้ถ่ายรูปประดับบ้าน
มิหน้ำซ้ำ
ยังหวังอภิสิทธิ์ในการได้รับสิทธิพิเศษในการคุ้มครองจากสภา แม้เป็นคดีก็ไม่ต้องขึ้นศาล ถ้าสภาไม่อนุญาต ต้องรอจนหลุดจากตำแหน่งเสียก่อน
และเราก็เห็นชัดเจนในอดีต วุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ก่ออาชญากรรมฆ่าคนตาย แต่สภาก็ยังคุ้มครองให้ คดีก็ดำเนินไป แต่เจ้าตัวก็ยังลอยนวล ทำอะไรไม่ได้
คนจึงอยากจะเป็นวุฒิสมาชิก เพราะไม่เพียงแต่เกียรติยศชื่อเสียง แต่ยังหมายถึงสิทธิพิเศษอีกมากมาย
แต่วันนี้ การเมืองได้พลิกผันอย่างรวดเร็ว มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับประชาชนที่มีการเดินขบวนสนับสนุนชักธงสีเขียวอ่อนทั่วประเทศ
เกิดมีการเลือกประชาชนชั้นนำ
จากทั่วประเทศ มาตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่า สสร.
ที่มีคนดังสองคนออกหน้า คือ คุณอนันต์ ปันยารชุน กับ คุณอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นหัวโจก และในที่สุด ก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถือว่า เป็นฉบับในฝันที่สุด
เอารัฐธรรมนูญ
จากทั่วโลกมาพิจารณา แล้วอะไรที่ดีๆ
ก็หยิบเอามาใส่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนนี้
และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ก็คือ ยกเลิกการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก แต่ให้ใช้วิธีเลือกตั้งแทน แต่เพื่อให้สมกับเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับในฝัน
จึงได้ตั้งกติกาไว้อย่างละเอียดยิบ เพื่อมิให้มีการหาเสียงกันอย่างอึกทึกครึกโครม ใช้เงินใช้ทองแบบการเลือกตั้งสส. ซึ่งเปิดโอกาสให้เต็มที่
เพราะถือว่า การเป็นวุฒิสมาชิกที่จะเป็นพี่เลี้ยงสส. ก็ต้องมีวุฒิภาวะให้สมเกียรติ ต้องดังจริง เก่งจริง ไม่ต้องโฆษณา ถ้ายังต้องโฆษณา แปลว่า ยังไม่ดังจริง ยังไม่เก่งจริง ยังไม่แน่จริง
และที่สำคัญก็คือ ต้องไม่ให้พรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องมิให้ผู้มีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่ได้ และนี่เอง คือความวุ่นวายทุกวันนี้
ที่ต้องตีความ
ให้ยุ่งกันไปหมดว่า คำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครอบคลุมแค่ไหน
และมีหลายคนที่ถูกตัดสิทธิ์ว่าสมัครไม่ได้ กลายเป็นข่าวใหญ่ ต้องไปฟ้องศาล และในที่สุด ศาลก็ตัดสินชัดเจน เช่น กรณีของ ดร.อิมรอน มะสุลิม
ที่ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจาก
เป็น
กรรมการคณะกรรมการกลางอิสลาม ปรากฏว่า ศาลไม่เห็นด้วย ก็ตัดสินยกเลิกคำสั่งของ กก.ต. ทำให้หน้าแตกไปทั้งประเทศ
คราวนี้ เลยวุ่นวายกันใหญ่ เพราะหลายคนไม่ได้ฟ้องใน 7 วัน หมดสิทธิ์ไปแล้วหรือไม่ หรือว่า ถือเป็นมาตรฐานทั่วประเทศ ว่า คำสั่งตัดสิทธิ์ของ กก.ต. ถือว่า โมฆะหมดหรือไม่ หลายคนได้เบอร์ไปแล้ว ก็หาเสียงต่อไม่สนใจ ผมคิดว่า ใครสอบได้ก็คงให้มีการฟ้องกันให้ยุ่งไปหมด หลังวันที่ 4 มีนาคมนี้ เอ้า .. ก็ว่ากันไป
แต่ประเด็นที่น่าสนใจมิได้อยู่แค่ตรงนี้ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นธรรมดาของผู้หาเสียง และการทดลองระบบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งครั้งแรกก็คงวุ่นวายอย่างนี้
ต่อไปถ้าเข้าที่ ก็คงจะดีเอง ก็แก้ไขกันไป ถือว่าถึงอย่างไรก็ดีกว่า ระบบปล่อยให้นักการเมือง แต่งตั้งพรรคพวกเข้ามา อย่างที่ทำมาหลายสิบปีแล้ว เปิดโอกาสให้ชาวบ้านธรรมดา ที่มีคุณวุฒิจริง เก่งจริง เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงส.ส.บ้าง
แต่ที่น่ากลัวก็คือ ไม่เพียงแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากห้ามโฆษณาประชาสัมพันธ์ จึงเปิดโอกาสให้มีการซื้อเสียงอย่างล่ำสัน เป็นขบวนการของบรรดาเจ้าพ่อท้องถิ่น เจ้าของบ่อนการพนัน ผู้มีอำนาจรัฐ นายทุนอิทธิพลที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
และที่น่าขนหัวลุกที่สุดคือ ศาสนาหนึ่งที่แฝงกายมาอย่างเงียบเชียบ ในการทุ่มเทเงินนับพันล้านทั่วประเทศ รู้กันทั่วในบรรดาผู้สมัคร ซื้อประเทศไทยแล้วล้มพุทธให้ได้ ก็ครั้งนี้แหละ
สิงห์ขาว