นครราชสีมา

NAKHON RATCHASIMA

ด้านหน้า : ดวงตราประจำจังหวัด ภาพอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าประตูชุมพล

FRONT SIDE : CHANGWAT SEAL THE LADY "KHUN YING MO" STANDING IN FRONT OF THE CITY GATE

ด้านหลัง : สถานที่หรือสิ่งของที่น่าสนใจ ปราสาทหินพิมาย

BACK SIDE : IMPORTANT PLACE OR THING PHI MAI SANCTUARY

ระยะทางจากกรุงเทพฯ : FAR FROM BANGKOK ประมาณ 259 กิโลเมตร/ABOUT 259 KMs.

คำขวัญ "เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน"

ดวงตราประจำจังหวัดเป็นภาพประตูชุมพล ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แสดงให้เห็นถึงความเป็นเมืองโบราณ ส่วนภาพอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี คือคุณหญิงโม ซึ่งรวบรวมชาวเมืองออกสู้รบกับกองทัพกบฏของเจ้าอนุวงศ์จนได้รับชัยชนะ ประตูชุมพลนั้นเป็นประตูเมืองโบราณ สร้างขึ้นในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา (ปี 2199 - 2231) ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการสร้างกำแพงเมืองและป้อมปราการ รวมทั้งได้มีการสร้างประตูเมืองไว้ 4 ประตู ได้แก่ ประตูพลแสน (ประตูน้ำ) ทางทิศเหนือ ประตูไชยณรงค์ (ประตูผี) ทางทิศใต้ ประตูทางทิศตะวันออก และประตูชุมพล ทางทิศตะวันตก ปัจจุบันประตูและกำแพงเมืองได้ถูกรื้อสูญไปหมดแล้ว คงเหลือเพียงประตูชุมพลซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีสงวนรักษาไว้เป็นโบราณสถานเมื่อปี 2480 สำหรับท้าวสุรนารี นั้น เดิมชื่อ โม เป็นบุตรของนายกิ่ม และนางบุญมา เกิดเมื่อปี 2314  แต่งงานกับพระยามหิศราธิบดี (ทองคำ) พระยาปลัดเมืองนครราชสีมา เมื่ออายุได้ 25 ปี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ (บุตรเจ้าศิริบุญสาร) ผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ล้านช้าง และเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของไทย ต้องการเป็นเอกราช จึงได้ยกทัพใหญ่มาตีไทย โดยได้เดินทัพไปถึงเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2369 ขณะนั้นเจ้าพระยานครราชสีมาและพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาเดินทางไปราชการที่เมืองขุขันธ์ กองทัพเจ้าอนุวงศ์จึงได้เข้ายึดเมือง ยึดทรัพย์สิน และให้เพี้ยรามพิชัย ซึ่งมีกำลังทหารประมาณ 2,000 คน กวาดต้อนผู้คนเป็นเชลยศึกเดินทางกลับไปเวียงจันทน์ก่อน ในบรรดาเชลยศึกได้มีคุณหญิงโมรวมอยู่ด้วย ซึ่งคุณหญิงโมได้วางกลอุบาย ในระหว่างการเดินทางให้ผู้หญิงไทยยั่วยวน หน่วงเหนี่ยว พวกทหารให้เดินทัพช้าลง และให้หลอกขอมีด จอบ เสียมมาใช้ซ่อมเกวียน ทำอาหาร เพื่อที่จะนำมาลอบตัดไม้เป็นอาวุธแอบซ่อนไว้ ระหว่างที่เดินทางไปพักอยู่ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ แขวงเมืองพิมาย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2369 เชลยศึกชาวไทยก็สบโอกาสหลอกล่อมอมเหล้าทหารจนเมามายไร้สติ จากนั้นก็เข้าแย่งอาวุธฆ่าฟันทหารล้มตายเป็นจำนวนมากจนแตกพ่ายไป ขณะเดียวกันกองทัพเจ้าอนุวงศ์ก็ได้รับข่าวว่ากรุงเทพฯ ได้ส่งทัพขึ้นไปช่วย จึงเลิกทัพกลับเวียงจันทน์ ภายหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์คุณหญิงโมให้เป็น ท้าวสุรนารี และแต่งตั้งพระยาปลัดเป็นเจ้าพระยามหิศราธิบดี ท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2395 อายุได้ 81 ปี เดิมได้มีการสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ที่วัดศาลาลอย อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา ภายหลังเจดีย์ชำรุด ทางราชการและประชาชนได้ร่วมกันสร้างกู่ขนาดเล็กเพื่อใช้บรรจุอัฐิของท่านไว้ที่วัดนารายณ์มหาราช อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา ต่อมากู่ได้เสื่อมโทรมลง ทางราชการและประชาชนจึงได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์เป็นรูปเหมือนท้าวสุรนารีในท่ายืน ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงเทพฯ หล่อด้วยทองแดงรมดำ ความสูง 1.85 เมตร บรรจุอัฐิของท่านไว้ นำไปประดิษฐานที่หน้าประตูชุมพล อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2499 เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รำลึกถึงวีรกรรมของท่าน ต่อมา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2510 ได้มีการบูรณะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีใหม่ โดยสร้างฐานรองรับให้สูงขึ้นเป็น 6.25 เมตร และมีงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี เป็นประจำทุกปี ในระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน

ปราสาทหินพิมายเป็นปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ห่างจากตัวจังหวัดนครราชสีมาไปตามถนนสายมิตรภาพ (โคราช - ขอนแก่น) ประมาณ 60 กิโลเมตร เมืองพิมาย หรือวิมายะปุระ เป็นเมืองโบราณในลุ่มแม่น้ำมูล มีความรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ เป็นศูนย์กลางของการติดต่อระหว่างเมืองพระนครของอาณาจักรกัมพูชา และบ้านเมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 บริเวณกลางเมืองเป็นที่ตั้งของปราสาทหินพิมาย ซึ่งเป็นพุทธศาสนสถานในลัทธิมหายาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างปราสาทหินนครวัดของกัมพูชา โดยลักษณะของหลังคาปราสาทหินพิมายนี้เป็นต้นแบบของการก่อสร้างปราสาทนครวัดในเวลาต่อมา รูปแบบทางศิลปกรรมของปราสาทส่วนใหญ่เป็นศิลปเขมรแบบบาปวน ปราสาทหินพิมายตั้งหันหน้าไปทางทิศใต้ สันนิษฐานว่าเพื่อให้รับกับถนนที่ตัดมาจากกัมพูชา ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของกัมพูชา ตัวประสาทล้อมรอบด้วยกำแพง 3 ชั้น สร้างด้วยหินทรายสีแดง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงด้านทิศเหนือและทิศใต้ยาวด้านละ 220 เมตร ส่วนกำแพงด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาวด้านละ 277.50 เมตร กำแพงชั้นแรกเรียกว่ากำแพงเมือง ปัจจุบันคงเหลือให้เห็นประคูทางด้านทิศใต้คือ ประตูชัย กำแพงชั้นกลางมีซุ้มประตู 4 ทิศเป็นคูหาติดต่อกันโดยตลอดเรียกว่า โคปุระ ถัดเข้าไปเป็นลานกว้างมีสระน้ำใหญ่อยู่สี่มุม ถัดจากลานเป็นกำแพงชั้นในลักษณะเป็นระเบียงคด มีทางเดินกว้าง 2.35 เมตร เดินทะลุถึงกันได้ตลอดทั้ง 4 ด้าน หลังคามุงด้วยแผ่นหิน ตัวปราสาทมีลักษณะเป็นพระปรางค์ใหญ่ สร้างด้วยหินทราย มีฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง กว้าง 18 เมตร ความยาวรวมทั้งมุขหน้า 32.50 เมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 18 เมตร ภายในเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สภาพว่างเปล่า ฝาผนังสลักลวดลายในเรื่องของพระพุทธเจ้าปางมารวิชัย หน้ามุขพระปรางค์ออกไปทางทิศใต้มีปราสาทหินลักษณะเป็นพระปรางค์ขนาดรองลงมาอีก 2 องค์ องค์ทางทิศตะวันออกสร้างด้วยศิลาแลงเรียกว่า ปรางค์พรหมทัต มีฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้าง 14.50 เมตร สูง 11.40 เมตร ภายในประดิษฐานรูปพระเจ้าพรหมทัตและนางอรพินท์ ปัจจุบันรูปทั้งสองได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ องค์ทางทิศตะวันตกสร้างด้วยหินทรายสีแดงเรียกว่า ปรางค์หินแดง กว้าง 11.40 เมตร สูง 15 เมตร จากสภาพปราสาทหินที่ปรากฏสันนิษฐานว่า ประสาทหินทุกองค์ ซุ้มประตู กำแพง และการแกะสลัก น่าจะยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จดี ปัจจุบันปราสาทหินพิมาย ได้รับการจัดตั้งให้อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 09.00 - 16.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมสำหรับคนไทย 5 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 10 บาท

เว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดนครราชสีมา / WEBS ABOUT NAKHON RATCHASIMA

SAWASDEE THAILAND

SunSITE THAILAND

ท่องเที่ยวทั่วไทย ไม่ไปไม่รู้

ท่องเที่ยว TOUR THAI

เที่ยวเมืองไทยกับนายสบายที่นี่

Home / Index / Next / Previous

1