นครศรีธรรมราช NAKHONSITHAMMARAT |
|
ด้านหน้า
: ดวงตราประจำจังหวัด
พระบรมธาตุเปล่งรัศมีล้อมรอบด้วย 12 นักษัตร FRONT SIDE : CHANGWAT SEAL THE BIG PAGODA OF WAT PHRA MAHATAT OF NAKHONSITHAMMARAT AROUND THE SEAL ARE GROUPED THE ANIMALS REPRESENTING THE CYCLE OF TWELVE YEARS |
|
ด้านหลัง
:
สถานที่หรือสิ่งของที่น่าสนใจ
หนังตะลุงเมืองคอน BACK SIDE : IMPORTANT PLACE OR THING MUANG KHON'S SHADOW PLAY |
|
ระยะทางจากกรุงเทพฯ : FAR FROM BANGKOK ประมาณ 780 กิโลเมตร/ABOUT 780 KMs. |
คำขวัญ "เมืองประวัติศาสตร์ พระธาตุทองคำ ชื่นฉ่ำธรรมชาติ แร่ธาตุอุดม เครื่องถมสามกษัตริย์ มากวัดมากศิลป์ ครบสิ้นกุ้งปู"
ดวงตราประจำจังหวัดเป็นภาพพระบรมธาตุเปล่งรัศมี แสดงถึงองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ปูชนียสถานซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวพุทธ ล้อมรอบด้วยรูปสัตว์ ตามปี 12 นักษัตร แสดงถึงแคว้นศิริธรรม นครโบราณ ซึ่งมีเมืองขึ้น 12 แห่ง ใช้ตรารูปสัตว์ตามปีนักษัตรเป็นตราประจำเมือง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 ได้แก่ เมืองสาย ใช้ตราหนู (ชวด) เมืองตานี ใช้ตราวัว (ฉลู) เมืองกลันตัน ใช้ตราเสือ (ขาล) เมืองปาหัง ใช้ตรากระต่าย (เถาะ) เมืองไทรบุรี ใช้ตรางูใหญ่ (มะโรง) เมืองพัทลุง ใช้ตรางูเล็ก (มะเส็ง) เมืองตรัง ใช้ตราม้า (มะเมีย) เมืองชุม ใช้ตราแพะ (มะแม) เมืองบันไทยเสมอ ใช้ตราลิง (วอก) เมืองสะอุเลา ใช้ตราไก่ (ระกา) เมืองตะกั่วถลาง ใช้ตราหมา (จอ) และเมืองกระใช้ตราหมู (กุน) สำหรับองค์พระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ภายในบริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.นครศรีธรรมราช ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อปี 854 โดยเจ้าชายธนกุมาร พระนางเหมชาลา และบาคู (นักบวช) ชาวลังกา ได้นำพระทันตธาตุมาบรรจุไว้ในเจดีย์เล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นตามแบบศิลปะศรีวิชัย ต่อมา เมื่อปี 1093 พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช (พระเจ้าจันทรภาณุ) ได้สร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น จึงได้บูรณะก่อสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่เป็นทางศาญจิ จนถึงปี 1770 เมื่อมีพระภิกษุจากลังกาไปตั้งคณะสงฆ์ขึ้น จึงได้มีการบูรณะเจดีย์ให้เป็นไปตามสถาปัตยกรรมแบบลังกาตามที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักโบราณคดีที่สันนิษฐานว่า พระบรมธาตุน่าจะถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 เนื่องจากมีรูปทรงเจดีย์แบบลังกา คล้ายระฆัง หรือโอคว่ำ มีปล้องไฉน 52 ปล้อง ยอดสุดของปล้องไฉนหุ้มไว้ด้วยทองคำสูง 6 วา 1 ศอก แผ่เป็นแผ่นหนาเท่าใบลาน น้ำหนัก 800 ชั่ง (960 กิโลกรัม) ความสูงจากฐานถึงยอด 37 วา 2 ศอก ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม มีรูปช้างตั้งอยู่โดยรอบวิหารทับเกษตรหรือพระระเบียงตีนธาตุ บริเวณรอบฐานทำเป็นซุ้มมีรูปหัวช้างยื่นออกมา สันนิษฐานว่าใช้เป็นขื่อคานรับองค์พระเจดีย์ มีจำนวน 22 ซุ้ม คั่นด้วยซุ้มเรือนแก้วครอบพระพุทธรูปปางประทานอภัยอีก 24 ซุ้ม แต่ละซุ้มมีลักษณะศิลปะต่างกัน บ้างได้อิทธิพลจากศิลปะแบบลพบุรี บ้างมีลักษณะคล้ายศิลปะแบบสุโขทัย รอบพระบรมธาตุมีเจดีย์ 158 องค์ ทุกปีในวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชา จะมีงานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะจัดขบวนแห่ผ้าพระบฏนำขึ้นไปถวายสักการะองค์พระบรมธาตุ
หนังตะลุงเป็นมหรสพที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงของภาคใต้ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากหนังชวา เพราะตัวหนังมีลักษณะคล้ายกัน ชาวพื้นบ้านเรียกว่า "หนัง" หรือ "หนังควน" สันนิษฐานว่ามีการละเล่นกันมาอย่างน้อยตั้งแต่ช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ส่วนคำว่า "หนังตะลุง" เป็นคำที่ชาวภาคกลางใช้เรียกมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังชาวภาคใต้จึงได้นำไปใช้เรียกตาม อุปกรณ์ที่สำคัญในการละเล่นคือ ตัวหนัง ซึ่งทำจากหนังวัว หนังควาย หรือหนังแพะดิบ หนังที่ใช้กันมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ หนังธรรมดา ซึ่งเป็นหนังที่ยังไม่ผ่านการฟอก นำมาขูดด้วยกะลามะพร้าว เพื่อเอาเนื้อ พังผืด และสิ่งสกปรกออก แล้วนำไปแช่น้ำส้มสายชูอ่อน ๆ เพื่อล้างให้สะอาด เมื่อผึ่งแห้งดีแล้วจึงนำไปแกะ และหนังแก้ว ซึ่งเป็นหนังที่ผ่านการฟอกแล้ว มักนิยมใช้หนังของวัวตัวเมียหรือหนังลูกวัวเพราะมีขนาดบาง หากเป็นหนังหนาจะต้องแล่ให้เป็นแผ่นใสบางคล้ายพลาสติกก่อน หนังแก้วเป็นที่นิยมใช้ทำตัวหนังกันมาก เพราะสามารถระบายสีได้สวยงามกว่าหนังธรรมดา การแกะสลักตัวหนังจะใช้สิ่วขนาดต่าง ๆ ตอกสลักตามลวดลายที่มีการออกแบบไว้ก่อนแล้ว ตัวหนังที่นำมาใช้ในการแสดงจะมีขนาดสูง 1 - 2 ฟุต มีไม้ซีกประกบอยู่กลางตัว แขนมีเดือยห้อยไม้ชักให้เคลื่อนไหวได้ การแสดงจะใช้เพียงบทพากย์และเจรจา ไม่มีบทร้อง ดนตรีที่ใช้ประกอบ เช่น กลอง ทับ ปี่ ฉิ่ง โหม่ง กรับ เป็นต้น ปัจจุบันหนังตะลุงเป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช ราคาของหนังตะลุงแต่ละตัวจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับความประณีตของงานและขนาดของตัวหนัง
เว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดนครศรีธรรมราช / WEBS ABOUT NAKHONSITHAMMARAT