return to
dhamma tips

4Z
r's Dhamma Tips
  สมาธิร้อยสาย
 

Back to previous page   Go to next page

 

Last updated
11-06-1999


ฝึกอย่างนี้สิ เป็นทางสายตรง

เคยพบเจอะเจอมานักต่อนักแล้วที่ยึดติดกับวิธีฝึกของตนอย่างเดียวเท่านั้นว่า นี่แหละเป็นทางสายตรง แล้วพาลจู่โจมป้ายร้ายวิธีอื่น

ทางสายตรงนั้นแล้วแต่ทางใครทางมัน แต่ละคนถนัดฝึกหัดต่างวิธีกันไป โรคบางอย่างไม่ต้องกินยา แต่รอให้ได้พักผ่อนหน่อยก็หายได้ บางโรคต้องทานยาสารพัด เพียงแต่ให้เข้าใจใช้ปัญญาแยกให้ออกระหว่างสมมติวิมุติ หยาบละเอียด นอกใน รูปนาม ธาตุธรรม แล้วจะฝึกวิธีใดก็ได้แหละ

มุ่งใช้ความรู้จากการอ่านเรียนรู้มา สู่การปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง ยิ่งกว่านั้นแล้ว แค่รู้แจ้งเห็นจริงยังไม่พออีก ยังไม่ใช่จุดสูงสุด ยังต้องใช้ความรู้นั้นเพื่อสะสางอาสวะกิเลสให้ได้ ให้กลับไปสู่สภาวะทิพย์ที่เคยเป็นตั้งแต่ต้น แล้วเข้าสู่นิพพานให้ได้

ยิ่งกว่านั้นเส้นทางที่ต้องฝึกฝนยังอีกไกลไม่ใช่ง่าย ขอให้ฝึกสมถะกรรมฐานให้ได้ฌานก่อน อย่างน้อยต้องให้ได้ขั้นอุปจาระสมาธิ เอาแค่นี้ให้ผ่านก่อนดีกว่า


เทียบสาย

ขั้นของสมาธิตามที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านอธิบายไว้ ช่วยให้เข้าใจวิธีฝึกธรรมกายได้ดีขึ้นมาก เพราะธรรมกายมีวิธีฝึกที่แปลกแตกต่างจากวิธีอื่นและไม่กล่าวอ้างอิงเทียบสายเทียบชั้นกับวิธีอื่นเท่าใดนัก

อุคคหนิมิต = อุปจารสมาธิ = ดวงแก้วชัดเจนแจ่มใส สามารถบังคับให้สูง ต่ำ ใหญ่ เล็ก ได้ตามประสงค์ และเปลี่ยนสีเป็นสีใสสะอาด เป็นระดับที่ใช้อารมณ์ฌานในการวิปัสสนาและใช้ทำงานได้

ปฏิภาคนิมิต = อัปปนาสมาธิ = ปฐมฌานขึ้นไป = ดวงแก้วมีสีขาวใสสวยสดงดงาม มีประกายคล้ายดาวประกายพรึก อารมณ์สงบเงียบ อารมณ์จิตแนบสนิทไม่เคลื่อนไหว แม้เสียงจะดังกังวานเพียงใด จิตก็ไม่หวั่นไหว (ขั้นปฏิภาคนิมิตนี้สูงกว่าที่ผู้รู้ท่านอื่นซึ่งกำหนดข้อสังเกตุไว้ว่า เป็นขั้นที่สามารถกำหนดย่อขยายนิมิตได้ชำนาญเท่านั้น โดยไม่ได้เริ่มจากการเกิดประกายพรึก ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ช่วงการฝึกย่อขยายขนาดนิมิตนั้นเป็นช่วงต่อระหว่างอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต)

ธรรมกายฝึกเพ่งดวงแก้ว เดินกายเดินดวง ซ้อนกายสับกาย ซ้อนสับทับทวี จึงเป็นการฝึกอุคคหนิมิต ในขั้นอุปจารสมาธินี้จิตยังสามารถใช้ทำงานได้ จึงยังกำหนดนิมิตให้ย่อขยายแล้วซ้อนกัน และเปลี่ยนเป็นสีใสสะอาด

ธรรมกายฝึกพิสดารกายสุดหยาบสุดละเอียด ตั้งดวงปฐมมรรคมีประกายคล้ายดาวประกายพรึก ทำกายและดวงที่ซ้อนกันอยู่ให้ใสสะอาดทุกกายและทุกดวง เป็นขั้นฝึกปฏิภาคนิมิตในระดับปฐมฌาน ซึ่งจิตจะนิ่งสงบไม่เคลื่อนไหวแต่มีกำลังสูงขึ้นกว่าเดิมมาก

ธรรมกายฝึกเดินอุคคหนิมิต - ปฏิภาคนิมิต – อุคคหนิมิต – ปฏิภาคนิมิต ติดต่อกันไปให้ชำนาญเพื่อให้จิตคุ้นกับการทำงานพร้อมกับมีจิตสงบเป็นหลักแนบแน่นขึ้นเรื่อยๆ เตรียมการไว้เพื่อออกสนามสู้กับกิเลสตัวจริง


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2541

เทียบกาย

เมื่อเราฝึกสมาธิจนจิตและกายมีความละเอียดขึ้นเรื่อยๆ กายซึ่งเป็นธาตุหยาบให้จิตอาศัยจะมีสภาวะสอดคล้องกับสภาพระดับชั้นของจิตใจไปพร้อมกัน คล้ายกับตอนเราตายไปแล้วต้องละทิ้งร่างมนุษย์นี้ออกไป แล้วเกิดกายใหม่ตามสภาวะของบุญกรรมที่สร้างสมมา ธรรมกายฝึกให้พิจารณากายและสะสางธาตุธรรมในแต่ละกายในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่นี่แหละ เพราะกายต่างๆล้วนซ้อนกันอยู่แล้ว เมื่อจิตละเอียดขึ้นจะสามารถรับรู้ถึงสภาวะของแต่ละกาย

กายมนุษย์ = จิตในสภาพปกติธรรมดา

กายทิพย์ = จิตในขั้นอุปจารสมาธิ = ภพสวรรค์

กายพรหม = จิตในขั้นรูปฌาน = ภพรูปพรหม

กายอรูปพรหม = จิตในขั้นอรูปฌาน = ภพอรูปพรหม

ตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายอรูปพรหมนี้ ใช้กำลังของสมถะสมาธิ ต่อจากนี้ไปเป็นกายธรรม ซึ่งใช้กำลังของวิปัสสนาและตาพระธรรมกาย จัดการกับขันธ์ห้า อายตนสิบสอง ธาตุสิบแปด อินทรีย์ยี่สิบสอง อริยสัจจ์สี่


กายปลอม จิตเดียว

ปัญหาหนึ่งซึ่งผู้เริ่มฝึกธรรมกายเจอะเจอแล้วทำให้เลิกฝึกต่อก็คือ หลับตาลงแล้วไม่เห็นดวงไม่เห็นกายที่ตำราบอกไว้ สงบอย่างไรก็ไม่เห็น ยิ่งอยากเห็นยิ่งไม่สงบ พอเห็นบ้างแล้วอยากให้เห็นชัดขึ้น กลับไม่เห็นอีกแล้ว

ก่อนอื่นอย่าสนใจกับของปลอมของจริงให้มากนัก สิ่งที่มองเห็นในจิตเป็นเหมือนภาพที่เราฝันเห็น ไม่ได้ผ่านตาเนื้อ แต่เป็นภาพที่คิดนึกขึ้นในจิตเหมือนว่ากำลังฉายภาพบนสมอง ภาพนิมิตที่เห็นด้วยจิตนี้ย่อมมีความเป็นจริงในระดับสัมพัทธ์กับความละเอียดของจิต แม้จะไม่มีตัวตนจับต้องได้ด้วยกายหยาบ แต่ก็มีตัวตนในระดับของจิต นับว่าเป็นของจริงขึ้นมา

ขั้นแรกสุดของการเพ่งดวง เริ่มจากนึกภาพดวงแก้วที่เราจำได้ขึ้นมาก่อน แล้วเพ่งดวงแก้วจนกระทั่งเกิดดวงปฐมมรรคเป็นปฏิภาคนิมิต เป็นการใช้ดวงแก้วที่เราจำได้เป็นของปลอมเพื่อใช้ฝึกจิต

ต่อจากนั้นเพ่งเข้าที่กลางของกลางดวงปฐมมรรคดิ่งเข้าไปเรื่อยๆ ในขณะนั้นเราจะไม่รับรู้สภาพของกายว่ามีตัวตนอยู่อย่างไรซึ่งอาจทำให้สติขาดที่ตั้งที่อาศัย ดังนั้นจึงให้กำหนดภาพกายทิพย์เกิดขึ้นขยายจากกลางดวงขึ้นมา แล้วให้วางดวงที่กลางกายทิพย์แล้วเพ่งเดินดวงเดินกายเกิดกายและดวงต่อไป (แบบนี้เรียกว่า ดวงนิ่ง เดินกาย)

อีกหนทางหนึ่ง ในขณะที่จิตดิ่งเข้ากลางดวงเห็นกายใหม่ใสละเอียดขึ้นกว่ากายเดิมนั้น พลังจากดวงที่จิตดิ่งเข้าไปจะส่องประกายออกมาสะสางธาตุธรรมกายหยาบภายนอก ดังนั้นแทนที่จะมุ่งกำหนดให้เกิดกายใหม่ผุดขึ้นจากกลางดวง อาจเลือกสะสางธาตุธรรมของกายเดิมให้กลายเป็นกายใหม่ที่ละเอียดขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยเพ่งเข้ากลางดวงให้พลังขยายออกมาห่อหุ้มและล้างกายหยาบ วิธีนี้น่าจะสอดคล้องกับการตั้งจิตที่จุดเดียว ณ กลางกาย และจิตนี้จะรับรู้สภาพของกายในแต่ละขณะจิตได้โดยตลอด และจะรับรู้ขนาดของกายละเอียดซึ่งจะมีขนาดโตเต็มที่ขยายขึ้นด้วย (แบบนี้เรียกว่า กายนิ่ง เดินดวง)

อีกแง่หนึ่งเป็นการตีภาษาในตำรา ที่ว่าเพ่งเข้ากลางดวงแล้วจะเห็นกายใหม่ผุดขึ้นมานั้น เป็นไปได้ว่ากายที่ผุดขึ้นเกิดจากดวงที่เปล่งประกายออกมา ทำให้กายละเอียดขึ้นตามรัศมีของดวง โดยเริ่มละเอียดขึ้นแผ่ออกมาจากศูนย์กลาง ซึ่งดูเหมือนเกิดกายใหม่ผุดขึ้น หากเป็นเช่นนี้แล้ว เดินกายย่อมเท่ากับเดินดวง

ใครถนัดเดินกายหรือเดินดวงได้ทั้งนั้น ฝึกให้ชำนาญทั้งสองวิธีเพราะจะเป็นฐานการฝึกเข้านิพพานด้วยกายธรรมและการฝึกเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ต่อไป ทั้งนี้ต้องไม่เพลินกับการเดินกายและดวงจนลืมฝึกให้เข้าขั้นฌาน


วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2541

สร้างบุญบนถนน

กรุงเทพรถติด ขับรถไร้วินัย ชีวิตเสียเวลาไปบนถนน คนรีบเร่งไปให้ถึงที่หมาย คนทุกข์เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเวลา แต่บนถนนนี่เองที่เราสามารถให้ทานกับผู้อื่น ฝึกเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เอื้อเฟื้อเพื่อนร่วมใช้ถนน และพร้อมกันนั้นไม่เอาเปรียบผู้อื่นที่ใช้ถนนด้วยกัน อย่าเอาแต่ขับตามใจฉันจนถูกด่าข้างหลัง

บุญสร้างได้บนถนน สมาธิก็ฝึกได้บนถนน ยามขับขี่ให้มีสติอยู่กับการขับรถ ยามรถติดให้ฝึกภาวนาในใจ อย่าฝึกสมาธิจนทำให้จิตไม่อยู่กับการขับขี่


Back to previous page   Go to next page


 

1