return to dhamma tips |
4Zr's Dhamma Tips |
||
---|---|---|---|
สมาธิร้อยสาย | |||
|
|||
Last updated |
เดินพลังปราณ เมื่อจิตรวมตัวเกิดกำลังมากขึ้นด้วยสมาธิ แล้วจะนำพลังนี้ไปใช้วิปัสสนาก็ได้ หรือจะนำไปใช้สร้างเสริมสุขภาพร่างกายก็ได้ ไม่น่าฝึกสมาธิเพื่อประโยชน์ของจิตใจอย่างเดียว เพื่อใช้พลังให้คุ้มค่า เพ่งเข้ากลางของกลางดวง หมุนปั่นเจาะกลางดวงให้สว่างไสว หลอมกายกลั่นดวงให้เป็นดวงเดียวกัน ให้ใสสะอาดและเปล่งประกายออกมารอบด้าน นี่เป็นวิธีแรก หากต้องการเดินลมปราณแบบจีน ให้รวมพลังอัดเข้ากลางกายเป็นดวงสว่างเล็กๆ แล้วเดินดวงสว่างนี้ลงจากกลางกายไปที่ก้นกบผ่านทางใต้ผิวหนังหน้าท้องด้านหน้า แล้วเดินลมปราณไหลขึ้นจากก้นกบไปยังศรีษะผ่านทางกระดูกสันหลัง แล้วเดินลมปราณลงจากศรีษะกลับไปที่ศูนย์กลางกายทางใต้ผิวหนังด้านหน้าอีก เป็นอันครบวงจรลมปราณ วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 เมื่อภาวนาไม่ขาดตอน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ภาวนาในใจตลอดว่า สัมมา อะระหัง น่าแปลกว่า ทำไมเรายังมีสติมีจิตใจควบคุมตนเองให้ทำอะไรต่ออะไรอยู่อีก จะดูหนังฟังเพลงต่อไปก็ได้ แสดงว่าตัวภาวนาเป็นการนึก ส่วนตัวคิดนั้นภาวนาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย หรือตัวคิดใช้กระตุ้นให้นึกคิดถึงความทรงจำในคำบริกรรมช่วงแรกเท่านั้น แล้วก็ปล่อยให้นึกบริกรรมต่อไปเองเหมือนเปิดเทปซ้ำๆ ลองกำหนดสติตามรู้คำบริกรรมทุกขั้นทุกจังหวะ คราวนี้หมดโอกาสคิดเรื่องอื่นแล้ว สตินี่เกี่ยวข้องกับการคิดรู้ ดังนั้นภาวนาต้องมีสติตามทุกประโยคทุกคำทุกจังหวะตัวอักษร ภาวนาเพื่อสงบแล้วจับตัวสติ จับตัวคิดให้ได้ หรี่ตาเพ่งกสิณ ทำสมมติให้เป็นวิมุติ ประโยคหัวข้อนี้เป็นคำสอนของหลวงปู่ดู่ หลับตาลงแล้วนึกภาพดวงแก้ว จนเห็นได้ชัดเรียกว่าเป็นอุคคหนิมิต สามารถบังคับย่อขยายขนาดดวงแก้ว แล้วเปล่งแสงประกายพรึก เรียกว่าเป็น ปฏิภาคนิมิต ขั้นแรกนี้ต้องฝึกกับของปลอมที่สมมติขึ้นนี้ให้ชำนาญก่อน จนกระทั่งจิตรวมตัวกันเห็นดวงปฐมมรรค สว่างไสวเปล่งประกายใสสว่าง เริ่มเป็นของจริง เวลาจะหลับได้นั้น กายต้องสบาย ดังนั้นอย่าปล่อยกายให้สบายเกินไป คอยควบคุมให้นั่งตัวตรงเสมอ ไม่ต้องพิงพนัก หลายคนเอาแต่ท่องจำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นของคู่กันแต่ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุว่าสิ่งใดเป็นเหตุ ที่จริงทุกตัวเป็นเหตุได้เหมือนกันแล้วแต่ว่าใครมีความพร้อมอยู่แล้วแค่ไหน ถ้าอยากมีสมาธิ ทำจิตให้สงบได้ ต้องหยุดภาระผูกพันทั้งกายและใจให้ได้ ทำตนให้เป็นคนดี ใช้สติปัญญาเลือกวิถีทางที่ถูกต้อง ไม่ใช้ใช้ความอยากและกิเลสนำ บางคนเอาทางสายกลางเป็นหลักนำศีล เลยเพี้ยนไปว่าทางสายกลางของใครกัน พอยึดว่านี่แหละเป็นทางสายกลางของฉัน ไม่สนใจว่าพอดีกับศีลหรือไม่ แต่ขอให้พอดีกับชีวิตของตนก็แล้วกัน เข้ากับสังคมรอบข้างได้ อย่างนี้ไม่ใช่ทางสายกลาง แต่การหันมาสู่ทางสายกลางของธรรมะนั้นต้องค่อยๆดัดค่อยๆแก้กันไป บางทีต้องใช้หนามบ่งหนาม ใช้พิษแก้พิษเสียก่อน แล้วจึงได้กลางจริงๆ |