return to
dhamma tips

4Z
r's Dhamma Tips
  สมาธิร้อยสาย
 

Back to previous page   Go to next page

 

Last updated
11-06-1999


วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2541

ลมหายใจสายลวง

ปกติเรามีลมหายใจเข้าออกกันอยู่แล้ว สามารถรู้สึกถึงกระแสของลมหายใจที่ตกกระทบผ่านหลอดลมและจมูกได้ตลอดเวลา เพียงแต่เราไม่ได้ใส่ใจกับความรู้สึกนี้เพราะเอาแต่ใส่ใจกับการใช้ชีวิตเรื่องอื่น

แต่พอจะฝึกให้รู้ตามจังหวะลมหายใจขึ้นมา กลับไปฝืนลมหายใจตามธรรมชาติให้กลายเป็นลมหายใจที่เราสามารถรู้ตามได้ขึ้นมาอีก ลมหายใจสายลวงนี้อยู่ภายใต้การควบคุมสั่งการของเราเอง เป็นเพราะเริ่มฝึกจึงยังไม่คุ้นเคยกับการเฝ้าดูอยู่เฉยๆ

มุ่งเฝ้าตามดูและรู้อาการของลมหายใจเหมือนว่า กายนี้ไม่ใช่เรา ลมหายใจนี้ไม่ได้เป็นของเรา เราไม่สามารถสั่งการให้ลมหายใจเข้าออกหรือหายใจแรงค่อยแต่อย่างใด เราต้องรู้ทันว่ากำลังเฝ้าตามดูลมหายใจที่เป็นไปตามธรรมชาติของมันเองหรือไม่ หากไม่สามารถปล่อยลมหายใจให้เคลื่อนไหวอย่างที่มันเคยเป็น แสดงว่าเราไปใส่ใจ แทรกแซง และกังวลกับการเฝ้าดูมากเกินไป ซึ่งแก้ไขได้โดยกระจายความสนใจจากการจับลมหายใจไปยังร่างกายทุกส่วน ให้กายสบาย ผ่อนคลาย และสงบลง แล้วจะรู้สึกถึงอาการเคลื่อนไหวของกระแสลมหายใจเด่นชัดขึ้นมาเอง

นอกจากลมหายใจสายลวงเกิดขึ้นได้จากการกำหนดกระแสลมขึ้นเองดังกล่าวแล้ว ลมหายใจสายลวงยังเกิดขึ้นได้จาการคิดและนึกขึ้นมาเองได้ด้วย เมื่อจิตเฝ้าดูลมหายใจจนเพลินจนเกิดความคุ้นเคยบ่อยครั้งเข้า จะเกิดความทรงจำของทั้งอาการลมหายใจและอาการตามรู้ พอจิตเผลอนิดเดียวจะยกความทรงจำนี้มาแทนการตามรู้ของจริง กลายเป็นว่าเราเปลี่ยนมาเฝ้าดูความทรงจำของตนเอง เรียกว่าฉายหนังเก่าหลอกให้ดูแทนก็ได้

สภาพการฝึกจับลมหายใจ ต้องเริ่มจากลมหายใจปกติตามธรรมชาติของเราเอง เคยหายใจสั้นยาวแรงหรือค่อยอย่างไรมาก่อน ก็ปล่อยให้เป็นไปตามเดิม แล้วจับตามรู้อาการของลมหายใจที่รู้สึกนั้น เมื่อกายสงบขึ้นจะทำให้ลมหายใจแผ่วบางลงจนดูเหมือนหยุดหายใจ แต่จิตที่มีกำลังจะยิ่งสามารถตามรู้อาการของลมหายใจได้ชัดเจนโดยตลอด


วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2541

ใช้กายฝึกจิต ละกายเหลือจิต

กว่าจะฝึกสมาธิได้จนเหลือแต่จิตเหลือเด่นอยู่นั้น ต้องฝ่าฟันกับเวทนาอารมณ์ที่เกิดกับกายให้ได้ก่อน แม้นั่งสมาธิแบบปิดตาแล้วยังมีหู จมูก ลิ้น กายที่ทำหน้าที่อย่างดีจนแทบจะหาความสงบไม่ได้ จิตถูกรบกวนทั้งเสียงนาฬิกาดังติ้กต้อก อากาศร้อน กลิ่นควันอาหาร น้ำลายที่มาคั่งอยู่ในปากรอให้กลืน และที่เจอะเจอเสมอคือ อาการเมื่อยขบเมื่อนั่งนาน

การใช้กายฝึกจิต เป็นการใช้หนามบ่งหนาม เพียงแต่หลีกเลี่ยงไม่ใส่ใจกับสิ่งรบกวนอารมณ์เหล่านั้น แล้วหันไปใช้กายส่วนของลมหายใจเป็นสิ่งให้จิตรู้และระลึกแทน ค่อยๆทำให้จิตรวมตัวทีละน้อยจนหูจมูกลิ้นกายสงบลงเหมือนหยุดทำงาน

จุดประสงค์หลักในการฝึกสมาธิ คือต้องฝึกจิตจนมีกำลังมากขึ้นกว่าเดิมก่อน แล้วจึงนำกำลังจิตไปใช้ต่อสู้กับกิเลสต่างๆ และได้รู้จริงเห็นจริงต่อสิ่งสมมุติที่เราต้องละจนเหลือแต่สิ่งแท้จริง ทั้งนี้ไม่ควรมุ่งแต่ใช้ปัญญาพิจารณาเร็วเกินไป เพราะปัญญาที่ใช้เพียงความรู้จากการเล่าเรียน จากการฟัง และจากความรู้สึกนั้น เป็นปัญญาที่ยังมีสิ่งหลอกลวงและยังห่างไกลจากปัญญาจากการใช้สติที่มีกำลังอยู่มาก อารมณ์สมถะจึงเป็นกำลังสำคัญของวิปัสสนา ยิ่งจิตมีกำลังมากขึ้นเท่าใด ยิ่งเกิดปัญญาและใช้สะสางกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ได้มากขึ้นเท่านั้น

อารมณ์ที่ผูกพันกับกายเป็นทั้งเวทนาและสัญญาความทรงจำ ความจำนี่แหละที่ช่วยนำการรับรู้สัมผัสทางกายมาตีความเป็นอารมณ์เวทนา เมื่อละกายเสียแล้วจะทำให้เวทนาและสัญญาหมดตามไปด้วย อย่างไรก็ตามสัญญาความทรงจำนี้ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ขึ้นกับความคิดของจิตเอง เป็นตัวกระตุ้นจากภายในที่ต้องทำให้สงบด้วยสมาธิ เพื่อให้เหลือแต่จิตที่มีกำลัง สงบแต่พร้อมต่อการใช้งาน

วิธีละอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับกาย สามารถใช้ปัญญาช่วยได้ด้วย ให้พิจารณารูปกายกับหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แยกกายออกเป็นส่วนประกอบของธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ ช่วยลดความยึดติดกับรูปกายและทำให้จิตเด่นขึ้นมาก เพียงนึกว่าเราตายแล้วคงเหลือแต่จิต ภาระหน้าที่ความห่วงใยและความรู้สึกทางกายจะหมดสิ้นลงทันทีเมื่อรูปกายของเราสลายไป


วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2541

กายหลับ จิตตื่น

สมาธิกับการนอนหลับมีจุดเริ่มเหมือนกันตรงที่ต้องปล่อยกายให้สบาย หาที่นั่งที่นอนให้สบายแล้วจึงจะเข้าสมาธิหรือหลับลงไปได้ ตอนที่เริ่มนั่งสมาธิต้องปล่อยวางภาระทางกายและใจทั้งหมด ทำกายให้สดชื่น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน จัดกระดูกสันหลังให้ตรง จะนั่งนอนหรือเดินก็ฝึกสมาธิได้ทั้งนั้น ส่วนจิตทำให้สดใสด้วยการสวดมนตร์ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลคุณงามความดีทั้งหลายที่เราสร้างสมมา อาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาคุ้มครองเกื้อหนุนให้ประสบความสำเร็จในการฝึกสมาธิ

เมื่อสงบกายได้แล้ว จิตจะเด่นขึ้นมาก ให้คอยกำหนดจิตตามรู้อาการของจิต อย่าปล่อยให้เผลอมิฉะนั้นจะหลับ จึงต้องยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นเป็นที่ระลึกรู้ของจิต ให้จิตอาศัยอยู่กับสิ่งนั้น จะเป็นการบริกรรมภาวนาหรือบริกรรมนิมิตก็ได้


หยุดคิด เริ่มนึก

คิดกับนึกเป็นคำที่เราใช้คู่กันอยู่เสมอ หากแต่ละคำมีความหมายที่ส่งผลต่อสมาธิต่างกันมาก การคิดเป็นการใช้จิตทำงาน อาจคิดถึงเรื่องที่ยังคั่งค้างแล้วคิดหาทางแก้ไข อาจคิดถึงคำสวดมนตร์ยาวๆที่ตนเองจำไม่ค่อยได้ อาจคิดถึงภาพนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใสหรือรูปพระพุทธรูปที่จำยังไม่ติดตา การคิดทำให้จิตไม่สงบและเสียกำลังจนจิตเหนื่อย ไม่สามารถรักษาและประคองสติได้นานๆ

ส่วนการนึก เป็นการนึกถึงสิ่งที่ตนทำจนคุ้นเคยแล้วและจำได้จนติดหูติดตา ให้ใช้การระลึกนึกถึงแทนการคิด จิตจะสงบรวมตัวง่ายขึ้นมาก


หยุดคิด หยุดนึก แล้วเริ่มกำหนดรู้ลงที่จิต

อย่าลืมว่าการนึกบริกรรมภาวนาหรือบริกรรมนิมิตนั้นเป็นอุบายที่ช่วยทำให้จิตช้าลง แล้วรวมตัวแนบแน่นเป็นสมาธิ คำที่ใช้บริกรรมและสิ่งของที่ใช้กำหนดเป็นนิมิตเป็นเหมือนของปลอมที่ใช้ฝึกจิตเพื่อค้นหาให้เห็นของจริง เมื่อจิตรวมตัวลงแล้วจะรู้สึกสงบสะอาดสว่างขึ้นแทน สิ่งที่นึกถึงตอนต้นจะหายไปเองและเราไม่ต้องห่วงหาตามนึกขึ้นมาอีก ระยะเวลากว่าจิตจะสงบจนละบริกรรมได้นี้ เร็วช้าต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งเราต้องหมั่นฝึกฝนให้เข้าสมาธิสู่จุดนี้ได้เร็วขึ้น

บางครั้งเราฝึกสมาธิก้าวหน้าจนจิตรวมตัวได้แล้วแต่เราไม่รู้ตัว อาจเป็นเพราะมุ่งบริกรรมมากไปหรือไม่ใช้สติตามรู้อาการของจิตในแต่ละจังหวะให้ดี กลายเป็นว่ามัวฝึกอยู่กับขั้นต้นนี่แหละ ดังนั้นเราต้องฉลาดรู้ขั้นตอนของสมาธิ แล้วฉวยโอกาสจังหวะเวลาที่จิตรวมตัวกัน กำหนดรู้ลงที่จิต แล้วฝึกขั้นตอนที่สูงขึ้นต่อไป

Back to previous page   Go to next page


 

1