ปีที่ 2 ฉบับที่ 790 ประจำวันเสาร์ที่ 11 เดือนกันยายน พ.ศ. 2542

สหัสวรรษที่ 3

สังคมน่าอยู่ เพราะเราช่วยกันสร้างความน่าอยู่ให้กับสังคม

พลังศรัทธาของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ ยิ่งเป็นพลังที่มาจากความรักบริสุทธิ์ที่มีต่อบุคคลที่เขารักและเคารพ มีความเชื่อมั่นในคุณงามความดี และเมื่อเขาเห็นบุคคล ที่มุ่งมั่นในการทำ แต่ความดี มาตลอดชีวิต กลับถูกใส่ความ ใส่ร้ายป้ายสี ด้วยความอิจฉาริษยา ที่มีคนเคารพนับถือมากมายมหาศาล มีคนเคารพกราบไหว้ทั่วประเทศ

พลังแห่งการแสดงออก จึงเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ เป็นพลังแห่งความรัก พลังแห่งความเมตตา กรุณา อยากให้อภัยต่อบุคคลที่เขาเคารพรัก ผ่านพ้นไป สิ่งที่เขากล้าทำ จึงเป็นสิ่ง ที่เหลือเชื่อ

เบื้องหลังเหตุการณ์วันที่หลวงพ่อธัมมชโย ไปปรากฏตัวที่กรมอัยการ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการสรุปสำนวนส่งกรมอัยการ สำนวนหลายพันหน้า ที่ทำกันเร่งวัน เร่งคืน จนแทบจะส่งไม่ทัน วันที่ 9 เดือน 9 ปี 99 กว่าสำนวนจะเดินทางมาได้ก็เกือบสี่โมงเย็น

ในขณะที่หลวงพ่อธัมมชโยและคณะ ไปนั่งรอตั้งแต่บ่ายโมงกว่า และแม้จะมีการออกข่าวน้อยที่สุด เพื่อมิให้ชาววัดส่วนใหญ่ ตระหนกตกใจ เพราะมีความเชื่อมั่นว่า น่าจะเป็นกระบวน การปกติที่ควรได้รับความยุติธรรม ตามปกติแล้ว ไม่ต้องกลั่วกลั่นแกล้ง ไม่มีอำนาจแฝง ไม่มีอำนาจมืดเข้ามาก้าวก่ายได้อีกแล้ว

แต่ชาวธรรมกายนับร้อย แต่งตัวในชุดสวยงามตามปกติ มิใช่ชุดขาวสะอาดบริสุทธิ์ ที่เคยใส่เช่นปกติ ก็ไปรอให้กำลังใจกันคับคั่งเช่นเดิม หลายคนเห็นหน้าก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นชาววัด แต่วันนี้ ทุกคนมาในฟอร์มแปลกกว่าทุกครั้ง แต่งตัวกันสวยงามเพริดพริ้ง

ผมถึงบอกว่า ถ้าใครจะปลอมตัว อ้างว่าเป็นชาวธรรมกาย แทรกตัวเข้าไปรับรองว่ายาก เพราะคนที่วัดนี้ เขาเห็นหน้ากัน จะเป็นเครื่องหมายการค้าไปแล้ว สามารถไล่เลียงกันได้ แทบหมดว่า ใครเป็นใคร ไม่ธรรมดาหรอกนะจะบอกให้

และวันนี้ตำรวจไทยก็น่ารักขึ้น ยิ้มแย้มแจ่มใส ตั้งแต่หัวหน้าชุดใหญ่สุด ไม่เครียดเหมือนทุกครั้ง ทุกคนก็ทำหน้าที่ปกติ หน่วยปราบจลาจลก็มาทำหน้าที่ปกติ คราวนี้มิใช่ดูท่าทางว่า จะมาเตรียมจับพระ เหมือนทุกครั้ง แต่มาทำหน้าที่ รักษาความสงบ ป้องกันเหตุร้ายจากผู้ไม่หวังดี

ซึ่งครั้งนี้ก็ยังมีแค่กระเส็นกระสาย ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกชาววัดสะกิดให้จับตาดู ผลสุดท้าย ตำรวจก็เข้าค้นตัว เจออาวุธกระจอกๆ เช่น ไขควง เหล็กแหลมเล็กๆ น้อยๆ มีชายฉกรรจ์ใน ชุดซาฟารี ยืนอยู่ห่างๆ คอยสั่งการ คอยกระซิบให้เคลื่อนกำลัง แต่ชาวธรรมกายไหวทันเสียก่อน และยืนประกอบเป็นจุดๆ แทบจะตัวต่อตัว และตำรวจก็ร่วมมือ อย่างวิเศษยิ่ง แหม อย่างนี้ ค่อยน่ารักหน่อย ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย

ที่ยังโกลาหลเหมือนเดิมก็คือ สื่อมวลชน ที่ยังคงตั้งกล้องแย่งกัน ถ่ายภาพงามๆ ก็เป็นธรรมดา อาชีพร้อน ที่ต้องการความร้อนรุ่ม เมื่อรักจะทำอาชีพนี้ในชีวิต ก็จะมีแต่ความร้อนติดตัวไป ตลอดชีวิตอย่างนี้ ก็ตามสบายนะน้องเอ๋ย

ผมเห็นรายการโทรทัศน์เริ่มใช้คำที่ถูกต้อง เรียกพระธัมมชโย และการเสนอข่าวก็เป็นไปในลักษณะที่ควรจะเป็นมากขึ้น ผมอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านพาดหัวฉบับใหญ่ ก็เป็นการเสนอข่าว ปกติ.. ไม่มีการแต่งเติมสีสันให้โหดเหี้ยมน่ากลัว เหมือนที่แล้วมา เออ… เริ่มน่ารักขึ้น

ถ้าจะยกเว้นบางฉบับ ที่ยังเรียกชื่อหลวงพ่อด้วยความเหยียดหยาม ด้วยอำนาจดำของกิเลสที่จับในใจจนแก้ยากแล้ว คนที่อยากจะลงนรกไปสู่ที่เขาชอบ คือที่แห่งความร้อนรุ่ม และพิพากษา รับโทษ วันนี้ใครอยู่ใกล้ๆ ก็ช่วยบอกเอาบุญเถอะ เขาเลิกกันแล้ว ยังไม่กลับใจอีกหรือ

เมื่อวานซืนนี้ จึงเป็นวันเมจิกเดย์ของชาวธรรมกาย ผมเห็นทุกคนกลับมาที่วัดด้วยสีหน้าแช่มชื่น แจ่มใส มาเล่าเหตุการณ์ประทับใจที่พวกเขาได้ทำหน้าที่แทนคนที่ไม่ได้ไป และถูกสั่ง ให้เฝ้าวัด ไม่ต้องไปกันให้มากมาย รวมถึงคนที่ให้กำลังใจอยู่กับบ้าน

ครับวันที่มีแต่เลข 9 แปลว่า วันก้าวพ้นแห่งความทุกข์โศก วันที่เราก้าว ก้าว ก้าวสู่ความสุข เพราะคนไทยชอบเลขเก้า แม้กระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องดำเนินไปตาม กระบวนการยุติธรรม อีกยาวนาน แต่ช่วงเวลาแห่งความหวั่นใจที่สำคัญ ได้ผ่านพ้นไปแล้วอีกขั้นหนึ่ง

ทองแท้ไม่กลัวไฟฉันใด แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังถูกคำกล่าวหาใส่ร้ายพระอรหันต์ ที่ใกล้พระองค์ทุกองค์ก็เลยโดนใส่ร้าย ต้องมีการพิสูจน์ความผิด พระเถระผู้ใหญ่ ในเมืองไทยก็เคยโดนกล่าวหาใส่ร้าย สิ่งที่สำคัญก็คือ ขอให้กระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์นั้น เป็นกระบวนการที่ยุติธรรม

เมื่อวานนี้ ชาวธรรมกายจึงไม่ต้องแห่แหนไปเป็นแสน เพราะเชื่อมั่นในการให้ความยุติธรรมของสถาบันอัยการ และต่อไปคือ ศาลสถิตยุติธรรม และที่น่าเป็นห่วง สำหรับเมืองไทยคือ เป็นการพิสูจน์ว่า คนไทยไม่เชื่อมั่น ในการรักษาความยุติธรรม ของสถาบันตำรวจแห่งชาติ เพราะแต่ละท่านที่ออกมาแถลงข่าว.. ให้สัมภาษณ์ แอบให้ข่าวสื่อมวลชน สร้างความตื่น ตระหนก ด้วยการขู่ให้เกิดความกลัว ให้ข่าวที่เป็นการหมิ่นประมาทผู้ต้องหามาโดยตลอด

ทั้งที่ผมเองก็มีเพื่อนที่เรียนจบกฎหมายมาด้วยกันไปเป็นบิ๊กๆ ในวงการพิทักษ์สันติราษฎร์นี้หลายคน เมื่อตอนเรียนหนังสือก็เป็นคนดี เรียบร้อย นิสัยน่ารัก แต่วันนี้หลายคน มีนิสัย เปลี่ยนไป ไม่น่ารักขึ้น แต่หลายคนก็ยังรักษาความดีไว้ให้มากที่สุด ยังคงเส้นคงวาตลอด

ก็ไม่ว่ากันครับ คนดีเราก็ชม คนทำผิดเราก็เตือน ถ้าทำผิดแล้วยังกลับใจได้ แม้แต่องคุลิมาลย์ จอมโจรอำมหิต ยังกลายเป็นอรหันต์ได้ เหลือเวลาอีกไม่นานเท่าไร จึงจะถึงสหัสวรรษใหม่ หันมาเร่งทำความดีใส่ตัว ไหว้พระไหว้เจ้า กราบผู้ทรงศีล ฟังธรรมะบ้าง

อย่างนี้เมืองไทยก็จะเริ่มน่ารัก น่าอยู่ครับ "สังคมน่าอยู่ เพราะเราช่วยกันสร้างความน่าอยู่ให้กับสังคม" ครับ

"สิงห์ขาว"


[หน้าหลัก][เจาะคน][วิวาทะ][สหัสวรรษ]

1