ปีที่ 2 ฉบับที่ 790 ประจำวันเสาร์ที่ 11 เดือนกันยายน พ.ศ. 2542 |
เป็นยุคแห่งความตกต่ำที่สุดของวงการสงฆ์ไทย
นับแต่ช่วงระยะเวลา 4
ปีที่ผ่านมานี้ พระภิกษุหลายรูป
ตกเป็นข่าวไม่สู้จะดีสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะพระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
มีลูกศิษย์ลูกหา จำนวนมาก ศรัทธา
กราบไหว้ เคารพบูชา
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ศาสนาพุทธมีความแข็งแกร่งที่สุดในโลก
ทว่าปัจจุบันเมืองไทยของเรากลับมีปัญหาเกี่ยวกับศาสนบุคคลในศาสนามากที่ใดในโลกเช่นกัน
ภาพการณ์ที่เกิดขึ้น
ทำให้พุทธศาสนิกชนแตกตื่นกับภัยพิบัติดังกล่าว
จึงพากันรวมตัวเป็นองค์กร
มูลนิธิต่างๆ
มีนัยเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนากัน
อย่างกว้างขวางทีเดียว
แต่ผมกลับมีความรู้สึกไม่สู้จะดีต่อองค์กรที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนา
(เฉพาะกิจ) ที่ออกมาเคลื่อนไหว
ใช้ความรุนแรง
ตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น ใน
พระพุทธศาสนา
รวมทั้งสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ทำหน้าที่ตัดสินแทนพระสังฆาธิการ
และคณะมหาเถรสมาคม มส.
ที่มีหน้าที่ปกครองดูแลสงฆ์
ให้เจริญงอกงาม ตามหลัก
พระธรรมวินัย
แม้ว่าสื่อมวลชนหลายสำนัก
จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา
เป็นมันสมองให้กับองค์กรนั้นๆ
แต่โดยพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นมันสมอง
ให้กับองค์กรนั้น แท้จริงแล้ว
หลายคน เคยบวชเรียนมีความรู้
ภูมิธรรมสูงส่ง
ทางด้านปริยัติก็จริง
ทว่าความรู้ที่คนเหล่านั้นได้รับไป
ไม่สามารถยังประโยชน์ให้ชีวิตของเขาเดินไปสู่จุดสูงสุดของพระพุทธศาสนาได้
จึงไม่มีค่าราคาอันใด
กับความรู้ที่คนเหล่านั้นมีอยู่
อาจกล่าวได้ว่าเป็นความรู้ที่สักแต่จำ
แต่ไม่ได้น้อมนำธรรมมาปฏิบัติเพื่อประโยชน์แห่งตน
ต้องอย่าลืมว่า
พระพุทธศาสนาของเราไม่ได้เน้นหนักแค่เพยงความรู้ปริยัติ
หากจะต้องมีความรู้
และประสบการณ์จากการกระทำด้วยตนเอง
นั่นคือการปฏิบัติ
ต้องควบคู่ไปกับ
การปริยัตินั่นเอง
ในเบื้องต้น
ทำไมผมจึงรู้สึกไม่สบายใจกับองค์กรเฉพาะกิจที่อ้างว่า
มีหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนา
คำตอบง่ายนิดเดียว ก็เพราะว่า
กลุ่มคนดังกล่าวไม่เข้าใจหลักธรรมะ
ในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
จึงออกมาเคลื่อนไหวด้วยความรุนแรงป่าเถื่อน
มีการกรีดเลือดประท้วง จุดไฟ
เผารูปจำลองพระสงฆ์
ใช้ภาษาถ้อยคำที่หยาบคายเรียกร้อง
โดยเฉพาะกลุ่มสงฆ์ 2000
ที่ออกมาเคลื่อนไหว
น้อยคนนักจะเข้าใจในความเป็นอยู่ของพระภิกษุ
และสามเณรไม่ได้ง่าย
สะดวกสบายอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน
ฉันแล้วก็นอน
รอกิจนิมนต์เงินหนาๆ
ผมไม่ปฏิเสธว่า มีพระภิกษุที่มี
พฤติกรรมเป็นกาฝาก
ในพระพุทธศาสนาทำนองนี้เป็นจำนวนมาก
แต่เนื้อนาบุญที่เราสามารถเพาะปลูกบุญเจริญงอกงามก็มีมากเช่นกัน
เนื้อนาบุญมีประมาณไม่น้อยในเมืองไทย
ปัญหาที่เกิดขึ้น
ควรที่พุทธศาสนิกชน
จะเลือกหว่านเมล็ดพันธุ์บุญลงในเนื้อนาบุญที่ใด
สำนักใด
ต้องใช้วิจารณญาณเข้าไปพิจารณา
ทำไมพระภิกษุสงฆ์จึงไม่เสียค่าเรือจ้าง
และค่ารถโดยสารประจำทาง
ผมขอย้อนอดีตสมัยที่หลวงพ่อโต
แห่งวัดระฆัง
ท่านต้องเข้าไปรับกิจนิมนต์
ถึงในวังพระเจ้าแผ่นดิน
จำเป็นที่จะต้องนั่งเรือจ้างข้ามฟาก
เมื่อถึงที่หมาย ปรากฏว่า
หลวงพ่อโตท่าน ไม่มี
เงินจ่ายค่าโดยสาร
เจ้าของเรือจ้างก็ไม่ยอม
หลังจากที่การต่อรองล้มเหลว
หลวงพ่อโตต้องเอาพัดยศ
จำนำไว้กับเรือจ้าง โดยบอกว่า
เมื่อมีเงินแล้วจะมาไถ่ถอนคืน
ครั้นหลวงพ่อโตเดินทางไปถึงวัง
พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็น
จึงตรัสถามหลวงพ่อโตไปว่า
ทำไมหลวงพ่อโตไม่นำพัดยศที่พระราชทานติดตัวมาด้วย
หลวงพ่อโตตอบว่า
อาตมาไม่มีเงินจ่ายค่าเรือจ้าง
จึงได้เอาพัดยศไปจำนำไว้
พระเจ้าแผ่นดินทรงกริ้วเป็นอย่างมาก
จึงออกประกาศให้พระภิกษุสงฆ์และสามเณรโดยสารเรือจ้างฟรี
ห้ามผู้ประกอบการเก็บเงิน
และขยายมาถึงรถยนต์โดยสารประจำทาง
ในเวลา ต่อมา
ทำให้พระและเณรไม่ต้องเสียค่าโดยสารเรือจ้าง
และรถประจำทาง
ปัจจุบันรถประจำทาง ข.ส.ม.ก.
และเรือจ้างข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา
ก็ไม่ได้เก็บค่าโดยสารพระเณร
แต่รถประจำทาง ข.ส.ม.ก.
ที่วิ่งผ่านตามถนน
เมื่อกระเป๋าเห็นพระยืนรอรถเมล์
กระเป๋าก็จะตะโกนว่า "ไอ้เสือเหลืองอยู่ข้างหน้า
เลยไปเลยลูกพี่"
พระที่ยืนคอยรถเมล์อยู่
ต้องเดินไปขึ้นป้ายที่มีผู้คนรออยู่มากๆ
รถเมล์จึงจะจอด
เนี่ยแหละครับ
ความเปลี่ยนแปลงของสังคมชาวพุทธในไทย
ทุกวันนี้
คนเห็นพระนุ่งห่มเหลือง
เป็นไอ้เสือเหลือง เป็นโจร
เป็นขโมย
บริจาคทรัพย์สินเงินทอง ให้พระ
ก็ต้องตรวจสอบว่า
พระจะเอาเงินทองไปทำอะไร
การทำบุญในพระพุทธศาสนา
จะต้องเอากฎหมายมาควบคุมแทนพระธรรมวินัยกันแล้ว
คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่กลับชาติมาเกิดกันทั้งนั้น
พ.ร.บ.ฆราวาสปกครองสงฆ์
จึงดังกระหึ่มขึ้น
ท่ามกลางความอดอยาก ของประชาชน
ความระส่ำระสาย
ของประเทศชาติที่ล่มสลาย
เพราะฝีมือข้าราชการกังฉิน
และนักการเมืองขี้ฉ้อ
โซตัส