ปีที่ 2 ฉบับที่ 787ประจำวันพุธที่ 8 เดือนกันยายน พ.ศ. 2542 |
ผมพยายามทำใจอุเบกขาแล้วก็อ่านพิมพ์ไทยหน้า 3 เมื่อวันก่อน คำถอดเทปของป้อมกับจารุวรรณ อ่านด้วยใจเป็นกลาง แล้วก็มองเห็นภาพจริง ของวงการข้าราชการไทย ที่มักจะมี หลังบ้านเป็นประตูใหญ่ เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ก็ตาม ก็แก้ตัวกันไป
แต่แวบแรกที่ผมนึกคือ มันเรื่องอะไรที่วัดพระธรรมกายจะต้องวิ่งเต้นล้มคดีศาลสงฆ์ ที่มีนายมาณพเป็นผู้ยื่นคำกล่าวหา คำกล่าวหานี้ ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร ขนาดนั้น เพราะถึงแม้จะให้นายมาณพถอนคำกล่าวหาได้ แต่คำกล่าวหาของนายสมพรก็ยังอยู่ มิได้มีผลต่อรูปคดีแม้แต่น้อยนิด
เพราะผมอ่านกฎนิคหกรรมกับกฎเรื่องการผิดจริยาของสงฆ์ครั้งใดก็ชัดเจนว่า ฆราวาสเป็นโจทก์ฟ้องไม่ได้ ได้แต่ตั้งข้อกล่าวหาเท่านั้น ส่วนกระบวนศาลสงฆ์ จะเชื่อหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของสงฆ์
และพอท่านเจ้าคุณพรหมโมลีท่านตัดสิน ก็มีฆราวาสไปฟ้องท่าน เพราะไม่ถูกใจและนึกว่าแน่ แต่คราวนี้สะใจครับ ท่านก็ฟ้องกลับ ด้วยคดีหมิ่นประมาท และแจ้งความเท็จ เสียเรียบร้อย เร็วทันใจ
ผมเห็นนายมาณพ พยายามมาออกข่าวแก้เกี้ยวว่า ภรรยาคนนี้หย่ากันแล้ว แต่เป็นการวางแผนซ้อนแผน อ้างว่าลูกศิษย์วัดมาเสนอเอง ตัวเองยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง และบรรดาสื่อ มวลชนพรรคพวกเดียวกัน ทีแรกก็พยายามอุ้มกันจนสุดตัว แต่ตอนหลังคงเห็นว่าไปไม่ไหว
อันที่จริงผมว่า ถึงเวลาแล้วครับ ที่กระทรวงศึกษาจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนพฤติกรรมของข้าราชการผู้นั้นเสียที โดยฐานะที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับคดี อยู่เฉยๆ ถอดเครื่องแบบออกแล้วไปยื่นคำกล่าวหาเป็นส่วนตัว ทั้งที่มิได้รับมอบหมายจากกรมศาสนาจากผู้บังคับบัญชา จะเป็นด้วยความอยากดัง หรือจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือไม่ก็แล้วแต่
แต่การที่ผู้บังคับบัญชาก็ยังนิ่งดูดายมาตลอด ถือว่าเป็นการผิดวินัยของผู้บังคับบัญชาเหมือนกัน
อันที่จริง กรณีวัดพระธรรมกายนี้ บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อสถานการณ์ ที่ถูกกระแสการเมืองเตะเป็นลูกตะกร้อ ที่น่าสงสารที่สุดคือ ตัวอธิบดีเอง นายพิภพ กาญจนะ เพราะทุกอย่าง ถูกคำสั่งเบื้องบนหักล้าง จี้ไฟตลอด แต่วันนี้ผมไม่สงสารคุณพิภพแล้ว
เพราะการที่ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาลอยนวล ทำการหยามหน้าอธิบดี ตัดหน้ารัฐมนตรี หรืออาจจะอ้างคำสั่งรัฐมนตรีก็ไม่มีใครรู้
แต่การที่ผู้บังคับบัญชาทุกระดับขึ้นไป ยังนิ่งดูดาย ก็ถือว่าสมรู้ร่วมคิด ละเว้นการกระทำที่ควรกระทำ ไล่ไปถึงรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้อง รับผิดชอบ จะปฏิเสธไม่รู้เห็น ไม่เกี่ยว ยังไม่ได้รับรายงานสไตล์แบบผู้นำบางคน เห็นจะไม่ได้
ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลแห่งกรรมนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เจ้าตัวที่เกี่ยวข้องทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจ และขบวนการพญายม ที่ออก ตรวจโลกทุกวัน ก็คงบันทึกความจริงในใจไว้หมดแล้ว เพราะมันลบไม่ได้หรอก เป็นบันทึกมหัศจรรย์รวมเอาไว้ชำระคดี ตอนที่ถึงวันสุดท้ายในชีวิต แล้วก็รับคำพิพากษาไป
เมื่อวันก่อน ที่สภาธรรมกายสากล มีการล่าลายเซ็นเพื่อขอความยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การที่นักการเมืองกระทำผิดรัฐธรรมนูญ กระทำและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในบรรดาข้อเสนอแนะให้ถอดถอนนักการเมืองท่านใดบ้าง มีหลายคนที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้ว
แต่มีอยู่หลายคน ที่เสนอข่าวน่าสนใจว่า ควรถอดถอนคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่รับผิดชอบสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 สถานีของ ทางราชการ แต่ปล่อยให้ภาคเอกชนกระทำการหยาบหยามพระผู้ใหญ่ ใช้เป็นเครื่องมือผิดกฎหมาย ดูหมิ่นและใช้ถ้อยคำมิบังควรออกอากาศ
นี่ยังไม่นับรายการตามหาแก่จันทน์ ที่หมิ่นประมาทดูหมิ่นเหยียดหยามวัดพระธรรมกายมาตลอด และยังคงกระทำผิดอาญาต่อเนื่องอยู่ทุกวันนี้ โดยผู้อำนวยการสถานี ทั้งที่ จะต้องทำหน้าที่แทน กบว.กลับรู้เห็นเป็นใจ นิ่งเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ นี่ก็ผิดระเบียบร้ายแรง ถือว่าสมรู้ร่วมคิด ต้องรับผลแห่งกรรมด้วย
ขนาดบริษัทน้ำมันบางจาก สปอนเซอร์ใหญ่ก็รับกรรมไปเรียบร้อย บริษัทแตกแยกเป็นเสี่ยง ผู้บริหารถูกประณาม ทั้งที่เป็นคนดีมีความตั้งใจดี มีความสามารถ กรรมการ ผู้จัดการเก่า ต้องลาออกกระทันหัน และวันนี้ กลายเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ แฉโพยกันยุ่งไปทั้งบริษัท
ผมเชื่อว่า คุณโสภณ สุภาพงษ์เป็นคนดี มีความสามารถที่ผมนิยมชมชื่นมาตลอด บริษัทบางจากก็เป็นบริษัทที่ดี ที่ผมเขียนยกย่องได้มากมาย แต่การที่คุณโสภณ คบคนพาล และสนับสนุนคนพาลไปร่วมเสวนาคบหาโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผิดมงคลที่หนึ่งของมงคล 38 อย่างร้ายแรง
สุดท้ายผลแห่งบาปก็นำความวินาศมาสู่องค์กร เป็นไฟร้อนที่เผาผลาญโดยไม่รู้ตัว เพราะไปสนับสนุนคนที่จ้องเผาบ้านคนอื่น ไฟนั้นก็ลุกกลับมาเผาบ้านตัวเอง พนักงาน เดือดร้อนไปด้วย
ผมเชื่อเรื่อง "กฎแห่งกรรม" ครับ วันนี้ค่อยๆ เริ่มเห็นกันแล้ว
ณ วันนี้ ผมเห็นด้วยที่คนหนึ่งแสนคนควรยื่นถอดถอนคุณหญิงสุพัตรา จากตำแหน่งด้วยทั้งที่ก็รู้ว่าเป็นคนดี มีความสามารถ แต่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้สุนัข ในบ้าน ไปเห่าหอน เที่ยวไล่กัดพระ กัดคนดีถือศีล ปล่อยให้สถานที่ราชการเป็นเครื่องมืออุปกรณ์คนทุศีล จะเห็นแก่ความสนิทสนมส่วนตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็มิสมควรที่จะรับ ตำแหน่งนี้ต่อไป
ครับ อย่าไปเอาผิดตัวเล็กๆ เลยครับ เอาตัวผู้ใหญ่นี่แหละ
กรรมไฮเท็ค ยุคสังคมไทยที่ก้าวสู่ยุคดิจิตอล มิใช่อนาล็อกที่เชื่องช้า เหมือนเคราะห์กรรมที่เกิดแก่ตำรวจ ที่จับสึกพระพิมลธรรมที่ไม่มีใครตายดีสักคน อย่างที่หลวงเตี่ยเล่า วันก่อน
พุทธภาษิตสอนไว้แต่ไม่เชื่อ "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว" เห็นกันชาตินี้ไปเลย
"กาขาว"