ปีที่ 2 ฉบับที่ 787ประจำวันพุธที่ 8 เดือนกันยายน พ.ศ. 2542

หน้า 1

มารดันนิคหกรรม ลุ้นหัวดำฟ้องพระ

เตรียมคลอดกฎนิคหกรรมใหม่หัวดำฟ้องพระ "สมศักดิ์" ยันนิคหกรรมใหม่ใช้กับวัดพระธรรมกายไม่ได้ กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ด้านตำรวจยังเดินหน้า ออกหมายจับ ศิษย์วัดพระธรรมกายเพิ่มอีก 2 คน รองเจ้าอาวาสวัดนครปฐม ถล่มพระพรหมโมลีตามเคย

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการให้นโยบายกับ คณะทำงานติดตาม และประสานการดำเนินงาน ตามมติมหาเถรสมาคม และคณะทำงาน พิจารณาแนวทางส่งเสริม มติมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ว่าด้วยกฎนิคหกรรม ซึ่งมีนายไพบูลย์ เสียงก้อง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ว่า ได้มอบหมาย ให้ คณะทำงาน แก้ไขปรับปรุง กฎนิคหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ในปัจจุบัน และให้มีความรัดกุมมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็น ที่ยังเห็นว่า มีช่องว่าง เช่น เมื่อมีผู้ยื่น ข้อกล่าวหา ตรวจสอบคุณสมบัติ ของผู้กล่าวหาให้เสร็จ ภายในกี่วัน และควรเรียกผู้ที่ถูกกล่าวหา มาแจ้งข้อกล่าวหา ภายในกี่วัน เป็นต้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในกฎนิคหกรรมยังได้ระบุว่า คฤหัสถ์สามารถฟ้องร้องได้ แต่ทำไมจึงยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยตนได้ขอให้ คณะทำงาน หยิบยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาเป็นตัวอย่าง และเมื่อมีการแก้ไขแล้ว ก็ขอให้มีการชี้แจงเหตุผล ข้อดีข้อเสียเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน เพื่อให้ที่ประชุม มหาเถรสมาคม ได้พิจารณา ต่อไป

นิคหกรรมใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง

ส่วนที่ว่า การแก้ไขกฎนิคหกรรมนี้ เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว จะนำไปใช้กับกรณีของวัดพระธรรมกายได้หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ แต่ถ้าหากพิจารณาเสร็จ ในระหว่างที่คดี ยังไม่สิ้น สุด การนำไปใช้ ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ แต่โดยปกติในทางปฏิบัติแล้ว กฎหมายจะไม่มีผลย้อนหลัง

ด้านนายไพบูลย์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นการแก้ไขกฎนิคหกรรม ตามที่กรมการศาสนานำเสนอ แล้วเห็นควรให้กลับไป รวบรวมข้อมูล ให้ครบถ้วน เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมได้พิจารณาอีกครั้ง ส่วนเรื่องการติดตาม และประสานการดำเนินงาน ตามมติมหาเถรสมาคมนั้น ที่ประชุมได้ให้ กรมการศาสนา กลับไปทำเป็น แผน ปฏิบัติการ นำมาเสนอด้วยเช่นกัน โดยได้ให้หลักการไปว่า จะต้องมีความชัดเจน ของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องนำมติมหาเถรสมาคม ไปสู่การปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน ในกรณีมติมหาเถรสมาคมที่เป็นเรื่องสำคัญ เช่น มติที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน จะต้องกำหนดว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ตำรวจ จะต้องเข้ามาดูแลในลักษณะ การเฝ้าระวัง เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย

ออกหมายจับเพิ่ม 2 คน

พล.ต.ท.วาสนา เพิ่มลาภ ผู้บัญชาการสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ในฐานะหัวหน้าพนักงาน สอบสวนคดีพระธัมมชโย ได้ขออนุมัติหมายจับ ผู้ต้องหาเพิ่มอีก 2 คน คือ นายเทอดชาติ ศรีนพลักษณ์ นายหน้าค้าที่ดินจังหวัดชลบุรี และนายมัยฤทธิ์ ปิตะวณิช ศิษย์วัดพระธรรมกาย ผู้ดูแลเงิน รายรับรายจ่ายของวัด ในข้อหา สนับสนุน เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจให้บุคคลใด มอบให้หรือหาให้ ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่น ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 86

ล่าสุดพนักงานสอบสวนแจ้งว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้หลบหนีการจับกุม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังติดตามจับกุมตัวอยู่ หากจับกุมตัวได้ ก็จะไม่ อนุญาตให้ประกันตัว และมีรายงานด้วยว่า จะมีการจับกุมผู้ต้องหา ในคดีดังกล่าวเพิ่มเติมอีก หลังจากมีการออกหมายจับ 2 ผู้ต้องหาดังกล่าวไปแล้ว

เรียกพระให้การอีก

พล.ต.ท.วาสนา กล่าวถึงการสรุปสำนวนคดี ส่งให้กับอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง โดยยืนยันว่า จะพยายามให้ทันวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายนนี้ ส่วนพระทั้ง 4 รูป ของวัด พระธรรมกาย ที่ไม่มาให้ปากคำ อยากให้มาให้ปากคำ เนื่องจากจะเป็นประโยชน์กับผู้เสียหายของทางวัดเอง

นายประสิทธิ์ พันธุ์พิสุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 6 ได้อนุมัติหมายจับกุม ลูกศิษย์เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 2 คน ในข้อหาปลอมแปลงเอกสารที่ดิน เปิดเผย ว่า ได้อนุมัติหมายจับ นายเทอดชาติ และนายมัยฤทธิ์ ในข้อหา ปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม อีกทั้งยังเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงาน จัดหาทรัพย์สิน มาเป็นประโยชน์ของตน ซึ่งจาก หลักฐาน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำมาชี้แจงพบว่า มีความชัดเจนเชื่อถือได้ จึงได้อนุมัติเห็นชอบ ในการออกหมายจับกุมบุคคลทั้งสอง และทางพนักงานสอบสวน ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า จะมีการขออนุมัติหมายจับ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีพระธัมชโยเป็นระยะอีกต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วาสนา ได้เรียกพยานที่เคยร่วมลงชื่อ ยินดีให้เงินกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปซื้อที่ดินมา 2 ราย จาก 49 ราย คือ นางสุวัลลีย์ เทียมปิติ และ นางเสาวนีย์ ศิริวิบูลย์ นอกจากนี้ ยังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาตรวจสำนวนคดี ก่อนที่จะส่งมอบให้อัยการ พิจารณาสั่งฟ้อง ในวันพรุ่งนี้

พระศรีรัตนโมรี รองเจ้าอาวาสวัดนครปฐม ในฐานะรองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม กล่าวถึงปัญหาของวัดพระธรรมกาย ที่ยังยืดเยื้อว่า เชื่อว่าในส่วนของมหาเถรสมาคม พระชั้นผู้ใหญ่ที่แต่ละรูป ก็มีอายุมากแล้ว น่าที่จะตระหนักดีว่า เรื่องลาภยศสรรเสริญ เมื่อมรณภาพแล้ว ก็เอาไปไม่ได้ ดังนั้น จึงควรรีบที่จะตัดสินปัญหาดังกล่าว แม้แต่พระพุทธเจ้า ยังทรงตรัสไว้ว่า การวิวาทธิกรณ์เป็นสิ่งรุนแรง และทำให้สงฆ์แตกแยก ต้องรีบแก้ไข และการแบ่งพวกนั้น มีอยู่ 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ดีเท่ากัน กลุ่มที่ชั่วเท่ากัน และกลุ่มที่มีผลประโยชน์ ร่วมกัน

สำหรับเรื่องที่พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ฟ้องร้องต่อศาล ข้อหาแจ้งความเท็จ และดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ต่อนายประจิณ ฐานังกรณ์ ที่ได้เคยไปแจ้งความดำเนินคดีกับ พระ พรหมโมลี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้น พระศรีรัตนโมรีกล่าวว่า ความจริง สงฆ์ไม่ควรที่จะฟ้องฆราวาส เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา ควรแผ่เมตตา เพื่อเป็นตัวอย่าง แก่ บุคคลทั่วไป ต้องแสดงว่า พระมีพรหมวิหาร เมื่อได้ยินเขาตำหนิก็อย่าเสียใจ โกรธ เมื่อได้ยินเขาสรรเสริญก็อย่าหลงระเริง


[หน้าหลัก][หน้า1][สหัสวรรษ][ปุจฉา][วิวาทะ]

1