ปีที่ 2 ฉบับที่ 733 ประจำวันเสาร์ที่ 17 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542
สหัสวรรษที่ 3
ทำไมพระผู้นำที่ดี เก่ง กล้า จึงเกิดไม่ได้ อยู่ไม่ได้ในสังคมไทย
หลายสิบปีมาแล้ว มีพระภิกษุผู้ใหญ่องค์หนึ่ง ประสบความสำเร็จมากในการชักชวนคนให้เข้าวัด เป็นพระภิกษุผู้มีวาจานุ่มนวลน่าฟัง เวลาเทศน์ก็น่าฟัง ใครที่เป็นแฟนวัดมหาธาตุฯ สมัยก่อน จะต้องกล่าวถึงด้วยความชื่นชม
ท่านเป็นพระที่มีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล เห็นว่าสถานที่ในกรังเทพฯ อันคับแคบ คงไม่เหมาะกับการขยายพระพุทธศาสนา ท่านก็มุ่งสร้างจิตตภาวัน ที่บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อเป็น ศูนย์ศึกษา
อบรมฝึกพระรุ่นใหม่ที่มีความรู้ทันโลก เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่
เพราะท่านตระหนักดีว่า พระสงฆ์ที่เราเคารพกราบไหว้ทุกวันนั้น บางองค์ความรู้ท่านก็น้อย บางองค์ก็มาบวชทีแรกก็หวังว่า จะบวชชั่วคราว แต่พอบวชแล้วสงบดี ก็อยู่ต่อมาเรื่อยๆ พออยู่นานๆ ก็กลายเป็นพระผู้ใหญ่ จุดอ่อนของวงการสงฆ์ จึงอยู่ที่ว่า เรามิได้สร้างพระ เพื่อให้เป็นพระแท้ ตั้งแต่ต้น น่าจะมีแนวความคิดใหม่ ที่นำเด็กที่มีแวว และมีความตั้งใจ มาบวช ตั้งแต่เป็นสามเณร แล้วให้การศึกษาและแนวความคิดที่ถูกต้อง เมื่อโตขึ้นเ ป็นพระที่ดีในอนาคต จะได้พลิกโฉม พระพุทธศาสนา ในยุคใหม่ให้ทันโลก
พระของท่านจึงเป็นพระทำงาน มีความรู้ จริยาวัตรงาม มีการสอนอย่างเคร่งครัด ทั้งปริยัติปฏิบัติ แม้ในบริเวณสถานศึกษา ก็มีทั้งการสอนเรื่องเกษตรกรรม มีการทำนา ทำไร่เป็น แบบตัวอย่างของจริง
ในยุคนั้น ผมจำได้ว่า มีผู้เห็นด้วยกับความคิดของท่านและแรงศรัทธาคนไทยก็ไหลหลั่งเข้าไปช่วยท่าน ท่านถือเป็นพระภิกษุที่มีความคิดก้าวหน้า มองการณ์ไกล และไม่คิดนั่ง อยู่เฉยๆ
เป็นพระพิธีกรรม คอยแต่ให้คนมานิมนต์ไปฉันเช้า ฉันเพล แล้วให้พร หาเงินเข้าวัดด้วยการออกเครื่องลางของขลัง รดน้ำมนต์ ดูหมอ
ผมยังเป็นเด็กๆ อยุ่ และเคยเห็นขบวนกฐินของท่านเป็นรถบัสขบวนยาวเหยียด น่าตื่นตาตื่นใจ จากกรุงเทพฯ ไปบางละมุง
แต่ผมก็รู้จักท่านแค่นั้นเอง เพราะกาลเวลาต่อมาเมื่อผมโตขึ้น ผมก็ได้แต่อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ ข่าวที่ท่านถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับการเมือง ข่าวที่ท่านสร้าง คอนโดธรรมะ เป็นพุทธพาณิชย์ ข่าวที่ท่าน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาต่างๆ ทั้งหมดนี้ ได้จากสื่อมวลชนทั้งสิ้น
โชคดีที่จุดเริ่มในใจของผมที่มีต่อท่าน ปลูกฝังในทางดีงาม ผมจึงยังชื่นชม ในความคิดแบบพระยุคใหม่ ของท่านเป็นความฝังใจแต่เด็ก และอยากเห็นพระเก่ง มีความคิดก้าวหน้า แม้สื่อมวลชน จะเขียนถึงท่านอย่างไร แต่ภาพพระที่ดีในใจผม ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ใครพูดไม่ดี ก็ยังไม่เชื่อ และไม่หลงโอนเอียง ไปตามกระแส
ผมไม่แน่ใจว่านี่หรือไม่ที่เรียกกันว่า อุเบกขาการทำใจให้เป็นกลาง ไม่เอนเอียง ทำใจกลางๆ ให้ความเป็นธรรม ไม่ฟังความข้างเดียว แม้ ณ วันนี้ ผมก็ยังรู้จักท่านเหมือนเดิม คือจาก สื่อมวลชน ไม่เคยกราบไหว้โดยตรง แต่ผมคิดว่า สังคมไทยที่แล้ว ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ท่าน สังคมที่ขลาดกลัว และตื่นตระหนกง่ายต่อข่าว สังคมที่ขวัญอ่อน เพราะในจิตใจ ไม่แข็งแรง ด้วยหลักธรรมของพระพุทธเจ้า
พระผู้ใหญ่ที่ผมกล่าวถึงในวันนี้คือ ท่านเจ้าคุณกิตติวุฒโฑ แห่งจิตตภาวัน
วันนี้ผมได้อ่านข่าวท่านชนะคดีในชั้นศาลฎีกา ที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญา ที่ทำให้ท่านต้องสงบ รอคำพิพากษามา นานถึงเจ็ดปี ผมอยากกราบ ขออนุโมทนา กับผู้ที่ให้ความเป็นธรรม ให้ความยุติธรรมแก่ท่าน ถึงแม้รูปคดีและสำนวน จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ในอดีตข่าวและกระแส เกี่ยวกับท่าน จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมมีความรู้สึกว่า ทุกวันนี้ พระดีๆ พระเก่งๆ และ พระกล้าๆ นั้น หายากมาก
พระที่มีความคิดใหม่ๆ ทันสมัย มีคุณงามความดี ตั้งใจบวชตลอดชีวิต พระที่อยากจะให้พุทธศาสนาของเรา ก้าวไปทันโลก เมื่อคิดทำการอะไรใหม่ๆ คิดทำการอะไรใหญ่ๆ แทนที่ คนไทยจะชื่นชม กลับรู้สึกหมั่นไส้ เขม่น ถูกจับตา และจากนั้นก็จะเกิดการใส่ความ ตั้งข้อกล่าวหา พยายามไล่จับผิด ต้องสอยให้ร่วงให้ได้
และสังคมเราก็เป็นมาอย่างนี้หลายสิบปีแล้ว ยังไม่เคยเปลี่ยน
ท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม ถือเป็นกรณีมหาวิปโยคในวงการพระ ถือเป็นจุดด่างของกระบวนการยุติธรรมทางโลก กระแสสังคม และรอยร้าวในวงการสงฆ์ไทย การต่อสู้ของ พระผู้ใหญ่
ในวงการสงฆ์เอง การใช้อำนาจในทางที่ผิด การใส่ร้ายสีทั้งที่ไม่มีความผิด ผลคือท่านต้องถูกเปลื้องจีวรโดยไม่มีความผิด แต่ในใจของท่านก็ยังแน่วแน่ว่า ท่านมิได้ทำผิดอะไร และท่านก็ไม่ยอมสึก ถึงจะถอดจีวรท่าน ท่านก็ยังเป็นพระถือศีล 227 ข้อ ท่านต้องถูกคุมขัง กักกันตัวไว้หลายปี ข้อกล่าวหา ก็ยังเอาผิดท่านไม่ได้ ผลสุดท้าย ผู้มีอำนาจใน บ้านเมืองยุคนั้น มีความรู้สึกว่า ถูกหลอก ให้เป็นเครื่องมือ พระแกล้งพระ ต้องปล่อยตัวท่านเป็นอิสระ และท้ายที่สุด ก็ต้องคืนยศ คืนสมณศักดิ์ให้ท่าน
แต่ตอนนั้น อายุ 85 ปีแล้ว ชราภาพมากแล้วจะมีประโยชน์อะไร ชื่อเสียงของท่านก็ป่นปี้หมดแล้ว
แต่มิใช่พระพิมลธรรมนี่หรอกหรือ ที่เกิดธรรมทูตครั้งแรกในประเทศไทย การเอาพระไทยไปเผยแพร่ พระธรรมคำสั่งสอนของไทย ในประเทศพม่า ซึ่งเป็นเรื่องตื่นเต้น และขัดขวาง กันมากในยุคนั้น และท่านก็โดนข้อหา คอมมิวนิสต์ บ่อนทำลาย ความมั่นคง เป็นภัยต่อพุทธศาสนา ทั้งที่คนกล่าวหาก็รู้ว่า คอมมิวนิสต์นั้น เกลียดพระ ต้องการล้มล้างศาสนา แต่วันนี้ เกิด ขบวนการธรรมทูต อย่างแข็งแรง สถาบันสงฆ์ให้การสนับสนุน
ส่วนผู้กล้าหาญองค์แรกนั้น ยับเยินไปหมดแล้ว
พระที่โดนข้อกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์องค์ต่อมาคือ ท่านพุทธทาส เพราะคำสอนของท่านนั้น ก้าวหน้า ประยุกต์เข้ากับสังคมไทยยุคใหม่ โชคดีที่ท่าน หลุดข้อหาไปได้ เพราะมี ปัญญาชน ที่ยังมีปัญญา ช่วยกันป้องกัน และเอาคำสอนของท่าน ไปเผยแพร่ไปทั่วโลก และสังคมในเมือง ยอมรับท่าน มิฉะนั้น กระแสสังคม ก็คงพัดเอาพระดีๆ ไปอีกองค์หนึ่ง วันนี้ชื่อ ของท่าน พุทธทาสอยู่ในหนังสือ ภาษาอังกฤษ ที่ขายกันในตลาดโลก
พระธรรมเกติยาจารย์ หรือหลวงพ่อวิริยัง แห่งวัดธรรมมงคล ก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่ถือว่า เป็นพระเถระ ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล กล้าคิดกล้าทำ กล้าสร้างเจดีย์เป็นรูปตึกสูง อย่านึกว่า ท่านจะไม่โดนครหา ก็โดนเต็มเปาเหมือนกัน กล้าสร้างพระหยก ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล้าเปิดวัดในแคนาดาถึง 6 แหง่ เป็นที่ชื่นชมของชาวพุทธ ในต่างประเทศ และประเทศไทย ท่านก็ต้อง ผ่านมรสุมกระแสข่าว กว่าจะรอดมาได้
และ ณ วันนี้ หลวงพ่อกิตติวุฒโฑ ท่านผ่านพ้นบ่วงกรรมไปแล้ว อีกองค์หนึ่ง ผมขอกราบอนุโมทนาบุญด้วยครับ
สิงห์ขาว