ปีที่ 2 ฉบับที่ 724 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542
หน้า 1
ตูมตามบอกลา คุยผลงานเพียบ
"ตูมตาม" สั่งงานทิ้งทวน ขอให้รัฐมนตรีใหม่สานต่อกรณีวัดพระธรรมกาย พร้อมบี้กรมการศาสนา เร่งจ่ายเงินเอดีบี ช่วยทุนการศึกษา พระเณร ที่ยังค้างอยู่อีก 1 หมื่นรูป ให้แล้วเสร็จไปโดยเร็ว แถมดันโครงการสอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนประถม โดยนิมนต์พระเปรียญ 3 ไปเป็นครู เผยขณะนี้ มีโรงเรียนสนใจร่วมโครงการแล้ว 100 แห่ง
นายอาคม เอ่งฉ้วน รมช. กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สื่อเนื่องจากกรณีที่ เจ้าคณะตำบลคลอง 1 ไม่สั่งพักการเป็น เจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย โดยให้เหตุผลว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่มีความผิดอะไร ในเรื่องนี้ ถ้ามีข้อมูลว่า ถ้าทางเจ้าคณะตำบล ไม่มี ความเป็นกลาง ไม่ให้ความเป็นธรรม ในกรณีที่ไม่สั่งพักการเป็น เจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย สื่อมวลชนจะต้องนำข้อมูลนั้น เสนอก่อน
เมื่อสื่อมวลชนนำข้อมูลนั้นเสนอแล้ว ทางกรมฯ ก็ต้องถือว่า เป็นคำร้องแล้ว ไม่ต้องให้คนมาร้องว่า เจ้าคณะตำบล ไม่เป็นกลาง เพราะว่า เพียงเท่านี้ ทางกรมฯ ก็รู้แล้ว และก็ต้องจัดเจ้าหน้าที่ ไปสืบสวน หาข้อเท็จจริงก่อน ถ้าท่านไม่เป็นกลางจริงๆ ท่านจะไปทำหน้าที่ เป็นฝ่ายคณะ ผู้ปกครอง ซึ่งดูแลวัดพระธรรมกายได้อย่างไร เพื่อให้เห็นว่า เวลานี้ เจ้าคณะตำบล ทำหน้าที่คณะผู้ปกครอง ไม่เป็นกลาง
นายอาคม ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ตนยังดำรงตำแหน่งอยู่ ยังไม่ลาออกอย่างเป็นทางการ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่อยากจะทำคือ อยากจะบอกให้ประชาชนทราบว่า ตลอดเวลาที่ทำงานมา ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง เรื่องใดที่ทำสำเร็จแล้ว และเรื่องใดบ้างที่ยังทำไม่สำเร็จ โดยผ่านทางสื่อมวลชน
อย่างไรก็ตาม เวลานี้ แม้ว่า จะยังได้เข้าไปดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ก็พร้อมที่จะแจ้งให้ประชาชนทราบว่า เมื่อเข้าไปดำรงตำแหน่ง จะทำอะไรบ้าง แต่เวลานี้ยังบอกไม่ได้ เพราะว่า ยังไม่ทราบแน่นอนว่า จะอยู่ที่เดิมหรืออยู่ที่ใหม่ เพราะฉะนั้น จึงยังไม่สามารถพูดได้
ส่วนเหตุผลที่ทำไม่สำเร็จนั้น เป็นเพราะอะไร สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล สำหรับคนใหม่ที่จะเข้ามารับหน้าที่แทน ก็อยากฝากว่า ประเด็นนี้ ควรจะต้องสานต่อให้เสร็จ
นายอาคมยังได้กล่าวเหมือนกับอำลาตำแหน่งว่า ในวันที่ 12 กรกฎาคม กรมการศาสนาจะจัดประชุม กำหนดนโยบาย ให้พระภิกษุเข้าไป สอน วิชาพุทธศาสนา และวิชาศีลธรรม ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการ ประถมศึกษา แห่งชาติ (สปช.) และโรงเรียน สังกัด กรมสามัญศึกษา
ขณะนี้กรมการศาสนา ได้คัดเลือกพระภิกษุ เข้าร่วมโครงการได้แล้ว จำนวน 100 รูป แต่ละรูปมีความรู้ ไม่ต่ำกว่าเปรียญธรรม 3 ประโยค หรือระดับปริญญาตรี สาขาพุทธศาสนา ส่วนโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ เป็นโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเวลานี้มีโรงเรียนครบทั้ง 100 แห่งแล้ว
เชื่อว่า โครงการนี้ จะสามารถทำให้นักเรียนเข้าถึงแก่นของธรรมะได้มากขึ้น เพราะจะมีการสอดแทรกกิจกรรมทางพุทธศาสนา ในระหว่าง การจัดการสอนได้ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูได้ด้วย เพราะในขณะที่รัฐบาล มีนโยบายจำกัดอัตราการเพิ่มของข้าราชการ ก็จะมีพระมาเป็นครู ที่รับผิดชอบการสอนวิชาพระพุทธศาสนา โดยตรง
ส่วนค่าใช้จ่ายนั้น ทางกรมการศาสนาเตรียมงบประมาณไว้แล้ว จำนวน 400,000 บาท เพื่อเป็นค่าพาหนะในการเดินทาง รูปละ 1,000 บาท ต่อเดือน ความจริงในอดีตเคยมีโรงเรียนหลายแห่ง นิมนต์พระภิกษุไปสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนคล้ายๆ กับ โครงการนี้ แต่ก็มีปัญหา ไม่สามารถดำเนินการได้ตลอด เพราะไมมีการจัดค่าพาหนะให้ และไม่มีการประเมินผล เนื่องจากพระท่านประเมินไม่เป้น แต่โครงการนี้ เราได้แก้ ปัญหาหมดไปแล้ว ดังนั้น เชื่อว่า โครงการนี้ น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี และมีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ต่อไปด้วย
นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาล ได้จัดเงินตามโครงการเงินกู้จากธนาคารพัฒนาอาเชีย (เอดีบี) เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหา วิกฤติ เศรษฐกิจ ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน หรือมีแนวโน้มจะออกกลางคัน พ่อแม่ตกงาน และสามเณร ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ ศึกษานั้น
ปรากฏว่า ในส่วนของสามเณร ซึ่งแต่เดิมรัฐบาล ได้อนุมัติให้จัดสรรเงินดังกล่าว แก่สามเณร จำนวน 2,000 บาท ในปีการศึกษา 2541 รวม 43,000 รูป แต่ปรากฏว่า ในทางปฏิบัติได้จัดสรรให้เพียง 31,000 รูป รูปละ 1,000 บาทเท่านั้น
ในเรื่องดังกล่าว ตนจึงได้หารือกับนายพิชัย รัตตกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ติดตามโครงการเงินกู้ เพื่อสังคม ของธนาคมเอดีบี เพื่อขอให้มีการจัดสรรเงินให้แก่สามเณร ให้ครบทั้ง 43,000 รูป รูปละ 2,000 บาท รวมเป็นเงินที่จะต้องให้เพิ่มมาอีก ประมาณ 53 ล้านบาท ซึ่งนายพิชัยรับจะนำไปเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเป็นการด่วน เชื่อว่า ไม่น่าจะมี ปัญหา เพราเป็นข้อตกลงที่ให้ไว้ แต่จัดสรรมา ไม่ครบตามจำนวน
ด้านนายบุรี แก้วเล็ก ผู้อำนวยการกองศาสนศึกษา กรมการศาสนา กล่าวว่า จำนวนสามเณร ที่ขาดไปกว่า 10,000 รูปนั้น เป็นเพราะกรม การศาสนา ได้รายงานจำนวน และรายชื่อสามเณรมายังสำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้รายงานผ่านไปทาง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด แต่บางจังหวัดไม่ได้รายงานขึ้นมา จึงทำให้ตัวเลขสามเณรหายไปส่วนหนึ่ง