ปีที่ 2 ฉบับที่ 719 ประจำวันเสาร์ที่ 3 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542

วิวาทะ

ตัณหาของพระธัมมชโย และผู้เชี่ยวชาญการศาสนา

ฟังเท่าไหร่ก็ฟังไม่ขึ้น ดูไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรับไม่ได้ ที่คนของกรมการศาสนา ซึ่งรับเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษนามว่า มาณพ พลไพรินทร์ ที่แสดงพฤติกรรมรายวันทางสื่อมวลชน 2-3 ฉบับ

จากรูปร่างหน้าตา นึกว่าท่านเป็นมหา แต่เปล่า!

ปูมหลังเป็นเพียงปริญญาโทจากประสานมิตร

กระหยิ่มอยากจะนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมการศาสนามานาน แต่ไม่เข้าตานักการเมืองสักพรรค ทั้งที่เสนอหน้ามาตลอด ผล คือ ชวด ซ้ำซาก จนนักการเมืองเอียน

เอาละ คราวนี้มามาดใหม่รวบหัวรวบหาง วางก้ามให้สมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นโจทก์ฟ้องธัมมชโย ภิกขุ แห่งวัดพระธรรมกาย

ในคำฟ้องบรรยายละเอียดยิบ.. รักพระศาสนา ปกป้องพระศาสนา แต่ภายในใจล่ะ ไม่มีใครเดาถูก

แต่คนในกรมการศาสนาป้องปาก พะยับพะเยิบหน้า ฮากันในห้องน้ำว่า งานนี้เขาหวังมาก หวังตำแหน่งอธิบดีที่จะพลิกฝันในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หากธัมมชโย ภิกขุ ฟัง เก้าอี้ตัวนี้ จะไปไหนเสีย

เอาเก้าอี้อธิบดีมาซะดีๆ เพราะอวดฝีมือให้เห็นแล้ว

มาณพ คงยากว่ะ อย่าไปหวังอะไรให้มากเลย อธิบดีทุกกรม รวมทั้งกรมการศาสนานี้ด้วย มันฉาบทาและอบด้วยกลิ่นไอของนักการเมืองแทบจะทั้งนั้น ยิ่งแหล่งใต้ไม่เป็น อย่าหวัง

ต่อให้ขยันจ้อยิ่งกว่านี้อีกสักสิบเท่า แถมละเมอเพ้อพร่ำ ตอนหลับอีกต่างหาก เก้าอี้ตัวนี้ยังห่างไกลก้น (อย่าปรู๊ฟผิดเป็นกัน เขียนว่า ก้นนะจ๊ะ)

ถ้าเชื่อก็แล้วไป หากไม่เชื่อรีบไปเม้าท์กับคู่หู สมพร เทพสิทธิ ซะเดี๋ยวนี้เลย

ประสานคนเก่า อาจอ่อนเพลียหลับคาเก้าอี้บ่อยๆ

ที่เห็นๆ น่ะ อย่าเข้าใจผิด นึกว่า นั่งสมาธิรึ เปล่าหรอก

คุณตา นั่งหลับต่างหาก

ปลุกได้เลย สะกิดเข่าถามเลยว่า พูดอย่างนี้ แสดงออกอย่างนี้ ตำแหน่งอธิบดีพอมีหวังไหม

แต่เตรียมใจไว้หน่อยก็ดีนะ แทนที่ท่านผู้เฒ่าจะตอบคำถามมาณพ พลันมาณพต้องตอบคำถามเขาก่อน

"เออ อย่างที่ผมเป็นโจทก์ฟ้องธัมมชโย เนี่ย เข้าตากรรมการไหม?"

มาณพอาจถามว่า กรรมการไหนล่ะขอรับ

"ก็วันที่ 4 มีนาคม 2543 นี่มิใช่หรือ จะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผมตั้งความหวังไว้ตรงนั้นรู้อ๊ะเปล่า"

ทั้งหมดนี้เป็นการคาดเดากิเลส ในก้นบึ้งหัวใจ ของคนกิเลสหนา ที่แวะเวียนทิ่มแทง ศาสนบุคคล ในพระพุทธศาสนา อยู่ทุกโมงยาม

พักเรื่อง มาณพ ไว้ตรงนี้ซักกะนิด

เอาเรื่องของ สมพร เทพสิทธา คนนี้แหละ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉอดๆ ว่า

"เป็นพระเป็นเจ้า ทำอย่างนี้มันไม่ถูก พระต้องถืออุเบกขา พระต้องมีเมตตา พระต้องรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ข้อสำคัญพระต้องสำนึกว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองกรรม นี่พระอะไรเที่ยวฟ้องฆราวาส"

พอสมควร พูดผ่านสื่อมวลชนออกไปเท่านั้นแหละ ลิ้วล้อแถวสภายุวพุทธิกสมาคมเอย แถวสภาสังคมสงเคราะห์เอย ต่างก็หาวจนลิ้นไก่แห้งไปตามๆ กัน

มีอย่างที่ไหน คนนั่งเก้าอี้เกี่ยวกับพระศาสนา เช่น สภายุวพุทธิกสมาคม ไม่ได้ซาบซึ้งธรรมะในพระพุทธศาสนา

การนำธรรมะในพระพุทธศาสนาออกมาใช้ให้ถูกกาลเทศะ เป็นความฉลาดของสาธุชนในพระศาสนานี้ ธรรมะบางข้อใช้ในกาลอย่างหนึ่งเท่านั้น จะใช้แบบตีขลุมขาดวิจารณญาณไม่ได้

ทีฟ้องเขา ด่าเขา ดูหมิ่นดูแคลนเขา ทีตัวเองทำเป็นกิจวัตรอยู่ในขณะนี้ คนเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า ทำไปเพื่ออะไร?

ถ้าไม่เพื่อเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัว หรือเหมาโหล เหมาร้านมันหมดทั้ง 3 ตำแหน่งนั้นแหละ ก็ไม่รู้จะพรื้อไปทำไม ใช่ไหม "อาคม"

เป็นธรรมดาวุฒิสมาชิก ต้องมีการเลือกตั้งในสมัยต่อไป ไม่ใข่แต่งตั้งอย่างแน่นอน

สภายุวพุทธ สังคมสงเคราะห์ต้องเลือกตั้งเช่นกัน

ขืนมัวนอนหลับนั่งหลับ ไม่เคลื่อนไหวใดๆ ใครไม่รู้ นึกว่าซี้เลี่ยวละซี

บทบาทตอนนี้ ต้องพูดให้มากเข้าไว้ เคลื่อนไหวอย่างถี่รัวเข้าไว้ เกาะสื่อเข้าไว้ ดังเข้าใจผิดถูกไม่ต้องกลัว เพราะคนในสังคมนี้ต้องการคนดัง เพราะดังมันใช้ได้กว่าดี

สภายุวพุทธนั้น เป็นสภาของคนหนุ่มคนสาว คนอยู่ในวัยเสาะแสวงหา จะไปหวงไปเกาะไว้ทำไมเก้าอี้สภายุวพุทธ ปล่อยให้เด็กเขาทำกัน ลูกชายของห้างขายยาอังกฤษตรางู หรือคนในตระกูลว่องวาณิชนั้น ฝีไม้ลายมือระดับโลก มีความพร้อมทั้งความรู้และฐานะการเงิน แถมยังเป็นนักปฏิบัติธรรม

อยากบอกว่า กล้าๆ หน่อย ถ้ารวบรวมความกล้าไม่ได้ ให้ชะโงกหน้าเหี่ยวๆ ย่นๆ ไปที่กระจกซี แล้วจะเกิดธรรมสังเวชว่า ข้านี่ไม่ใช่ยุวพุทธแล้ว ข้านี่มันแก่เกินแกงแล้ว ความฉลาดในธรรมจะอุบัติขึ้นในใจ แหวกม่านกิเลสกระจายทีเดียว ดีไม่ดีจะพบทางบรมสุขอย่าง คุณบุญยง ว่องวานิช บวชไม่ยอมสึกเชียวแหละ

ไม่ได้เขียนเกินจริง มีคนเล่าว่า พฤติกรรมผู้นำชาวพุทธระดับสูงอย่าง สมพร เทพสิทธา นั้น ทำเอาคนเข้าป่าไปทั้งเมือง โดยเฉพาะประโยคที่ต่อว่า พระธัมมชโย ว่า "เวรย่อมระงับ ด้วยการไม่จองเวร"

สรุปก็คือว่า ให้พระธัมมชโย อยู่เฉยๆ ห้ามตอบโต้

อุบะ..! คนไทยคนหนึ่ง จะใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญบ้าง มันผิดตรงไหน ตอบหน่อยซิคนแก่ (ธรรมะ)

อย่าทำตัวให้เท่ากับท่านประธานชมรมชาวพุทธแห่งประเทศไทย เช่น วรัญชัย โชคชนะ หน่อยเลย

คนบวชพระนั้น อย่าเข้าใจผิดๆ ว่า สละหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชน กิเลสตัณหา ก็มีเหมือน ชาวบ้านทั่วไป ที่ไม่แสดง ออกนอกหน้า เพราะมีธรรมวินัย ข่มใจไว้ ตีนมือมีครบ

วันไหนขาดสติข่มใจไม่อยู่ ตีนพระเสยคางคนปากหมาได้เหมือนกัน (โทษทีที่นำคำโบราณมาเขียน) ถ้าถึงขั้นนั้น แสดงว่าเหลืออด เป็นไงเป็นกันแล้ว

ยังไม่ลืม มาณพ พลไพรินทร์ อุตส่าห์เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ไหงสะเพร่งขนาดนั้น หลวงพ่อสุเมธาภรณ์ ท่านอุตส่าห์ บอกให้เอาบุญว่า คำฟ้องไม่สมบูรณ์ ซึ่งความจริง ท่านจะต้อง เงียบเฉยเสียจึงจะถูกต้องตามแบบอย่างของศาลทั่วไป แต่ท่านมีเมตตาเต็มหัวใจ เห็นคนจบปริญญาโท มีตำแหน่งใหญ่โต ทำท่าทางเงอะงะจึงชี้ทางให้

แทนที่จะสำนึกในพระคุณกลับมาตะแบง

เอาอย่างนี้ดีกว่า 4 คนที่มีความอยาก ความอยากของใครน่าสรรเสริญเยินยอกว่ากัน…?

1) อยากของสมพร เทพสิทธา (อย่างที่บอกไว้ข้างต้น)

2) อยากของมาณพ พลไพรินทร์ (บอกไว้แล้วเช่นกัน)

3) อยากของพระสุเมธาภรณ์ คือยากให้งาน ในภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ดำเนินไปตามกระบวนการ ของกฎหมายและ พระธรรมวินัย

4) อยากของพระธัมมชโย คืออยากบวชตลอดชีวิต เพื่ออบรมตนและผู้อื่น ให้เดินไปสู่ทางแห่งพระนิพพาน

ถ้าความอยากแปลว่า ตัณหา ในบุคคลทั้ง 4 นี้ ตัณหาใครน่ากลัวกว่ากัน อย่าปฏิเสธนะว่า อยากเป็นอธิบดี อยากเป็นวุฒิสมาชิก ไม่ใช่ตัณหา นั่นแหละ โคตรเหง้าแห่งตัณหามนัละ หูตาจะได้สว่างขึ้นมาบ้าง จะบอกให้

ปู่โอน (แทน)

[หน้าหลัก] [หน้า1][วิวาทะ][ปุจฉา]

1