ปีที่ 2 ฉบับที่ 719 ประจำวันเสาร์ที่ 3 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542
หน้า 1
ไม่มีเหมืองทอง "ผ่อง" จวกถูกหาเรื่อง
ชี้ต้องการให้เสียชื่อ มาณพเลอะชี้นำศาล
โกหกทั้งเพ ข่าวพระธัมมชโย ทำเหมืองทองคำ "ผ่อง" จวกยับ นักธรณีวิทยามั่วนิ่ม ใส่ความเท็จ ต้องการให้ชื่อเสียงเสียหาย ทั้งๆ ที่รู้ความจริงว่า ไม่มีเหมืองทองคำในที่ดินแค่ 100 กว่าไร่ โดยธรรมชาติของทองคำ จะมีเป็น "สาย" กินเนื้อที่เป็นพันตารางกิโลเมตร อัด "มาณพ" ทำตัวใหญ่คับฟ้ากว่ารัฐมนตรี เป็นข้าราชการ ต้องมีความเป็นธรรมมากกว่านี้ แจ้งความคนอื่น แล้ว ไม่ควรพูดชี้นำอีก เพราะทำให้เสียความเป็นกลาง ส่วนทนายความเตือนตำรวจที่ดำเนินคดีวัดพระธรรมกาย กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ เรื่องการขอตรวจเสตทเมนท์ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย และเรื่องการบุกสอบสวนถึงบ้าน โดยแกล้งส่งหมายผิดเวลา เผยกำลังรวบรวมหลักฐานฟ้องตำรวจ ที่กลั่นแกล้งผู้อื่น
นายผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า เรื่องที่มีการกล่าวหาว่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไปซื้อที่ดินในจังหวัดพิจิตร และเพชรบูรณ์ เพื่อทำเหมือง ทองคำนั้น เป็นการใส่ร้ายกันมากกว่า ทั้งนี้ เพื่อต้องการทำลายชื่อเสียงของเจ้าอาวาส ให้ประชาชนเกิดความเกลียดชัง มีข้อมีน่าสังเกตว่า ทำไมต้องเจาะจงที่ดิน ของเจ้าอาวาส เพียงแปลง เดียวแค่ 100 กว่าไร่เท่านั้นเอง
ถ้าใครรู้เรื่องหลักธรณีวิทยาแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าทองคำนั้น มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะในที่ดินของเจ้าอาวาส แต่จะมีปริมาณมากพอที่จะทำใน เชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ จะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการขุดเจาะน้ำมันที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ปรากฏว่า ขุดขึ้นมาแล้วไม่คุ้ม ก็เลยเลิกขุดกันไปในที่สุด
คนที่รู้เรื่องของธรณีวิทยา เมื่อได้ฟังการกล่าวหาเรื่องเหมืองทองคำดังกล่าว ส่วนใหญ่จะหัวเราะ เพราะทุกคนรู้ว่า แร่จะมีเป็นสายยาวเป็น 100 กิโลเมตร กินพื้นที่เป็น พันตาราง กิโลเมตร ไม่ใช่มีเฉพาะแค่ 100 ไร่ ตามที่มีการกล่าวหากันแต่ประการใด
"ที่ดินที่จังหวัดพิจิตร ถ้ามีทองคำแบบที่กล่าวหากัน มันก็ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่มี ถ้ามีจริงป่านนี้ ชาวบ้านที่มีดินใกล้ๆ กับเจ้าอาวาส ไม่รวยกันไปหมดแล้วหรือ ไม่รู้ว่า ไปเอาเรื่องแบบนี้มาจากไหนกัน เป็นการจงใจกล่าวหาใส่ความให้เสียชื่อเสียงเท่านั้น ผมไม่ได้ให้ความสนใจมากนักในเรื่องนี้" นายผ่องกล่าว
ส่วนพวกลูกศิษย์วัดที่ชอบพูดกันว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไปซื้อที่ดินที่จังหวัดพิจิตร และเพชรบูรณ์ เพราะนั่งสมาธิเห็นนั้น ถือเป็นการพูดแบบคนโง่ แม้ว่าจะมีเจตนายกย่อง เจ้าอาวาส ก็ตาม แต่การยกย่องดังกล่าว กลับกลายเป็นการให้ร้ายไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงขอร้องมายังลูกศิษย์วัดทุกท่าน ขอให้เลิกพูดในทำนองอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างนี้ เพราะทำให้วัด และเจ้าอาวาส ได้รับความเสียหาย จริงๆ แล้ว เจ้าอาวาสไม่เคยพูดในเรื่องเช่นนี้ แม้แต่ครั้งเดียว ขอให้เชื่อตามนี้
สำหรับกรณีที่ นายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน อย่างต่อเนื่อง เพื่อชี้นำการวินิจฉัยคดีของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ซึ่งขณะนี้ คดีได้อยู่ในขั้น ตอนการพิจารณาของศาล ทั้งทางโลกและทางธรรม นายผ่องให้ความเห็นว่า นายมาณพพูดแบบคนที่มีอำนาจล้นฟ้า ตามหลักการณ์แล้ว ผู้ที่กล่าวหาผู้อื่นต่อศาล จะไม่พูดอีก หลังจาก ฟ้องร้องไปแล้ว จะต้องไม่ชี้นำให้เสียความเป็นกลาง ถ้ามีความเป็นธรรมจริง จะต้องไม่พูดชี้นำ
ตนรู้สึกแปลกใจว่า เดี๋ยวนี้ ทำไมข้าราชการถึงใหญ่เหลือเกิน ใหญ่กว่ารัฐมนตรีอีก พูดแบบมีอำนาจล้นฟ้า เห็นแล้วรู้สึกเศร้าใจ ที่ข้าราชการทำตัวอย่างนี้ ไม่รู้ว่า สังคมจะถึง การวิบัติ หรืออย่างไร ทำเหมือนคนไม่รู้จักเหตุผล
ด้าน นายสมพล วิสุทธิเกียรติ อาชีพทนายความ กล่าวให้ความเห็นว่า การกระทำของนายมาณพ ไม่ถูกต้อง เพราะการให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าว เท่ากับเป็นการกดดันให้ พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ต้องเร่งวินิจฉัยคดีว่า จะรับฟ้องหรือไม่รับฟ้อง ซึ่งถ้าเป็นทางศาลยุติธรรมของทางโลกแล้ว นายมาณพ จะมีความผิดโทษฐานดูหมิ่นศาล
เมื่อวานนี้ นายมาณพ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ควรจะเสนอเจ้าคณะตำบล สั่งพักการเป็นเจ้าอาวาสของพระธัมมชโย ไว้ชั่วคราว โดยอ้างว่า เกิดอธิกรณ์แล้ว และให้หาพระนอกวัด มารักษาการเจ้าอาวาสแทน โดยเปรียบเทียบให้เหมือนกับข้าราชการ ที่เมื่อเกิดคดีขึ้น จะต้องถูกสั่งพักราชการ
นอกจากนี้ นายมาณพ ยังกล่าวชี้นำต่อไปว่า ควรจะใช้โรงเรียนพลตำรวจนครบาลบางเขน เป็นที่เรียกพระธัมมชโย มารับฟังข้อกล่าวหา หรืออาจใช้เป็นที่ไต่สวนด้วย เนื่องจาก คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน และเกรงว่า ระหว่างที่มีการไต่สวน อาจมีผู้ที่สนับสนุนและคัดค้าน จัดม็อบไปชนกันได้
อย่างไรก็ตาม โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขนนั้น ส่วนใหญ่จะใช้เป็นคุมตัวผู้ที่กระทำความผิด ทางการเมือง ดังนั้น การที่นายมาณพแนะนำให้ใช้โรงเรียนดังกล่าว เป็นที่รับฟ้อง พระธัมมชโย แสดงให้เห็นเจตนาที่ชัดเจนว่า ต้องการชี้นำให้ผู้มีการกักตัวพระธัมมชโย มากกว่าต้องการให้ดำเนินคดี ทางกฏของสงฆ์
"การกระทำของนายมาณพ ไม่เหมาะสมเป็นอย่างมาก นายมาณพเป็นคนของทางการ ไม่ควรกล่าวชี้นำเสื่อมวลชน และไม่ควรกล่าวคาดคะเนเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น และไม่ควร ให้ร้าย ต่อผู้อื่น ให้เสื่อมเสีย ข้าราชการที่ดี จะไม่มีการกระทำอย่างเช่น นายมาณพอย่างแน่นอน"
สำหรับการดำเนินคดีของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ในขณะนี้ ได้ทราบข่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กลั่นแกล้งลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดวัดพระธรรมกาย ให้เสียหายแล้วหลายราย อย่างเช่น มีรายหนึ่ง ตำรวจส่งจดหมายนัดไปให้การในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น. แต่จดหมายไปถึงในช่วงบ่าย ทำให้ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ไม่ได้ไปตามกำหนดเวลา เพราะทราบช้า
แต่พอวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็บุกเข้าจู่โจมถึงบ้าน เพื่อสอบปากคำ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ถือว่า เป็นการกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นเสียหาย ลองคิดดูว่า เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง จะรู้สึก อย่างไร เมื่อเห็นตำรวจบุกเข้าบ้าน ทำให้เพื่อนบ้านมองคนที่ถูกกระทำเช่นนั้น เป็นอาชญากรทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีความผิดอะไรเลย จริงๆ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้ระเบียบปฏิบัติในเรื่องแบบนี้ดี ไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ อีกทั้งยังผิดพลาดหลายราย น่าจะเกิดจากความจงใจมากกว่า
ขณะนี้ ทนายความในกลุ่มของตน กำลังรวบรวมข้อมูลหลักฐาน เพื่อเอาผิดกับนายตำรวจที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และจงใจกลั่นแกล้งให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย
นายสมพลกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้รับทราบมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุในเรื่องขอความร่วมมือไปยังธนาคาร เพื่อขอตรวจดูบัญชีลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย และยังบังคับ ให้แบงก์ส่งบัญชีให้ดู อย่างช้าวันที่ 5 ก.ค.นี้ด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าว ผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
ถ้าตำรวจต้องการดูบัญชีของลูกค้าธนาคารจริง จะต้องร้องศาลให้ออกหมาย แล้วแจ้งไปยังธนาคาร เพื่อขอความร่วมมือ แต่นี่ตำรวจเล่นลัดขั้นตอน ซึ่งตอนนี้ ตนมี หลักฐานอยู่ ในมือแล้ว จะรวบรวมเป็นหลักฐานฟ้องร้องต่อไป
ส่วนเรื่องการถือครองทีดินของเจ้าอาวาสนั้น ขณะนี้ได้มีการร้องศาล ให้พิสูจน์สิทธิการถือครองไปเรียบร้อยแล้ว และศาลก็ได้รับฟ้อง ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์ ทั้งพยานหลักฐาน ทั้งหมด ทางวัดพระธรรมกาย มั่นใจว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่ สามารถยืนยันต่อศาลว่า เจ้าอาวาสได้ที่ดินมาโดยชอบ ไม่ได้ไปคดโกงใคร ตามที่ถูกกล่าวหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมมหาเถรสมาคมวานนี้ (2 ก.ค.) ตามที่มีพระศาสนกิจว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะเสด็จร่วมประชุมด้วยนั้น ปรากฏว่าสมเด็จพระสังฆราช ไม่ได้ทรงเข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด การประชุมมีกรรมการมหาเถรฯ เข้าร่วม 13 รูป มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นประธานที่ประชุม
นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวภายหลังร่วมประชุมว่า ที่ประชุมไม่มีการพูดถึงปัญหาวัดพระธรรมกาย และไม่มีประเด็น หรือวาระใดเข้าสู่ที่ประชุม ขั้นตอน ตามกฎนิคหกรรมขณะนี้ ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจคือ พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็น ผู้ปกครองตามบังคับบัญชาโดยตรง กรมการศาสนาจึงไม่มีอะไรหนักใจ
สส.ปชป.ยืนยันการมอบที่ดินให้ธัมมชโยด้วยศรัทธา
ภายหลังการให้ปากคำกับ พนักงานสอบสวน คดีทุจริตที่ดิน วัดพระธรรมกาย นายประกอบ จิรกิติ สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นผู้บริจาคที่ดิน ให้กับพระธัมมชโย จำนวน 10 แปลง 280 ไร่ เป็นที่ดินในจังหวัดลพบุรีและตราด กล่าวว่า การเดินทาง มาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในครั้งนี้ เพื่อสร้างความกระจ่าง ในเรื่องดังกล่าว ให้เกิดขึ้น และคิดว่า เรื่อง ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องดี ที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแจ่มชัดขึ้น เพราะการถวายที่ดินดังกล่าว ให้กับหลวงพ่อ เป็นการทำบุญกับ บุคคลที่ศรัทธา เนื่องจากที่ผ่านมา ครอบครัวของตน มีความศรัทธา หลวงพ่อ เป็นอย่างมาก และทำให้ตนได้รู้ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา ได้แจ่มชัดขึ้น เป็นประโยชน์ในการนำมาใช้ ในการดำรงชีวิต ของครอบครัวตน เป็นอย่างมาก และครอบครัว ก็ทำบุญกับทุกวัด ไม่เฉพาะกับวัดพระธรรมกาย ส่วนเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ เห็นว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาถกเถียงกัน เพราะคิดว่า คงไม่เกิดประโยชน์กับบุคคลทั่วๆ ไป ไม่ว่าอะไร จะเกิดขึ้น ตน และครอบครัว ก็ยังศรัทธาในตัวหลวงพ่อ อย่างไม่เปลี่ยนแปลง