ปีที่ 2 ฉบับที่ 709 ประจำวันอังคารที่ 22 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542

ปุจฉา - วิสัชนา

เรื่อง การกล่าวโทษพระภิกษุอาบัติปาราชิก

เรียน ท่านอธิบดีกรมการศาสนา

ตามที่นายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา ตลอดจนสื่อสาขาต่างๆ ได้กล่าวหา พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ทั้งมีการให้สัมภาษณ์ ในลักษณะตัดสินความผิด ด้วยตนเอง โดยพลการ ว่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ มีความผิด ขั้นปาราชิก กระผมในฐานะ พุทธมามกะ มีความห่วงใย อย่างลึกซึ้งต่อ กรมการศาสนา ท่านอธิบดีและผู้เชี่ยวชาญในระดับต่างๆ ว่า ท่านมีความรู้ความเข้าใจ ในพระพุทธศาสนา เพียงใด ขนาด ผู้เชี่ยวชาญฯ ระดับผู้ใหญ่ เคยเป็นถึง วุฒิสมาชิก ได้แสดงพฤติกรรมออกมา ในลักษณะเช่นนั้น ซึ่งขัดต่อ ความถูกต้อง ชอบธรรม ทั้งตามพระธรรมวินัย และกฎหมาย รัฐธรรมนูญ เกิดการกระทบกระเทือน ต่อ พระพุทธศาสนา และพระภิกษุสงฆ์ โดยทั่วไป อย่างยิ่ง น่าจะเป็นการกล่าวอ้าง ในการกระทำหน้าที่ เกินกว่า เหตุ หรือไม่ รวมทั้งท่าทาง กิริยาวาจา ที่แสดงออกพร้อมๆ กัน ถามใครๆ ทั้งที่เป็นชาวพุทธ และต่างศาสนิก ก็ได้รับ คำตอบ ในลักษณะเดียวกันว่า

น่าจะเป็นการกระทำของอันธพาลที่ไม่รู้บาปบุญคุณโทษในคำสอนของพระบรมศาสนา อะไรทำนองนั้น ไม่น่าจะใช่ คุณมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญศาสนาที่แท้จริง?? หรืออาจเชี่ยวชาญ ศาสนาอื่น ที่มิใช่พุทธศาสนา??

ในฐานะที่ท่านต้องดูแลความสงบเรียบร้อย และช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ โดย พฤตินัย และโดยจำนวน ศาสนิกส่วนใหญ่ กระผมมีความเห็นโดยเคารพว่า

ท่านกระทำถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ โดยตลอด เป็นส่วนมาก และขอขอบคุณ แทนชาวพุทธไว้ ณ ที่นี้ด้วย แต่ในส่วน ที่ไม่สมควร อาจจะไม่ได้ เป็นการกระทำของท่าน โดยตรง เพียงแต่จะต้องรับผิดชอบ ตามตำแหน่ง หน้าที่นั้น ก็น่าเห็นใจ แม้ชาวพุทธระดับใหญ่ๆ โตๆ อย่างผู้บังคับบัญชา ของท่าน รัฐมนตรีอาคม เอ่งฉ้วน ซึ่งมี พฤติกรรม ทำนองเดียวกับท่าน เป็นที่น่ายกย่อง ในตอนแรก ตอนหลัง ก็เปลี่ยนไปคล้ายๆ กัน เหมือนแสดงเจตนา อย่างเด่นชัด ที่จะต้องเอาผิด พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ให้จงได้ ไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม (มิฉะนั้น เก้าอี้ฉัน ต้องหลุด ลอย หรืออะไรทำนองนั้น ฯลฯ) ไม่ได้คำนึงถึงความสัตย์จริง และความเป็นธรรม ตามพุทธธรรม แต่ประการใด ตลอดจน ประพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมา มีลักษณะข่มขู่ ข่มเหงน้ำใจกัน ตลอดเวลา น่าจะได้ไตร่ตรอง และแก้ไข ปัญหาต่างๆ โดยวิธีการที่นุ่มนวล เพราะนี่เป็นคดีเกี่ยวข้อง กับพระผู้ใหญ่ ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วโลก ควรเอาเยี่ยงอย่าง ชาววัดพระธรรมกาย ดูบ้าง มีความสงบเป็นที่ตั้ง และยึดถือหลัก โอวาทปาฏิโมกข์ของ พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ในการแก้ปัญหา อย่างเคร่งครัด

นอกจากมหาเถรสมาคมจะเป็นที่พึ่งแก่พระภิกษุสงฆ์ เมื่อต้องอธิกรณ์ และเป็นที่พึ่ง แก่ชาวพุทธทั้งมวลแล้ว กรมการศาสนา นับเป็นองค์กรสำคัญที่สุดอีกสถานหนึ่ง ในการดำรงตน และปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย อย่าง เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามกระแสอิทธิพลซองขาว หรือปล่อยตน ให้อยู่ใต้ อิทธิพล อำนาจมืด ของใคร หากต้องคำนึงถึง หน้าที่ของตน ตามขอบเขตอันสมควร ไม่ละเว้น และไม่กระทำ เกินเลย จนเป็นการกระทำ ที่เกินกว่าเหตุ ในขณะที่ท่าน เพ่งโทษกับพระรูปหนึ่ง กับละเว้น พระที่ออกมา แสดงบทบาท ที่ไม่สมควร โปรดพิจารณาให้สอดคล้องต้องกัน โดยยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลัก กฎหมาย รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.สงฆ์ และกฎหมายบ้านเมือง ประกอบกันไป ที่สำคัญคือ มีใจเป็นธรรมอย่างยิ่ง ท่านและ คนในบังคับบัญชา กระทำอะไรกันอยู่ คงรู้แก่ใจ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

นายบูลย์สุข โฉมปรางค์

ถึงไอ้ทิด

อยากเขียนมาให้กำลังใจพี่ชายคนนี้ ขอให้พี่สู้เพื่อพระพุทธศาสนาต่อไป ยามใด ที่ผมรู้สึกน้อยอกน้อยใจ กับสื่อต่างๆ ที่กล่าวโทษ วัดพระธรรมกาย ก็รู้สึกอบอุ่นใจเสมอ ที่มีพี่ชายคนหนึ่ง ที่เข้าใจ เป็นปากเป็นเสียง ให้กับ พวกเรา ผมไม่รู้หรอกนะครับว่า พี่คิดอย่างไร จึงเอาตัวเข้ามาขวาง ช่วยเหลือพวกเราเช่นนี้ ได้แต่ขอบคุณ และเป็น กำลังใจ ให้พี่ชายเท่านั้น

สุดท้ายนี้ ขอให้พี่มีความสุขเสมอ ใครที่ว่าร้ายและกล่าวโทษพี่ชายคนนี้ ขอให้เขาเหล่านั้นจงกลับใจ และ มีจิตใจที่บริสุทธิ์ที่จะรับรู้ถึงเจตนาของพี่ชายคนนี้ได้ ความเมตตาที่พี่มีให้กับพวกเราๆ จะไม่มีวันลืมตลอดไป

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ลูกหลวงพ่อ

222 ซอยระนอง 1 พระราม 6 กทม.10400

14 มิถุนายน 2542

เรียน ท่านบรรณาธิการ นสพ.พิมพ์ไทย

จดหมายฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ผมเขียนถึงหนังสือพิมพ์ ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ ในฐานะของคนพุทธ คนหนึ่ง ที่เข้าไปอาศัยร่มเงา ของวัดพระธรรมกาย เพื่อปฏิบัติธรรม จุดมุ่งหมายของจดหมายฉบับนี้ ผมตั้งใจว่า จะเล่าถึงแง่มุม ของคนที่เข้าวัด แล้วรู้สึกอย่างไรกับวัด รู้สึกอย่างไรกับ เหตุการณ์ที่วัด โดนกระหน่ำตีจาก กระแสสังคม ที่เชี่ยวกรากในขณะนี้

ผมและครอบครัวเข้าวัดมาเมื่อตอนปลายปี 2540 ไม่นานหรอกครับ ผมได้ยินชื่อวัดพระธรรมกาย มานาน แล้ว แต่ไม่เคยให้ความสนใจเท่าไร ตรงกันข้าม ค่อนข้างที่จะมีทัศนคติ ที่ไม่ค่อยดีกับวัด ด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้มาถึงวัดแล้ว ก็เริ่มพบกับสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน คนเป็นหมื่นๆ คนนั่งสมาธิอยู่ด้วยกัน อย่างสงบนิ่ง ไม่คุยกัน นั่งนิ่งๆ ฟังท่านเจ้าอาวาส นำนั่งสมาธิ รองเท้าก็ถูกจัดวางเป็นระเบียบ เศษกระดาษ และขยะ ก็อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ ไม่มีตกเกลื่อนกลาด ตามถนน เวลาทานอาหารเที่ยง ก็เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ตอนแรกเริ่ม

จากนั้น ครอบครัวของเรา ก็ได้เข้าร่วมงานบุญกับทางวัด เท่าที่โอกาสจะอำนวย และในวันอาทิตย์ ต้นเดือน ก็โอกาสไปร่วมบุญด้วย ชีวิตครอบครัว เริ่มเปลี่ยนไป แต่ก่อนนี้เราเรียกว่า ตนเองเป็นชาวพุทธ สิ่งที่เราทำ ในฐานะ ชาวพุทธ คือใส่บาตรที่หน้าบ้าน ตอนวันเกิด เท่านั้น ไม่เคยคิดว่า ศาสนาจะให้อะไรแก่เราได้ แต่นับจาก วันที่เรา เข้าวัดพระธรรมกาย ผมและครอบครัว เรามีเป้าหมายในชีวิต ที่ชัดเจน รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และจะทำอะไร ต่อไป วันอาทิตย์ แทนที่เราจะไปเดินตามห้าง ให้หมดเวลาไปวันๆ เราก็มานั่งทำใจสงบ ใจหยุดใจนิ่งกัน ที่วัด สิ่งที่ผมทำกิจกรรมทุกอย่าง ด้วยกันหมด และใช้หลักธรรม นำชีวิตก้าวไป

ผมคิดว่า คนที่เข้าวัดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัดใดก็ตาม คงได้อานิสงส์ไม่แตกต่างกันนัก วัดพระธรรมกาย ได้ทำสิ่งนี้ ได้สร้างคนดี ให้สังคม มานานถึง 29 ปี ลูกศิษย์หลวงพ่อ ทั้งประเทศ ผมก็ไม่กล้าประมาณว่า มีกี่แสนคน มีจำนวนมาก ที่เป็นบุคคลระดับนำของสังคม ขององค์กร ของหน่วยงานราชการ มันจึงเป็นเรื่อง ที่น่าแปลกใจมาก ที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งทำความดีมาตลอด กลับต้องมาโดนกระแสสื่อสังคม โหมกระหน่ำโจมตี อย่างรุนแรง

ผมคิดว่า หากเป็นองค์กรอื่น โดนแบบนี้เข้า คงไม่เหลือแน่ๆ หลายเรื่องที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ ห่างไกลจาก ความเป็นจริง อย่างมาก การโจมตีวัด เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ ผิดปกติเป็นอย่างมาก คนที่ควรจะเป็นโจทก์ ฟ้อง วัดพระธรรมกาย น่าจะเป็นพวก ที่เข้าวัดมากกว่า แต่นี่กลับปรากฏว่ามี "ผู้หวังดี" มากมาย ที่ทำตัวเป็นโจทก์ กล่าวหาวัด ต่างๆ นานา ทั้งๆ ที่ตัวเอง ไม่เคยแม้แต่มาเหยียบย่าง เข้ามาใน วัดพระธรรมกาย มาก่อน ทำตัว วิพากษ์วิจารณ์ วัดต่างๆ นานา ราวกับว่า คนที่เข้าวัดนี่ ช่างโง่เง่างมงาย ขาดสติปัญญา ที่จะพิจารณาว่า อะไร เป็นอะไร แปลกมาก!! การโจมตีวัดนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่ากระทำกัน เป็นขบวนการ หาเรื่องนี้ไม่ได้ ก็เอาเรื่องใหม่ มาอีก ไม่รู้จักจบสิ้น ล่าสุดก็เรื่องที่ดิน ที่ตั้งต้นกล่าวหา หลวงพ่อว่า เอาเงินบริจาคมาซื้อที่ดิน เป็นของตนเอง เล่นไป เล่นมา จนตอนนี้กลายเป็นแจ้งความเท็จไป

ความจริงเป็นอย่างไรนั้น ผู้ประกอบเหตุแห่งกรรมทุกท่านคงรู้แน่แก่ใจดี ขณะนี้ ทุกอย่าง อยู่ในขบวนการ พิจารณาให้ ความเป็นธรรม ของทั้งศาลสงฆ์ และขบวนการพิจารณาความ ฝ่ายบ้านเมือง ขอเถิดครับ อย่าเร่งเวลา ให้ขบวนการทั้งหมด เป็นไปตามครรลอง ที่จะเป็นแล้ว ความจริง ย่อมปรากฏ อย่างแน่นอน อย่าใช้ อย่าอ้าง กระแส สังคม มาสร้างความชอบธรรม ในการใช้อำนาจ ทำลายคนดีเลยครับ

ในกระแสที่เชี่ยวกราก และบ้าคลั่งขาดสติของสื่อมวลชนนั้น "พิมพ์ไทย" เป็นหนังสือพิมพ์ ที่หาญกล้า ขึ้นมา ทวนกระแสนี้ อย่างกล้าหาญ พวกเราชาววัด ขออนุโมทนาบุญ ด้วยนะครับ หนังสือพิมพ์ของคุณ แม้จะเป็น หนังสือพิมพ์ที่ไม่ใหญ่โต ด้วยขนาดของยอดขาย แต่ทว่า กองบรรณาธิการของคุณ เปี่ยมไปด้วยผู้มีคุณธรรม และใหญ่โต ไปด้วยจิตใจ ที่อัดแน่นไปด้วย วิญญาณของสื่อมวลชน ที่ยืนหยัดต่อสู้ เพื่อความถูกต้อง ผมและ ครอบครัว ขอคารวะครับ ยืนหยัดต่อสู้กับอธรรมต่อไป นะครับ ธรรมะย่อมรักษา ผู้ประพฤติธรรม เสมอครับ

หวังว่าจดหมายฉบับนี้ คงจะไม่รบกวนเวลาของท่านบรรณาธิการมากไปนะครับ ผมต้องขอโทษด้วย ที่จดหมาย ค่อนข้างยาว มันเป็นงานที่ไม่ถนัดครับ แต่มันเป็นเวลาที่ คนธรรมกาย ต้องแสดงออกมา ให้โลกรู้ แล้วละครับว่า เรารู้สึกอย่างไร และต้องขอโทษอีกครั้ง ที่พิมพ์จดหมาย โดยไม่ใช้ลายมือตัวเอง ก็เพราะผม กลัวว่า ท่าน บก. จะเวียนหัวจากลายมือของผม

ด้วยความเคารพอย่างสูง

น.พ.วาฑิต วัฒนศัพท์

8 มิถุนายน พ.ศ.2542

กระผมนายวิสุทธิ์ การงาน เป็นชาวไทยผู้หนึ่งที่ต้องการอ่าน ชม ฟัง แต่ข่าวที่เป็นข่าวที่ดี ช่วยส่งเสริมสังคม ให้มีความสำนึกดี ชอบข่าวสร้างสรรคำ มิใช่ข่าวบิดเบือน ตามกระแสสังคม ไม่ส่งเสริมศีลธรรม วัฒนธรรม อันดีงาม ของสังคมไทย

ด้วยจดหมายฉบับนี้ ผมขอสนับสนุนท่านบรรณาธิการ หัวหน้าข่าว ผู้สื่อข่าวที่พยายามรักษา จรรยาบรรณ ของสื่อมวลชนที่ดี ขอให้บุญกุศล ที่กระผมได้ทำมา มากมาย นับชาติไม่ถ้วน จงส่งเสริมดลจิตดลใจ ให้พวกท่าน คณะบุคคล ที่ทำคุณประโยชน์ ให้แก่บ้านเมือง ชาติ ศาสนา อันเป็นสถาบันของเรา ให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป คำว่า นรก ในพระไตรปิฎก อย่าได้พบ อย่าได้ไป ตลอดกาลเทอญ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นายวิสุทธิ์ การงาน

ไอ้ทิด

[หน้าหลัก] [หน้า1][วิวาทะ][ปุจฉา]

1