ปีที่ 2 ฉบับที่ 709 ประจำวันอังคารที่ 22 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542
วิวาทะ
แย้แห้งคาบไปป์จรดปากกางตำราด่าพระภิกษุสงฆ์
ผมไม่ชอบยุทธวิธีทางการทูต สักเท่าไหร่ เห็นคนอย่าง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่ปรึกษานายกฯ และผอ. แนวหน้า เขียนถึงเรื่องธรรมะทีไร รู้สึกกระดาษแทนร่ำไป
ภาษาถ้อยคำที่ใช้ก็ดูเหมือนคนคงแก่เรียนธรรมะ ธรรมโม
แต่ไม่ทราบเขียนไปเปิดกางตำราพระไตรปิฎกไปพร้อมๆ กันหรือไม่
อันที่จริงก็เห็นใจ น.ต.ประสงค์ อยู่มิใช่น้อย เพราะท่านเป็นนักเขียนกิตติมศักดิ์ ทำงาน คุณูปการให้กับ ชาติบ้านเมือง มาก็มาก
ปากกาคมกล้าท้าทาย นักการเมืองขี้ฉ้อ และทุกครั้งที่สถานการณ์ ทางการเมือง รุนแรง รถยนต์บ้านช่อง ของท่าน ก็ถูกอำนาจมืดคุกคาม เสียงระเบิดเ สมือนดังคะแนน ปูนบำเหน็จให้กับ งานเขียนของท่าน
ที่ว่าเห็นใจ น.ต.ประสงค์ ก็เพราะว่า เห็นท่านเขียนงาน ทางการเมือง ได้ดีอยู่ 2 เรื่องใหญ่เท่านั้น คือ ด่าคุณชวลิต ยงใจยุทธ ครั้งเป็นรัฐบาล จัดม็อบสีลม คว่ำไปตกที่นั่ง ไปเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ก็ยังอดเขียนด่า ผู้นำฝ่ายค้านคนนี้ไม่ได้
งานเขียนของ น.ต. ประสงค์ จึงมีแต่ลีลาเขียนชื่นชมรัฐบาลชวน หลีกภัย และก็เขียนด่า คุณชวลิต ทุกครั้ง ที่มีโอกาส
จึงรู้สึกเห็นใจ น.ต.ประสงค์ ที่อาจหมดไอเดีย เกี่ยวกับการเขียนเชียร์รัฐบาลชวน และก็ด่าฝ่ายค้าน จึงหันมา จรดปากกา ด่าพระสงฆ์องค์เจ้า สนุกมือกับเพื่อนๆ สื่อมวลชน ที่เปิดประเด็น ด่าวัดพระธรรมกาย
น.ต.ประสงค์ไม่ได้ระบุในงานเขียนว่า ด่าพระรูปใด แต่ทุกคนที่อ่านก็เข้าใจว่า หมายถึงพระรูปใด
สรุปว่าเป็นพระที่กำลังตกเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ก็คงไม่พ้นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเท่านั้น
น.ต.ประสงค์ชี้ว่า พระรูปนั้นยังมีความละโมภ ในทรัพย์ศฤงคารทั้งหลาย ไม่รู้จักจบสิ้น ยังชอบที่จะ สะสมสมบัติ ทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าที่ดิน รถยนต์ ตู้เย็น ทีวี.
ยังติดใจแรงกล้าในกามทั้งหลาย พูดจาจ๊ะจ๋า เกี้ยวพาราสีผู้หญิง ทางโทรศัพท์ และในรายการวิทยุ แทบ ทุกคืน ใช้สบู่ฝรั่งเศสก้อนละ 500 บาท
ฉีดผิวอบร่างให้มีผิวผ่องใสดูเป็นคนมีบุญ เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายเลื่อมใสและเชื่อถือ
เป็นพวกเกาะชายสังฆาฏิพระพุทธเจ้าโดยแท้ แต่ไม่เคยเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่เห็นธรรมของ พระพุทธเจ้า นั้น ย่อมไม่เห็นพระพุทธเจ้า
ทำตัวเป็นคนเก้อ-ยาก หรือหน้าด้านตลอดเวลา สมควรที่จะมีภิกษุสงฆ์อย่างนี้ อยู่ในพระศาสนาหรือไม่?
ที่ปรึกษานายกฯ เขียนไว้อย่างนี้ .
ผมชื่นชอบคำโบราณหลายคำวันนี้ จึงคิดถึงภาษิตที่ว่า "ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา"
น.ต.ประสงค์ส่องกระจกดูสังขารตัวเองบ้างเถิดครับ
แล้วจะพบว่า สิ่งที่ผมพูดไปนั้น มันถูกผิดกี่มากน้อย พฤติกรรมทางการเมืองของท่าน ใครๆ ก็ทราบว่า เป็นอย่างไร
เรื่องศีลธรรมจรรยาหลายคนก็ทราบ
โรงแรมดุสิตธานี ร้านเสริมสวย เด็กบริการรุ่นหลาน ที่ขัดนวดหน้าให้ท่าน ให้บริการพิเศษ จนท่าน ประทับใจ มีรสนิยม ดื่มไว้ท์ราคาแพง สูบยานอก ฯลฯ
ผมคงไม่เข้าไปก้าวก่ายอะไรท่าน .
แต่ที่อดรนทนไม่ไหวจริง ก็อีตอนที่ท่านจรดปากกา เขียนเรื่องพระศาสนา เพราะไม่อยากให้สังคมตราว่า เป็นเรื่องของ "แม่ปูสอนลูกปู" เดินอย่างไง มันก็ตรงไม่ได ้หรอกครับ เพราะแม่มันเดินเอียงมา ตั้งแต่เกิดแล้ว จะให้ลูกมันเดินตรง เหมือนทหารกองเกียรติยศ ได้อย่างไร?
หากเข้าใจหลักพระศาสนาอย่างถ่องแท้แล้ว คงไม่มีความคิดอย่างนี้
ต้องสร้างประโยชน์ให้กับตนเองให้ได้เสียก่อน จึงค่อยแผ่เมตตา เพียงสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น
เรื่องสถานทูตต่างแดน ผมก็ไม่แต่สงสาร ภรรยาท่านนักการทูตผู้นั้น ไม่ทราบว่า ลูกผู้ชายชื่อประสงค์ คิดเห็นอย่างไร จึงเฉยเมยกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เปิดตำราด่าพระด่าเจ้า มันเรื่องง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก ขอเพียงมีใจเป็นธรรม มองสัตว์โลก ที่ร่วม เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งกันและกัน
ก็จะพบกับความจริงที่ว่า ไม่มีใครดีที่สุดในโลก และก็ไม่มีใครเลวที่สุดในโลก
ดีที่สุดในโลก ท่านไปถึงพระนิพพานกันหมดแล้ว
ส่วนที่เลวชั่วชาติ ไม่ทราบว่าตกอยู่ขุมนรกใด
สำคัญแต่เราจะเลือกไป เสาะแสวงหา ความดีความเลวกันอย่างไร เท่านั้น ติเพื่อก่อ ไม่มีใครว่าอะไร ดอก ครับ แต่คนที่ชอบเดินตาม รอยเท้าชาวบ้าน เห็นเขาด่ากัน เกรงว่า จะเป็นจูรัสสิคปาร์ค ก็ขอแจม ขอด่ากับเขาด้วย คนพวกนี้ มีสมองไว้จำ และปรับสี ปรับตัวไปตาม ฝาเพดาน ไม่ได้มีสมองไว้เพื่อ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม เพื่อสังคม .
โซตัส