ปีที่ 2 ฉบับที่ 699 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2542

ปุจฉา วิสัชนา

เรื่องนิพพาน อนัตตา ของท่านพระธรรมปิฎก ถือว่า นิพพานเป็นสิ่งที่วางหมด ไม่มีเชื้ออัตตาเลย ปกติธรรมดาในจักรวาลนั้น ประกอบไป ด้วยกลุ่มก้อนหินทรงกลม ก๊าซและแร่ธาตุต่างๆ โลกเราก็เป็นก้อนหินที่ลอยเคว้งคว้างอยู่จักรวาลด้วยทุกอย่างเป็นอัตตา เรามีพรหม สวรค์ และ นรก เป็นภูมิชั้นอยู่ในจักรวาลเป็นอัตตา มีวิญญาณทุกสรรพสิ่งเป็นอัตตา เป็นผู้อาศัยอยู่ทุกภูมิชั้น ถ้านิพพานเป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ และพระอรหันต์ ทุกพระองค์จะไปสถิตอยู่กันแห่งใด เมื่อดับขันธ์ หรือดับพระวิญญาณเสียด้วย

เรื่องการเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น พระคุณเจ้า พระฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง อุทัยธานี ก็เคยเขียนลงในหนังสือของวัด เรื่องเข้าสมาธิจนไป เฝ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในดินแดนพระนิพพานก็มีมานานแล้ว ทำไมพวกพิทักษ์พุทธศาสนา 130 กว่าองค์กร เสฐียรพงษ์ พระพยอม และกรมศาสนา ไม่เคยออกมาเต้น เร่า เร่า เลย ลูกศิษย์พระคุณเจ้าพระฤาษีลิงดำ ยังมีการฝึกสมาธิเพื่อไปเที่ยวนรกสวรรค์กัน ไม่รู้กันบ้างเลยหรือ กรมการศาสนา

2 มิ.ย.42

เรียน บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย

ตามที่ท่านได้ลงข่าวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ได้ตรงตามความเป็นจริงนั้น พวกเราชาวพิษณุโลก ขอเป็นกำลังใจให้ท่าน เพื่อให้ท่านได้ทำ ในสิ่งที่ดีต่อไป อย่าเพิ่งน้อยใจว่า พวกเราไม่เหลียวแลนะ พวกเราให้กำลังใจ (ในใจ) ท่านอยู่เสมอและตลอดมา ขอให้ท่านสู้ต่อไป เราจะอยู่เคียง ข้างท่าน ท่านทำดีที่สุดแล้ว สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ สู้ต่อไปนะคะ

ขอแสดงความนับถือ

คนึงนิจ ตันกาศ


ถึงคุณ "ไอ้ทิด" ที่นับถือ และคุณโซตัสที่นับถือ

ผมได้อ่านแถลงการณ์ถึงชาวพุทธ ของพระนิสิตมหาจุฬาฯ ที่ลงพิมพ์ในคอลัมน์ ปุจฉา-วิสัชนา ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ใน "พิมพ์ไทย" แล้ว เห็นด้วย กับ แถลงการณ์ฉบับนี้ทุกประการ

ประการแรก พระลิขิตที่ว่า เป็นของสมเด็จพระสังฆราชฯ นั้น น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะสมเด็จพระสังฆราชฯ ก็อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ความถูกต้อง ชอบธรรม และกฎระเบียบต่างๆ พระองค์ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการสั่งการ ให้พระภิกษุรูปใด ปฏิบัติ สิ่งใดๆ โดยพลการแบบเผด็จการ การตัดสินอธิกรณ์ของพระผู้ใหญ่ในกิจการของพระสงฆ์ สงฆ์ที่ทำหน้าที่ตัดสินคดี หรืออธิกรณ์ของพระ ในปัจจุบัน ก็คือ มหาเถรสมาคมโดยตรง

สมเด็จพระสังฆราชฯ ก็เหมือนกับในหลวง ในหลวงไม่ทรงมีพระลิขิตสั่งการตัดสินคดีความต่างๆ ฉันใด สมเด็จพระสังฆราชฯ ก็ทรง ปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่เหตุไฉนจึงมีพระลิขิตออกมา ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเช่นนี้ น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย ไม่น่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น

เราต้องยอมรับว่า พระภิกษุจำนวนมิใช่น้อย รวมทั้งพระราชาคณะพระสมเด็จ และกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น มีทรัพย์สินเงินทองเป็น จำนวนมาก เหตุใดจึงไม่มีพระลิขิตให้พระสงฆ์ที่มีทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้น คืนเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาให้วัดที่สังกัดอยู่ เป็นการไม่ยุติธรรมเลย ที่ใช้อำนาจบังคับ เฉพาะพระธัมมชโย คืนที่ดินให้วัดพระธรรมกาย ที่ดินจะกี่ไร่ก็ตาม เมื่อท่านมรณภาพแล้วก็เอาไปไม่ได้ ต้องตกเป็นของวัดอยู่ดี ตามพระวินัยบัญญัติ

เบื้องหลังเบื้องลึกของการล้มวัดพระธรรมกาย ต้องยอมรับว่า คณะสงฆ์ไทยมี 2 นิกาย คือ มหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย

ผู้ที่นั่งอมยิ้มอยู่ในขณะนี้คือ พวกนับถือศาสนาอื่น ที่กำลังจ้องมองความพินาศขาดสูญ ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย พวกนี้ไม่เคย ละเว้น ที่จะกลืนพุทธศาสนาให้ได้ แม้แต่นาทีเดียว เหมือนเสือจ้องเขมือบช้าง ช้างพลาดเมื่อใดก็เป็นโอกาสของเสือ พวกนอกศาสนาพุทธ อาจมี ส่วนร่วมในแผนล้มวัดพระธรรมกายด้วย

การขยายโอกาสทางการศึกษา ถึงม.6 แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ก็เข้าทางของเขา จึงขอเตือนล่วงหน้าว่า ผลร้ายที่จะตามมาคือ

1. สามเณรจะค่อยหมดๆ ไป

2. ผู้บวชพระเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา จะมีน้อยและหายาก

3. วัดวาอารามต่างๆ จะร้างทั่วไปอย่างน่าวิตก

4. เมื่อพระเถรานุเถะปัจจุบันมรณภาพหมดแล้ว จะหาพระดีๆ ดำรงพระพุทธศาสนาได้ยากยิ่งขึ้น

นี้คือช้างล้มเสือก็ค่อยจ้องอยู่จะเล่นงานทันที หมู่บ้านไหนวัดร้างเขาจะทำตัวเป็นบ้าบุญแทรกเข้าไปทันที น่าเป็นห่วงจริงๆ ชาวพุทธเรา เคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ วัดพระธรรมกายเข้าลักษณะทำดีอย่าให้เด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน วัดธรรมกายทั้งเด่นทั้งดัง ผู้คนศรัทธาเข้าวัดมากกว่าวัดใดๆ ในประเทศไทย

ฉะนั้น จึงย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะมีผู้อิจฉาริษยา เรื่องจึงเกิดขึ้นกับวัดพระธรรมกาย

ต่อไปก็ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องการสอนวิชชาธรรมกาย วิชชาธรรมกายนี้ สอนมาตั้งแต่หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ถ้าไม่ถูกต้อง ทำไมจึง ปล่อยให้สอนกันมาตั้ง 40-50 ปีแล้ว เหตุไรจึงมาโวยวายเอาตอนนี้ ทำไมไม่โวยวายตั้งแต่หลวงพ่อสดยังอยู่

อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีฝึกสมาธิกว่า 106 วิธี เพื่อให้เลือกฝึกสร้างตามอุปนิสัยของแต่ละคน การฝึกสอนสมาธิตามแบบ วิชชา ธรรมกาย เป็นอุบายวิธีหนึ่งที่มุ่งทำให้จิตสงบ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เช่นเดียวกับวิธียุบหนอพองหนอ หรือพุทโธ การสอนสมาธิด้วยวิธีใดก็ตาม ถ้าทำให้ จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ วิธีนั้นก็ใช้ได้ไม่ผิดอะไร พวกฤาษี โยคี เขาก็มีวิธีการฝึกสมาธิของเขา เรื่องการฝึกสมาธิมีมาก่อนพุทธกาลแล้ว

การสอนว่า นิพพานเป็นอัตตา ก็ไม่เห็นผิดแผกแตกต่างอะไร คำว่าอัตตา ไม่มีตัวตน หมายถึงตัวตนที่ยังมีขันธ์ 5 อยู่ต่างหาก ถ้าท่าน หมายถึงนิพพานไม่มีอะไรเหลือ ท่านก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในข้อที่ว่า ตายแล้วสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) และอาจเข้าข่ายปาราชิก ในข้ออวดอุตริมนุสธรรม คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน เป็นการพยากรณ์อรหัตผล แม้จะกล่าวตามคำว่า ตามนิพพานนั้นจะต้องมีจิตบริสุทธิ์เหลืออยู่ เพื่อเสวยอารมณ์ สุขของนิพพาน จิตบริสุทธิ์ตัวนี้จะเรียกว่า อัตตา ก็ได้ ถ้าไม่มีอัตตาของจิตเหลืออยู่ ก็เท่ากับตายแล้วสูญ เป็นมิจฉาทิฏฐิแน่นอน นิพพานจะต้องมี อะไรเหลืออยู่ มิฉะนั้นท่านจะกล่าวว่านิพพานัง ปรมัง สุขัง = นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ไว้ทำไมกัน ถ้านิพพานไม่มีตัวตนหรือ จิตเหลืออยู่ตายแล้ว ก็สูญสิ้นไปแล้ว ใครจะอยากไปนิพพานอย่างนั้น

ประวัติหลวงปู่มั่นตอนหนึ่ง หลวงตามหาบัว ผู้เขียนไว้ว่า เมื่อท่านหลวงปู่มั่นได้สำเร็จธรรมสูงสุดแล้ว เห็นมีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ในอดีตมาอนุโมทนาด้วยมากมาย ภาพที่หลวงปู่มั่นเห็นนั้น ท่านมาในรูปสอุปทิเสสนิพพาน เพื่อให้มองเห็น เมื่อเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานธาตุแล้ว มองไม่เห็น ที่มองไม่เห็น ไม่ใช่สูญไป แต่ยังมีอยู่ ส่วนที่พระอรหันต์เมื่อท่านนิพพานแล้วยังอยู่ เรียกว่า อัตตา หรือร่างจิตก็น่าจะได้

ดังนั้น ถ้าพระธรรมปิฎก ท่านสำเร็จอรหันต์แล้วพยากรณ์ว่า นิพพานเป็นอัตตา ท่านก็บริสุทธิ์ ผู้เขียนก็ต้องขออภัยที่ได้กล่าวถึงท่าน เพราะ มีผู้ถกเถียงเรื่องนี้เป็นอันมาก แต่ถ้าท่านยังไม่บรรลุอรหันต์ ก็น่าจะเข้าข่าวอวดอุตริฯ ได้เหมือนกัน "ธรรมของพระพุทธเจ้า วิญญูชนทั้งหลาย พึงรู้เฉพาะตัว" ไม่ควรชี้ชัดลงไปว่าอะไรเป็นอะไร ในเมื่อตนยังไม่ได้ไปถึง

สื่อมวลชน ถือว่าข่าวพระเป็นข่าวโอชะ พยายามเขียนทุกรูปแบบ เพื่อขายข่าว หรืออาจได้รับเงินค่าจ้างจากพวกนอกศาสนา โดยไม่รับ ผิดชอบขอให้ได้เงินและขายหนังสือพิมพ์ได้เป็นดีที่สุด มิได้คำนึงถึงความถูกต้อง ท่านทราบบ้างหรือไม่ว่า ผู้อ่านทุกคนจะเห็นดีเห็นชอบด้วย ข้าพเจ้ามักจะได้ยินหลายคนพูดว่า นสพ.นั้นๆ ไม่ซื้ออ่านแล้ว มันลงข่าวรุนแรงเกินขอบเขตจนน่าเกลียด ระวัง! ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้น ถึงตัวบ้าง นะครับ

จากชาวพุทธเต็มร้อย


เรียนท่านบรรณาธิการและทีมงานหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

ดิฉันในฐานะคนไทยคนหนึ่ง และในฐานะพุทธศาสนิกชนด้วย ต้องขอขอบพระคุณท่าน และทีมงานของท่านเป็นอย่างมาก ที่ได้ช่วย ปกป้องพระพุทธศาสนามาตลอดเวลา โดยการนำเสนอข่าวสารด้วยใจที่เป็นกลาง นับตั้งแต่เริ่มการโจมตีวัดพระธรรมกาย โดยไม่หวั่นไหวต่อ สิ่งต่างๆ ซึ่งสวนกระแส ต่างจากสื่ออื่นๆ ขณะนี้พระพุทธศาสนาบอบช้ำมากแล้ว เพราะข่าวที่บรรดาสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ นำเสนอมาตลอด 7 เดือนนั้น ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ เกิดคาวมคลอนแคลน คล้อยตามข่าวที่นำเสนอว่า เรื่องที่เกิดขึ้นต้อง เป็น เรื่องจริงอย่างแน่นอน แต่เพราะมีสื่ออย่างท่าน ที่กล้าหาญออกมาเขียนข่าวต่างๆ ไปตามความเป็นจริง และมีใจที่เป็นกลางๆ เพราะเมื่อเวลา ที่เกิด ข่าวในทิศทางขอกระแสลบ ท่านได้พยายามหาข้อมูลว่า จะมีสิ่งใดที่ไม่น่าปกติของข่าว มาตีแผ่ให้พวกเราชาวพุทธได้มีข้อมูล ในการพิจารณา มากขึ้น เพราะถ้าสื่อทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวัน รายเดือน หรือรายปักษ์ มีแนวร่วมในทางที่ลบอย่างเดียวกัน สงฆ์ก็คง ย่ำแย่แล้ว เพราะมีกลุ่มบุคคลอย่างท่านที่แสดงออกถึงความรักพระพุทธศาสนา รักประเทศไทย ต้องการให้กำลังคนที่แสดงออก ถึงความรัก พระพุทธศาสนา รักประเทศไทย ต้องการให้กำลังใจ คนที่ตั้งใจทำความดี เป็นเครื่องแสดงว่า ท่านมีจรรยาบรรณในการทำหน้าที่ มีความซื่อตรง ต่อตนเอง ต่อหน้าที่ ต่อสังคมและต่อประเทศชาติ

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตั้งแต่เริ่มตั้งชาติไทย บรรพบุรุษของเรามีสายตาอันยาวไกล มีความฉลาดหลักแหลม ในการ เลือกนับถือพระพุทธศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะท่านเหล่านั้น ได้พิสูจน์ด้วยความประพฤติปฏิบัติ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ จึงซาบซึ้งถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา และช่วยกันสืบทอดมาถึงเราปัจจุบัน จนทำให้เรามีความภาคภูมิในความเป็นคนไทย

มายุคนี้ สมัยนี้ วิทยาการต่างๆ ก็ก้าวไปไกล ข้อมูลข่าวสารรู้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น

ข่าวสารต่างๆ ควรกลั่นกรองให้ดีเสียก่อน จึงค่อยนำเสนอ หากเขียนข่าวหรือนำเสนอข่าวไม่ตรงตามความเป็นจริง ข้อความเหล่านั้น ไม่ต่าง อะไรกับคมหอกที่ประหัตประหารกัน แต่ข้อความใดข่าวใด ที่เสนอตรงไปตรงมา ตามความเป็นจริง ก็เป็นเหมือนพวงดอกไม้ที่นำมาบูชา ให้กำลัง บุคคลที่ตั้งใจทำความดี แต่เผอิญไปปิดกั้นผลประโยชน์ของคนไม่ดี หรือเด่นดังเกินหน้าเขา

อยากจะบอกท่านว่า ขอให้ท่านได้นำเสนอแต่สิ่งที่ดีๆ มีคุณค่าอย่างนี้ตลอดไป เพื่อประสานรอยร้าวของสังคม ดิฉันอยากเห็นแต่ ข้อความ ต่างๆ ภาพต่างๆ ที่แสดงออกมาถึงความสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เป็นประโยชน์ต่อทุกคนในสังคม และเป็น ประโยชน์ ต่อประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา บนเส้นทางแห่งการสร้างความดี ย่อมต้องมีอุปสรรค ขอให้ท่านมีกำลังใจในการทำความดี อย่าง ต่อเนื่องและตลอดไป

จากคนไทยคนหนึ่งที่รักพระพุทธศาสนา

ไอ้ทิด

[หน้าหลัก] [หน้า1][วิวาทะ][ปุจฉา]

1