ปีที่ 7 ฉบับที่ 661 ประจำวันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2542
สหัสวรรษที่ 3
ข้อเท็จจริงกรณีวัดพระธรรมกาย
กับความอยู่รอดของคณะสงฆ์ไทย (1)
พุทธศาสนากับประเทศไทย เปรียบประดุจหัวใจกับโลหิต ย่อมเป็นหนึ่งเดียวกันและเสริมสร้างผลักดัน ให้เกิดพลังสร้างสรรค์ ความมั่นคง ให้กับชาติ มาแต่อดีตกาล พุทธศาสนาเป็นทั้งที่พึ่งทางใจ ในยามสงบ และยามศึกสงคราม
พุทธศาสนา คือ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และสังคมของชาติไทย หล่อหลอมความเป็นชาติ สร้างบุคคลสำคัญ เป็นกำลัง กอบกู้ เอกราชให้แก่แผ่นดิน และบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งเป็นหลักชัย ในการปกครองมาทุกยุค ตราบเท่าปัจจุบัน จนเป็นสถาบันสูงสุด ปรากฏ ในตราแผ่นดินเป็นหลักฐาน
ด้วยศักยภาพและบูรณภาพแห่งพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลักธรรมคำสั่งสอน มีความทันสมัยในตัวเอง สามารถปรับใช้ได้ ในทุกสภาวะ และสถานะ ทำให้ศาสนาต่างๆ ต้องการนำเอาหลักพุทธศาสนาไปดัดแปลง แล้วใช้สั่งสอน โดยอ้างว่า เป็นคำสั่งสอนของศาสดาของตน การ บิดเบือนทำลายพุทธศาสนาในประเทศไทย มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากความสมานสามัคคี ของพุทธบริษัท โดยเฉพาะ ความแข็งแกร่งของ พระภิกษุสงฆ์ในคณะสงฆ์ไทย ทำให้พุทธศาสนาในประเทศไทย อยู่รอดปลอดภัยตลอดมา
ในช่วงระยะ 20 ปี ที่ผ่านมา สิ่งที่จะเห็นได้ชัดอย่างเป็นรูปธรรมคือ การบ่อนทำลายวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี สังคม มีการถอด หลักสูตรวิชา "ศีลธรรมพุทธศาสนา" ออกจากชั้นอนุบาล ประถม มัธยมศึกษา ภาพที่เราเคยเห็น นักเรียนสวดมนต์ก่อนเข้าขั้นเรียน หมดไปจาก สังคมไทย ประชาชนในชาติ จากระดับล่างถึงระดับสูง ขาดศีลธรรมจรรยา สื่อสารมวลชน จะประโคมข่าว เป็นเรื่องใหญ่ในทางลบ เมื่อมีเรื่อง เกี่ยวกับพุทธศาสนา (หลังจากที่มีการอภัยโทษให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ อันเป็นศัตรูสำคัญของพุทธศาสนา)
ณ ปัจจุบัน (2542) กลุ่มทำลายพุทธศาสนา ได้ขยายตัวและมีอิทธิพลทั้งทางการเมือง สถาบันการศึกษา และทางธุรกิจ ถึงขนาดที่ มหาวิทยาลัย บางแห่ง เปิดสอนหลักสูตรตั้งแต่ระดับ ปริญญาตรีถึงปริญญาเอก โดยมีปรัชญาที่ไม่ให้เชื่อในพิธีการทางสงฆ์ ซึ่งถือว่า เป็นเรื่อง งมงาย พิสูจน์ไม่ได้ ให้เชื่อเฉพาะที่พิสูจน์ได้ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น??
รัฐมนตรีช่วย ประจวบ ไชยศาสน์ เดินทางเข้าพบ สันตปาปา ประมุขแห่งศาสนาคริสเตียน ณ กรุงวาติกัน และ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าพบประธานอิสบามสากล ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ผลปรากฎว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ.2540 จึงไม่ปรากฎ บทบัญญัติที่ระบุให้ "พุทธศาสนา" เป็นศาสนาประจำชาติ
และเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2542 จึงเป็นช่วงวิกฤตอย่างยิ่ง สำหรับคณะสงฆ์ไทย ที่จะต้องประสบกับการตัดสินใจ ในแนวทางที่ถูกต้อง มีความสุขุม รอบคอบ ลุ่มลึกในการพิจารณาสถานการณ์ เมื่อเผชิญกับการประสาน ผลประโยชน์ของ กลุ่มนอกศาสนาต่างๆ ซึ่งใช้กระแสว่า ปกป้องพุทธศาสนา ซึ่งโดยความเป็นจริง บุคคลที่ปรากฎนามต่างๆ ไม่เคยเป็นผู้นำ ในการรณรงค์ให้ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ มาก่อนเลย
สิ่งที่น่าพิจารณาและหาคำตอบให้ได้ก็คือ การสร้างกระแสให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อทำลาย หรือสร้างภาพพจน์แก่ พุทธศาสนาในทางลบ หรือ เสียหายแก่สายตาชาวโลก จะเห็นได้ว่า กลุ่มผู้โจมตีพระพุทธศาสนา ได้เคยออกแถลงกับสถานีวิทยุ BBC ของประเทศอังกฤษ เขามี วัตถุประสงค์ เพื่ออะไรกันแน่??? การพยายามทำให้สังคมเห็นว่า เป็นความคิด หรือความเห็นมาจาก บุคคลหลายกลุ่ม ซึ่งมีความห่วงใย พุทธศาสนา นั้น เป็นความจริงหรือไม่???
เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มบุคคลที่ออกมาต่อต้าน หรือโจมกรณีวัดพระธรรมกาย เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน เช่น พระพยอม กัลยาโณ พระธรรมปิฎก นายเสฐียรพงษ์ วรรณปก ล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน ปัญหานี้ต้องมีคำตอบว่า เพราะอะไร??
กรณีวัดพระธรรมกาย เป็นลักษณะของการทำลาย โดยอาศัยพวกเดียวกัน (เหมือนนิทานกษัตริย์ลิจฉวี) ซึ่งผลลัพท์ที่ออกมา ไม่ว่า จะเป็นอย่างใด ผลเสียก็จะตกกับ "คณะสงฆ์ไทย" และมหาเถรสมาคม ซึ่งกลุ่มที่มิใช่พุทธศาสนิกชน ต้องการให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
จุดผกผันแห่งประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ และคณะสงฆ์ไทยขณะนี้ เปรียบดั่งอยู่บนเส้นด้าย ที่พาดบนปากเหว พุทธบริษัท จึงควร พิจารณา ใคร่ครวญ และหาแนวทางป้องกัน
ก่อนที่พุทธศาสนาจะกลายเป็นเพียงเครื่องประดับ หรือวัตถุโบราณเท่านั้น
เบ็ญจ์ บาระกุล (แทน)