ปีที่ 7 ฉบับที่ 661 ประจำวันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2542

วิวาทะ

ดูจารึกสงฆ์ไทย ธรรมยุต-มหานิกาย

พูดแบบไม่เกรงกลัวฟ้าดิน และใครๆ ในพุทธจักรไทย รู้เข้าใจพร้อมยอมรับว่า สงฆ์วันนี้ มีอยู่ 2 นิกาย

นิกายแรกเป็นนิกายดั้งเดิม นับถือสืบๆ กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี กรุงเทพมหาตรค กระทั่งถึงรัชกาลที่ 3

สิ้นรัชกาลที่ 2 การสืบราชสันติวงศ์เกิดลัดขั้นตอนขึ้นมา ตามกฎมณเทียรบาล ผู้ที่เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปคือ สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งเป็นองค์รัชทายาทสายตรง แต่กลับเป็นพระองค์เจ้าเจษฎาบดินทร์ ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 3 นั้นเอง

การเมืองในช่วงนั้น เกิดเหตุการณ์เขม็งเกลียวขึ้นมาจนแผ่นดินแทบเดือด สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฏองค์รัชทายาท จำต้องหลบภัยการเมือง เข้าสู่ร่มเงาแห่งผ้ากาสาวพัตร จวบสิ้นรัชสมัยแห่งรัชกาลที่ 3

ขณะทรงผนวชพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏทรงรับเกลียดที่สงฆ์ไทยยุคนั้น ประพฤติปฏิบัติ ย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย จึงทรงแยกคณะออกมา เป็นเอกเทศ ณ วัดสมอราย ซึ่งปัจจุบันคือวัดราชาธิวาส นั่นเอง คือ "นิกายธรรมยุต"

รัชกาลที่ 3 ทราบพฤติการณ์ดังกล่าว ทรงกำสรดในพระราชหฤทัยยิ่งนัก กลัวประวัติศาสตร์จะจารึกว่า เกิดสังฆเภทขึ้น ในแผ่นดินของ พระองค์ ทรงขอร้องวิงวอนเฉพาะพระพักตร์ พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏ อย่าห่มผ้าอย่างพระรามัญ ขอให้ห่มผ้าและมีอาจริยวัตรอย่างสงฆ์ไทย ในยุคนั้น จากนั้นไม่นาน ก็สิ้นรัชกาลที่ 3

เมื่อภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏทรงลาผนวชขึ้นครองราชสมบัติ เป็นรัชกาลที่ 4 สงฆ์ใหม่ ในนามคณะธรรมยุตตติกนิกาย ก็เจริญงอกงามยิ่งขึ้น มีอารามเกิดขึ้น อีกมากมาย ทั้งในเมืองหลวง และหัวเมืองสำหรับสงฆ์คณะธรรมยุต

รัชกาลที่ 4 แม้พระองค์จะทรงก่อตั้งสงฆ์คณะธรรมยุตขึ้นมาก็ตาม พระองค์ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ ต่อคณะสงฆ์เดิมคือมหานิกาย ไม่ย่อหย่อนไปกว่าคณะธรรมยุต

ทรงพระราชทานสมณศักดิ์พระราชทานราชทรัพย์แด่สงฆ์ในพระพุทธศาสนาอย่างยุติธรรม ไร้อคติ ลำเอียงแด่นิกายทั้งสอง

กระนั้นก็ตาม สังคมของคนในฐานะที่เป็นปุถุชน คนกิเลสหนา ก็สร้างความระส่ำขึ้นมาจนได้ ค่านิยมเกิดขึ้นในสังคมว่า ถ้าอยากเจริญ ก้าวหน้า มีหน้าตาในสังคม ต้องบวชลูกหลานในวัดธรรมยุตเท่านั้น พูดอีกทีก็คือ คนชั้นสูงต้องบวชธรรมยุต คนชั้นต่ำ ลูกชาวบ้าน ต้องบวช มหานิกาย

สังคมไทยแตกดังโพล๊ะ...

ถ้วยชามแตก แก้วแตกโยนลงตระกร้าได้ แต่สังคมไทยแตก จะทำอย่างนั้นไม่ได้ เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ต้องหันหน้าเข้าหากัน ทั้งพุทธจักรและอาณาจักร ในยุคของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงสร้างวัดพระศรีมหาธาตุขึ้นมา เพื่อรวมสงฆ์ไทยไม่ให้มีนิกาย

เหลวเป๋วสิ้นดี...

วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ไร้พระมหานิกาย มีแต่พระธรรมยุตเท่านั้น...??

วันนี้สงฆ์ไทย องค์กรสูงสุดคือ คณะกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นสถาบันสูงสุดของสงฆ์ไทย เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ แยกอุโบสถ สังฆกรรมกันอย่างเด็ดขาด

สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นธรรมยุต วัดพระธรรมกายและผู้รับผิดชอบ เป็นมหานิกาย จะมีประโยชน์อะไร ไปรบกวนเบื้องบาท ให้ระคาย เคืองเจ้าพระคุณสมเด็จวัดสระเกศฯ เจ้าพระคุณสมเด็จวัดชนะสงคราม รวมทั้งท่านเจ้าคุณพระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1

สมเด็จและท่านเจ้าคุณต่างเป็นพระเถระผู้ใหญ่ มองการณ์ไกล แบบรัตตัญญู โดยยึดหลักรัฐศาสตร์เป็นสำคัญ ท่านบอกให้ใจเย็นๆ ไว้ ต่อปัญหาวัดพระธรรมกาย แต่ก็ไม่ถูกใจคนใจร้อน คล้ายกับว่า อยากให้หมู่สงฆ์ไทยแตกแยกกันไวๆ

เสฐียรพงษ์ วรรณปก เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ศิวรักษ์ พระธรรมปิฎก พระมหาบุญถึง แม้แต่พระพยอม พูดกันเสียงเดียวทำนองว่า มส.ไร้น้ำยา มีแต่พระแก่นั่งทำหน้าที่ปกครองตัดสินชี้ผิดถูก

ท่านพระธรรมปิฎก ออกหนังสือกรณีธรรมกายเป็นเล่มที่ 2 มุ่งมั่นปกป้องพระพุทธศาสนาร่วมกับกลุ่มบุคคลข้างต้น นำหลักพระธรรมวินัย มาจับผิด ตีวัดพระธรรมกายให้สิ้นซาก

โดยไม่ได้หาทางออกให้แก่ปัญหาแม้แต่น้อย...!!!

ทำให้ผมมองว่า เรารักพุทธศาสนากันอย่างไร ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนไว้ ถูกปิดตายไว้ในกำปั่นแห่งกาลเวลา การพิจารณา เพ่งเอาผิดกับผู้อื่น เป็นใหญ่กว่าพระธรรมที่พระพุทธเจ้า สดับสั่งสอนชาวโลก

อุเบกขา เมตตา ตกหล่นอยู่ริมกำแพงวัด ข้างกุฏิเก่าร้างกระนั้นหรือ รบกับใจแห่งตนที่มีเครื่องปรุงแต่งทำให้เศร้าหมองใจ รัก โกรธ เกลียด โลภ หลง

วัดพระธรรมกายจะเป็นอย่างไร พระราชภาวนาวิสุทธิ์ จะพาคนนับหมื่นนับแสน เดินขึ้นสวรรค์ หรือเลี้ยวลงเหวนรก ไม่ต้องเป็นห่วง ดอกครับ   พระคุณเจ้า เพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาอยู่แล้ว

กมฺมุนา วตฺตติ โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่ต้องฟูมฟาย ไม่ต้องวิตกจริต กังวลใด เวลาแห่งความเป็นมนุษย์ มีจิตวิญญาณ อยู่ภายใน กายหยาบเรานี้ ช่างน้อยนิดนัก ควรพิจารณาสร้างประโยชน์แห่งตน ให้สำเร็จก่อน จากนั้น จึงค่อยเพื่อบุญเพื่อทาน ให้กับสัตว์ผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในโลกนี้

โซตัส

[หน้าหลัก] [วิวาทะ] [ปุจฉา] [สหัสวรรษ]

1