ปีที่ 2 ฉบับที่ 637 ประจำวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2542

ปุจฉา - วิสัชนา

ผลการปฏิบัติธรรม

ถึงไอ้ทิดและบก.พิมพ์ไทย

ในขณะที่สื่อต่างๆ พยายามบิดเบือนข่าว และความจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย โดยที่ผมก็ไม่เข้าใจว่า สื่อเหล่านั้นทำไปเพื่ออะไร และได้อะไรขึ้นมา แต่เหมือนสวรรค์บันดาล ที่ยังมีสื่อที่ดีที่สุด หลงเหลืออยู่ 2 ฉบับ คือพิมพ์ไทยและดอกเบี้ยธุรกิจ ซึ่งแต่เดิมไม่เคยคุ้นหู คุ้นตาและไม่เคยได้อ่านมาก่อน

ต่อแต่นี้ไป ก็จะขอซื้ออ่านด้วยใจจดจ่อตลอดไป จนกว่าหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับนี้จะเลิกพิมพ์ ถึงแม้ว่าต่อไป จะไม่มีข่าวเกี่ยวกับ วัดพระธรรมกาย ก็ตาม ผมก็จะยังคงซื้ออ่านตลอดไป ผมไม่ได้หวังว่าสื่อต่างๆ จะเข้าข้างวัด เพียงแต่ต้องการให้ลงข่าว ตามความเป็นจริง ที่รู้ที่เห็น ที่ทราบก็พอ ไม่ต้องบิดเบือนหรือใส่ร้าย โดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ สิ่งใดที่เห็นว่าดี มีประโยชน์ก็ควรจะสนับสนุนส่งเสริม สิ่งใดที่ควรแก้ไข ก็ให้ชี้แนะด้วยดวงจิต ที่มีเมตตาธรรม จึงจะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต เป็นศิษย์ตถาคต เป็นทายาททางธรรมของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้

ผมเริ่มเข้าวัดตั้งแต่ ม.ค. 30 แต่เชื่อหรือไม่ว่า ผมไม่เคยรู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับ เจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาส และแม้กระทั่งคุณยายจันทร์ แต่ผมชอบการปฏิบัติ และแบบอย่างที่ท่านแสดงที่ท่านสอน ระเบียบปฏิบัติที่นำมาใช้กับคน มาบวชและคนมาวัด ที่สงบสง่างามเรียบร้อยน่าทึ่ง น่าประทับใจ ซึ่งจะหาดูจากที่อื่นๆ ได้ยาก

การสอนการฝึกสมาธิตามแนวนี้ก็ดูง่ายๆ สบายๆ แม้เด็กๆ ก็สามารถทำได้ หลวงพ่อเจ้าอาวาส สอนตามแนวทาง ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ค้นพบ และสอนสืบทอดกันมา ซึ่งเป็นความจริง ของแท้แน่นอน รอการพิสูจน์ว่า ในกายของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดหรือภาษาใด จะมีกายละเอียดเป็นชั้นๆ ซ้อนอยู่ภายใน ตามภาวจิตใจที่สะอาดและบริสุทธิ์จึงจะเข้าถึงไปตามลำดับ

แล้ววันหนึ่งย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค. 41 ที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์การทำสมาธิแนววิชชาธรรมกายนี้กับเด็ก ที่ยังไม่เคยรู้อะไรมาก่อนตามแนวนี้ ซึ่งอายุแค่ 6 ขวบกว่า เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 เขาเป็นบุตรชายของผมเอง

โดยตอนแรก ให้นึกถึงดวงแก้วที่กลางท้อง เมื่อเห็นชัดเจนมั่นคงดีแล้ว ก็บอกว่าต่อไปเห็นอย่างไรก็ให้บอกอย่างนั้น ผมบอกให้ เด็กมอง เข้าไปในกลางดวงแก้ว ที่นึกเป็นนิมิตครั้งแรก เด็กบอกว่าดวงแก้วขยายใหญ่ แล้วมีดวงใหม่ซึ่งใสกว่า สว่างกว่า สวยกว่า ผุดขึ้นมาแทนที่ แล้วดวงเก่าก็หายไป

ถามความรู้สึกเด็กบอกว่า มีความสุขสบายกาย สบายใจ ผมก็ให้เด็กมองเข้าไปอีก ในกลางดวงแก้ว เขาบอกว่า มีดวงใหม่ ซึ่งใสกว่าสว่าง กว่า สวยกว่าดวงเดิมผุดขึ้นมาแทนที่ ความรู้สึกมีความสุข มีความสบายใจก็มากกว่าเดิม ผมก็ให้ทำเช่นเดิมอีก 2-3 ดวง ก็ให้เด็กหยุดทำ

หลังจากนั้น ให้รักษาดวงแก้วนี้ (ดวงธรรม) แล้วถามความรู้สึกที่ผ่านมา เด็กบอกว่าทุกครั้งที่มีดวงใหม่ผุดมาแทนที่ดวงเก่า ดวงใหม่จะ ใสกว่าสวยกว่า และสว่างกว่า ความสุขความสบายก็มีมากกว่า แล้วผมก็เว้นระยะไว้ประมาณ 1 เดือน โดยไม่ได้บอกให้เด็กทำอย่างไรต่อ

ช่วงที่เว้นระยะไว้ ผมก็ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ ตามที่รับมอบหมายบนภูเขา หลังจากกลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ มาพบเด็กอีกครั้ง ก็ได้ สอบถามผล เด็กบอกว่า ยังมองเห็นดวงนั้นอยู่ ไม่หายไปไหน หลังจากนั้นเมื่อได้เวลาที่สงบและเหมาะสม ผมก็ให้เด็กทำสมาธิต่อไปอีก จากดวงแก้ว ต่างๆ ที่ผ่านมา 6 ดวงก็เห็นกายภายในผุดขึ้นมาแทนที่ ลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไรก็บอกได้ละเอียด

จากกายภายในก็ผ่านดวงธรรมอีก 6 ดวง แล้วพบกายใหม่เช่นนี้สลับกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง "ธรรมกาย" ต่างๆ เด็กบอกว่า สวยงามกว่า กายที่ผ่านๆ มา ที่หัว(เกศ) มีดอกบัวตูมที่กลางหน้าผาก (อุณาโลม) มีขนขดเป็นวงอยู่ 1 วง นิ้วมือทั้งสี่ยาวเท่ากัน แขนกลม ไม่มีปุ่มที่ข้อมือ และ ข้อนิ้วมือ เห็นชัดเจนรอบตัว เห็นทั้งองค์พร้อมกัน สวยงามและมีความสุขที่สุด กายอื่นๆ ที่ผ่านมาสู้ไม่ได้

ส่วนกายอื่นๆ เด็กก็อธิบายความแตกต่างให้ฟัง ตอนที่เห็นกายทิพย์ก็บอกว่า เห็นคนนั่งอยู่ มีเครื่องประดับครอบอยู่ที่หัว (ศีรษะ) เสื้อผ้า และเครื่องประดับ ที่สวมใส่จะติดแนบอยู่กับตัว ไม่ได้ห้อยระโยงระยาง เหมือนกับที่เห็นพวกลิเกแต่ง ซึ่งก็ตรงกับตำรา และคำสอนของหลวงพ่อ วัดปากน้ำทุกอย่าง

เป็นที่อัศจรรย์ว่า ทำไมเด็กถึงรู้และเห็นได้อย่างนั้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้และผมก็ไม่เคยบอกมาก่อน

หลังจากที่เด็กได้เข้าถึงธรรมกายภายในแล้ว ผมก็ให้เด็กทำสมาธิ เข้ากลางของกลางธรรมกายไปเรื่อยๆ อยากรู้ อยากเห็น อยากทราบอะไร ก็ให้เข้ากลางองค์พระธรรมกาย ให้ท่านพาไปที่ต่าง ๆ ที่อยากรู้ สวรรค์แต่ละชั้นเป็นอย่างไร ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติต่างๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว อยู่ที่ไหน ต้องการอะไรก็ทราบหมด

แม้กระทั่งสิ่งที่สูงสุดคือพระนิพพานเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์นั่งอย่างไร มีจำนวนมากมายขนาดไหน ก็ทราบและเห็น อธิบายได้ละเอียด และต่ำสุดนรกแต่ละขุม เด็กก็เคยให้พระธรรมกายพาไปดูว่า สัตว์นรกถูกทำโทษ และทรมาน ได้รับทุกขเวทนาอย่างไร ก็อธิบายได้ละเอียด ยิ่งกว่ามองด้วยตาเปล่า ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพราะผมยังไม่เคยพาไปวัดไผ่โรงวัวหรือวัดพืชอุดม

ปัจจุบันมีโฆษณาลูกอมชนิดหนึ่ง ที่มีผู้ตายชื่อ "บุญเย็น" ลูกผมบอกว่า ไฟนรกไม่ใช่เป็นแบบนั้น ไฟนรกจะลุกท่วมกระทะ และร้อนมาก สัตว์นรกที่อยู่ในกระทะ จะดิ้นทุรนทุรายร้องเจ็บปวดโหยหวน ยิ่งกว่าในทีวีมาก และต้นไม้ที่เป็นหนามให้ปีนจะแหลมและยาวมาก คนที่ปีน จะมีทั้งหญิงและชาย แต่ละคนที่ปีนก็ไม่นุ่งผ้าเลย ถ้าปีนตกลงมา ก็จะถูกผู้ชายตัวใหญ่น่ากลัว นุ่งผ้าสีน้ำตาลแดงเอาเหล็กแหลมๆ มาแทงอีก ลูกผมบอกว่า นรกขุมต่างๆ น่ากลัวมาก ไม่อยากดู

ท่านทราบหรือไม่ว่า บนพื้นโลกที่เรายืนอยู่นี้ยังมีสัมภเวสี เปรต หรือคนที่ตายแล้วไม่มีบุญพอที่จะขึ้นสวรรค์ และไม่ชั่วมากพอ ที่จะตกนรก หรือหมดกรรมจากนรก มาบังเกิดเป็นเปรต และสัมภเวสี เดินเร่ร่อนไปมาปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก สภาพหิวโหย อดอยาก ตัวผอมดำ ผมยาวรุงรัง ไม่มีแม้เสื้อผ้าใส่ ต้องได้รับทุกขเวทนามาก เป็นเวลานานหลายๆ ปีทีเดียว

เมื่อพาลูกผมไปที่ใด ก็จะให้ทำสมาธิเข้ากลางองค์พระธรรมกาย เห็นสภาพเปรต และสัมภเวสีแบบนี้ก็จะแผ่บุญอุทิศให้ ด้วยอานุภาพบุญ เขาเหล่านั้นจะแปรสภาพ เป็นร่างกายที่สมบูรณ์สวยงาม มีเสื้อผ้าใส่ แล้วก็ลอยไปเป็นอากาศเทวา ได้รับสุขไปช่วงหนึ่ง ก่อนไปแต่ละตนจะกล่าว "ขอบคุณมา" และดีใจที่ได้พ้นทุกข์

ผมเคยถามลูกว่า สถานที่ต่างๆ ที่เคยไป สถานที่ใดดีที่สุด ไปแล้วมีความสุขที่สุด ลูกผมบอกว่า "พระนิพพาน" สุขที่สุดไม่มีที่ใดเทียบได้เลย แล้วอย่างนี้จะให้ผมเข้าใจว่าอย่างไร

ฉะนั้นที่มีคำกล่าวว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง" ที่แปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ก็เป็นความจริงนะสิ แล้วจะให้หมายความว่า นิพพานเป็น "อนัตตา" ซึ่งยังอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ ซึ่งยังเป็นอนิจจัง ทุกขังได้อย่างไร

พวกปราชญ์และราชบัณฑิต ผู้อวดรู้ทั้งหลาย ผู้ไม่เคยปฏิบัติและก็ปฏิบัติยังไม่ได้เลย ได้ออกมาแสดงความเห็น และวิจารณ์ผิดๆ ค้านกับ ความจริง ได้หรือ ความรู้สิ่งที่ท่านรู้ ก็ได้มาจากการอ่าน การท่องจำจากตำราเท่านั้น จะถูกต้องและเชื่อถือได้ 100% หรือทั้งๆ ที่ท่านยังไม่เคย รู้เคยเห็น หรือสัมผัสด้วยตา (ญาณ) ภายในเลย ไม่รู้แม้ของต่ำ ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์เราที่สุด คือบนพื้นโลกที่เรายืนอยู่นี้ ยังมีสิ่งละเอียด เป็น สัมภเวสีและเปรต หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "ผี"หรือวิญญาณ ได้รับทุกขเวทนาเดินไปมาปะปนอยู่ นี่ยังไม่รวมถึงที่ลึกลงไปเป็นนรก และที่สูงขึ้นไป หน่อยเป็นสวรรค์ หรือที่สูงขึ้นไปอีกเป็นพรหม และอรูปพรหม

แล้วอย่างนี้ยังจะหาญกล้าไปวิจารณ์ และแสดงความเห็นสิ่งที่เป็นของสูงที่สุดคือ "นิพพาน" ท่านคิดว่ามีภูมิธรรม ภูมิรู้พอแล้วหรือ

มิหนำซ้ำยังกล้าไปด่าว่าพระภิกษุผู้บริสุทธิ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ซึ่งไม่เคยว่าร้ายใครอีก ไม่กลัวบาปหรืออะไร สักวันหนึ่งกรรม จะส่งผล อย่างแน่นอนในไม่ช้า แล้วจะมาสำนึกผิดและเสียใจภายหลังว่า ไม่น่าเลย ก็จะสายเกินไปแล้ว

ตั้งแต่ผมได้เข้าวัดนี้ ก็ได้พบได้คุยและสนทนากับ ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายภายในหลายคน ทุกคนก็รู้ก็เห็นสิ่งที่ละเอียด ที่ตามนุษย์มองไม่เห็น ได้เหมือนๆ กัน ได้เห็นว่า บาป บุญ นรก-สวรรค์ มีจริง กฎแห่งกรรมมีจริง และตามให้ผลแก่ทุกคนเป็นเงาตามตัว ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เป็นไป ตามคำสอนที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่ว" ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งกับคนและสัตว์ มีเหตุมีผลทั้งนั้น ไม่ใช่อยู่ๆ ก็บังเอิญเกิดขึ้นมา บางอย่างส่งผลเร็ว บางอยางส่งผลช้า ถึงกับข้ามภพข้ามชาติ จึงเป็นเหตุให้คนที่ประมาท และไม่เชื่อฟังไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อในผลของบาป-บุญ และการ กระทำ จึงทำให้ต้องได้รับทุกขเวทนาและวิบากกรรมในภายหลัง

ดังนั้นพระพุทธองค์จึงสอนในวาระสุดท้ายก่อนดับขันธปรินิพพานว่า "จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด"

ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อทุกๆ คน

หมวดชาติ

(ทศธพล คงกรุด)

ธรรมกายมีลักษณะใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชร กายธรรมนั้น มีลักษณะแตกต่างกับกายในภพ เป็นอย่างมาก กล่าวคือ เป็นกายมาตรฐาน ของมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด สวยงามที่สุด สวยกว่ามนุษย์ เทวดา พรหม และอรูปพรหมทั้งหลาย มีลักษณะเหมือนพระพุทธปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนแก้ว เหมือนองค์เพชรทั้งองค์ มีชีวิตจิตใจ มีรัศมีสว่างไสวนั่งขัดสมาธิ เข้านิโรธสมาบัติอยู่ ณ ศูนย์กลางกายเรา หันหน้าออกไปทางเดียว กับเรา

กายธรรมมีขนาดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับกิเลส หรือสังโยชน์หลงเหลืออยู่

หลักฐานที่แสดงว่า ธรรมกาย คือ กายภายในของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาหลายแห่ง แต่ในที่นี้ จะขอยกข้อความซึ่งอยู่ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี (ปฐม ภาโค) ข้อ 88 หน้า 95 ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระวักกลิ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของพราหมณ์ ชาวนครสาวัตถี เรียนจบไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์ เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ด้วยความอยากเห็นรูปโฉม ของ พระบรมศาสดา ครั้นบวชแล้วก็คอยติดตามดูพระองค์ตลอดเวลา จนไม่เป็นอันเจริญภาวนา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรอเวลา ให้อินทรีย์ของเธอแก่กล้า ครั้นแล้วก็ตรัสเตือนเธอว่า วักกลิจะมีประโยชน์อะไร ที่ได้เห็นกายเปื่อยเน่านี้ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม

ดังนั้นเมื่อเดินถูกทางแล้ว "ไอ้ทิด" ก็ขอให้ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้เข้าถึงมรรคผลโดยเร็ว หากยังไม่บรรลุมรรคผล นิพพานในชาตินี้ได้ ประสบการณ์และบุญกุศลทั้งปวง ที่ได้บำเพ็ญไว้ในปัจจุบันชาติ ก็ไม่สูญเปล่า ย่อมสะสมเป็นรากฐานหรือกองทุน เพื่อรอ เวลาออกผลในชาติภพต่อๆ ไป

สมดังพุทธภาษิตที่ว่า "แม้หม้อน้ำ ย่อมเต็มไปด้วยหยาดน้ำที่ตกทีละหยดฉันใด ผู้มีปัญญาสั่งสมบุญมาทีละน้อยๆ ย่อมเต็มไปด้วยบุญฉันนั้น" เมื่อบุญเต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้ได้บรรลุพระนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ไอ้ทิด

[หน้าหลัก] [หน้า1] [วิวาทะ] [ปุจฉา]

1