ปีที่ 2 ฉบับที่ 637 ประจำวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2542

วิวาทะ

ส.ศิวรักษ์อย่าเหมา วัชรยานลัทธิใครว่ะ?

ผมอ่านคอมลัมน์ คัมภีร์ จาก...แผ่นดิน โดยคุณบาราย นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม ก็อดคิดถึงพวกที่ออกมาด่า ๆ วัดพระธรรมกายไม่ได้ เป็นมุมมองจากความเห็น ที่ปราศจากอามิสสิ้นจ้าง บริสุทธิ์ ขาวสะอาดกว่าหมาเฝ้าบ้าน หรือมหานอกวัดหลายตน
ภาษาไทย เป็นภาษาที่ยากเย็นแสนเข็ญ เขียนผิดนิดเดียว ความหมายกลายเป็นคนละเรื่องกันเลย โดยเฉพาะตัวผมที่มักหลงลืม เขียนคำว่า "มหา" เป็น "หะมา"อยู่บ่อยครั้ง

พุทธพจน์ที่ว่า ปัญญาคือศาสตราวุธที่ทรงพลัง เป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์

แต่ปัญญาหากตกอยู่กับเจ้าลัทธิมนต์ดำ หรืออยู่กับโจรในคราบนักบุญ เป็นเรื่องที่สังคม จะต้องช่วยกันตรวจสอบ ด้วยวิจารณญาณ ของแต่ละปัจเจกชน

ส.ศิวรักษ์ คนหัวหงอก ๆ ปากเบี้ยวมองมหาเถรสมาคมไม่เอาไหน ไม่เข้าท่า มีแต่พระแก่ ๆ อายุ 83-84 พ่นน้ำลาย ลามไปถึงองค์สมเด็จ พระสังฆราช โน้น...

แม้แต่พระคุณเจ้าพระธรรมปิฎก ก็คล้อยตามสื่อมวลชนลงความเห็นว่า วัดพระธรรมกายมีคำสอนที่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะกรณี พระนิพพาน เป็นอัตตา เป็นการนำรูปแบบความเชื่อถือของ นิกายมหายาน มาปะปนกับคำสอนของเถรวาท

ข้อเขียนของคุณบาราย แยกแยะนิกายใหญ่ทางพุทธศาสนาอ้างถึงหนังสือของ อาจารย์ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พอสรุปได้ดังนี้

หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานประมาณร้อยปี หลังการสังคายนาครั้งที่สอง สงฆ์เริ่มแบ่งแยกเป็นสองนิกาย นิกายเถรวาท และนิกาย อาจาริยวาท

"เถรวาท" คือนิกายที่เจริญเติบใหญ่ในเมืองไทยเรา ปัจจุบันนิกายนี้ยิ่งใหญ่สุด ยึดถือพระธรรมคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก พระรัตนตรัย มี 3 ควรแก่การเคารพกราบไหว้ คือ  1) พระพุทธ  2) พระธรรม  3) พระสงฆ์ เดินตามพระอรหันต์เต็มรอย

ส่วนสงฆ์อีกฝ่าย ยึดถือหลักพระอาจารย์รุ่นหลัง มีสงฆ์จำนวนนี้มาก จึงสถาปนาฝ่ายตัวเองเป็น "มหายาน" ฝ่ายนี้นับถือพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ อาทิ เจ้าแม่กวนอิม รวมถึงเชน ซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศจีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ

ประวัติจารึกว่า นิกาย "มหายาน" เข้ามาเผยแผ่ในเมืองไทยก่อน "เถรวาท" ด้วยซ้ำไป นิสัยคนไทยเห็นว่า ผู้สอนโกนหัวห่มผ้าเหลือง เหมือนกัน จึงรับไว้หมด เทพเจ้าก็เอา พระพุทธเจ้าก็นับถือ

สรุปว่าฝ่ายเถรวาทเป็นหินยาน นับถือพระพุทธเจ้าองค์เดียว ยึดพระธรรมคำสั่งสอน เป็นหลักปฏิบัติ ควบคู่ไปกับการนับถือ ลัทธิผีสาง เทวดานางไม้

เอเซียอาคเนีย์รับหินยานไว้ มหายานในอินเดียไม่มีคู่แข่ง สุดท้ายมาแข่งกับมหายาน นิกายใหม่ คือ "วัชรยาน"

เมื่อมหายานแต่งเติมเสริมผู้ช่วยพระพุทธเจ้าจากองค์เดียวเป็นหลายองค์ มีทั้งพระโพธิสัตว์ นางดารา การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า จึงหนักไป ทางพิธีกรรม ลัทธิความเชื่อ เวทมนต์คาถา เขียนยันต์ เหล่านี้ล้วนชักพาพระพุทธศาสนาของเรา เข้าป่าลึกไปทุกที

"หินยาน" หรือ "เถรวาท" สอน ศีล สมาธิ ปัญญา ส่วน "มหายาน" สอนให้ทำ กงเต๊กช่วย

ขณะที่ "วัชรยาน" สอนท่องมนต์ ทำให้ล่องหนหายตัว อยู่ยงคงกระพัน มีอำนาจบังคับเทวดา

วิชาบังคับเทวดา วัชรยานได้จากตันตระวิธีพราหมณ์ ถ้าพูดนิพพาน นิกายนี้สามารถทำให้คนนิพพานได้ เร็วกว่าสายฟ้าแลบ และวิธีที่ทำให้ เร็วกว่าสายฟ้าแลบวิธีหนึ่งก็คือ การท่องมนต์ "โอม มณี ปัทเท หุม แปลว่า โอม มณี ในดอกบัว"

มณีในดอกบัว. .มองด้วยปัญญาเถรวาท อาจถือว่าเป็นการสรรเสริญ พระบริสุทธิคุณ พระพุทธเจ้า เหมือนมณีที่ผุดผ่อง กลางดอกบัว เหนือน้ำ แต่จากเจตนาวัชรยาน มณีในดอกบัว กลายเป็นการทำ "สันถวะ" ระหว่างเพศชาย-หญิง พระสัมโภคกาย สันถวะกับนางดารา พระโพธิสัตว์ กับนางดาราไปซะฉิบ

เรายึดมั่นกันอย่างนี้ โบสถ์วัชรยานแทนที่จะมีรูปพระพุทธองค์ กลับมีรูปคนร่วมประเวณีกัน หน้ามือเป็นหลังเท้าทีเดียว เพราะตรงกับ ข้อห้ามของพระพุทธเจ้า แต่วัชรยานกลับถือเป็นข้อวัตรปฏิบัติ เพื่อตีตั๋วไปสู่พระนิพพานดังสายฟ้าแลบ

ด้วยประการนี้เอง "วัชรยาน"   จึงเร่งไปนิพพานด้วยการถือมะการห้า คือ มัทยะ ต้องดื่มเหล้า มังสะ กินเนื้อ มัตสยะ กินเนื้อปลา มุทรา ผู้หญิง และมะสุดท้ายคือ เสพเมถุน

คุณบารายอ้างถึงข้อเขียนของอาจารย์หม่อม ที่แยกแยะนิกายทางพุทธศาสนาไว้อย่างนี้ และผมก็คัดลอกข้อความสำคัญ คุณบารายมา ส่วนอาจารย์หม่อมท่านคัดจาก พระไตรปิฏกมาอย่างไร ต้องลงไปค้นหากันอีกที แต่เชื่อว่า เนื้อหาคงไม่หนีความเป็นจริงเท่าใด

จึงทำให้ผมพิจารณาถึงวิวาทะข้อถกเถียง พระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาไม่ได้บ้างว่า จะถึงนิพพานต้องพระไตรปิฏก บ้างว่า ต้องน้อม นำคำสอนมาปฏิบัติเพียรสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญา นำสู่พระนิพพาน จะผิดเพี้ยนอย่างที่ผมคัดลอกข้อเขียน คุณบารายหรือไม่ ผมขออนุญาต คุณบาราย นำข้อเขียนมุมมองบริสุทธิ์ดังกล่าว มาเผยแผ่อีกครั้ง และขอตีความด้วยความเห็นส่วนตัวดังนี้

ส.ศิวรักษ์, เสฐียรพงษ์ วรรณปก และด็อกเตอร์เจิม เปิดใจให้กว้าง ๆ   ก่อนพิพากษาวัดพระธรรมกาย อย่าคิดว่าเรื่องนี้ เราแพ้กันไม่ได้ ผมเรียนว่า เรื่องของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะ แต่เป็นเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ ซึ่งไม่หนีไปไหน มันก็ตกอยู่กับสัตว์โลกทุกผู้นาม
โดยเฉพาะ ส.ศิวรักษ์ ตีความหมายวัดพระธรรมกาย ผ่านทางสื่อมวลชนบิดเบือนแบบสุด ๆ ท่านเอาอะไรมาคิด จึงเหมาเอา "วัชรยาน" กิน ขี้ ปี้ นอน คือ นิกายที่วัดพระธรรมกายเคารพนับถือ

ผมได้ตรวจสอบวัดนี้ด้วยตนเองก็ไม่พบว่า จะเป็นจริงดังคำกล่าวหาสักเรื่อง คิดผิดคิดเสียใหม่ อย่าพยายามบิดเบือนเลยครับ ความจริง ก็คือความจริง เร่งทำลาย มิจฉาทิฏฐิ กลับตัวเป็นชาวพุทธแท้ ๆ ไม่มีใครเขาถือสาอะไรหรอกครับ อย่างน้อยสังขารอย่างท่าน หากใครคิดจะทำร้าย ตีหัวฉะปาก ก็คงทำไม่ลงแน่ ๆ ตรงข้ามควรทำ สัมมาทิฏฐิ ให้เกิดกับท่าน ก่อนลาลับจากโลกนี้ จะเป็นมหากุศลมากกว่า

ยังพอมีเวลาหยุดบทบาทซ้ำซากของท่าน ก่อนที่คนรุ่นลูกรุ่นหลาน ท่านจะพากันถอนหงอก ไม่เหลือแม้เส้นไม่ดีกว่าหรือ? ถ้าเลิกไม่ได้ ก็ควรกลับไปสำรวจ พรรคพวกตนเอง แล้วจะพบว่าใครกันเล่านิยมชมชื่น "วัชรยาน" ดื่มน้ำเมาสอนธรรมะ มักมากในกาม ปากด่าพระ ด่าเจ้า มือถือสุรา กินกับแกล้ม สายตาแทะโลมนารี ลูกเขาเมียชาวบ้าน ใครกันครับ หรือสำคัญตนได้นิพพานดังว่า จึงสำคัญตน มาสั่งสอนพระสังฆราช ท้วยล้วน...

อีกคนอาจารย์เสรี ผู้นำ "บัณเฑาะก์" ผมติงท่านไปแล้วว่า ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาวิพากษ์ มส. แม้แต่การอุปสมบทชาตินี้ก็แห้ว... หยุดเสรี ปากไม่เลือกเวลาเสียที เสรีทางเพศเมืองไทยเรา พอเปิดใจกว้างรับบ้างแล้ว แต่เสรีทางปาก ไม่เลือกเรื่องที่เหมาะที่ควร มันจะย้อนกลับเข้าตัว นะตัว

ดูภาพอาจารย์ทางทีวี นั่งหน้าขาวเป็นกรรมการตัดสิน การประกวดกระเทยที่ พัทยา ใช่เลย... นี่แหละงานที่อาจารย์เสรีถนัด และเหมาะสม ที่สุด ไม่ใช่ออกมาลบหลู่พระเถระ อย่างที่ผ่านๆ มา เข้าใจหรือยังจ๊ะตัวเอง ประเทืองท้วย...!!....

โซตัส

[หน้าหลัก] [หน้า1] [วิวาทะ] [ปุจฉา]

1