ปีที่ 2 ฉบับที่ 622 ประจำวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2542

หน้า 1-1

เจิมศักดิ์กระอักคาจอ เจ้าคุณพิพิธฯ เทศน์

สื่อใจร้าย เน้นธุรกิจ ยืมมือพระถล่มพระ

เจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร เทศน์ "เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" หน้าแตกคาจอทีวี ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช่เที่ยวไปนิมนต์พระที่ตัวเองรู้จัก สามารถควบคุมได้ มาออกรายการทีวี เดี๋ยวจะถูกสั่งแบบจนไม่มีรายการจัด ระบุสื่อมุ่งแต่ล้มวัด พยายามโยงประเด็นนั้น ประเด็นนี้ ทั้งที่ไม่มีข้อมูล ความจริง ลงข่าวด่าพระ แต่ข้างในกลับขายโฆษณาพระ วัด

เพื่อความชัดเจนในการนำเสนอข่าววัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะบทบาทของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของรายการ "ตามหาแก่นธรรม" ออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 เวลาประมาณ 21.00 น. ทุกวันอาทิตย์ มี ดร.เจิมศักดิ์ดำเนินรายการ โดยตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา รายการดังกล่าวเสนอข่าวโจมตีวัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงถึงขั้น พิธีกร ดร.เจิมศักดิ์ ตั้งกระทู้คำถาม ในวงเสวนา ถึงความไม่เชื่อมั่นในองค์กรสงฆ์ "มหาเถรสมาคม" พระเถระบางรูปมีผลประโยชน์กับวัดพระธรรมกาย รับเงินรับทอง จึงไม่กล้าออกมาตัดสินใจ ชี้ผิดชี้ถูกวัดและพระวัดพระธรรมกาย ทำให้หลายฝ่ายข้องใจต่อบทบาทของดร.เจิมศักดิ์ เป็นอย่างมาก มีคำถามว่า ดร.เจิมศักดิ์ มีเจตนาปกป้อง พุทธศาสนา หรือทำลายพระพุทธศาสนา โดยรู้เท่าไม่ถึงการกันแน่

ล่าสุด รายการตาดูหูฟัง ออกอากาศทุกวันพุทธที่ 2 ของเดือน (10มี.ค.) เวลา 09.45 - 10.45 น. มีดร.จักรภพ เพ็ญแข เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้เชิญ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และท่านเจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร เลขาฯเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์เทพวราราม มาร่วมรายการในหัวเรื่อง "ใช้สื่อเพื่อศาสนา : ประสิทธิภาพและขอบเขต"

ถาม คิดอย่างไรกับการที่พระใช้สื่อ

เจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร กล่าวว่า ใครปฏิเสธสื่อก็ปฏิเสธความเจริญ ปฏิเสธความก้าวหน้าของมนุษย์ พระก็เป็นมนุษย์ มีสิทธิจะใช้ เพื่อ วัตถุประสงค์ต่างๆ

ถาม ดร.เจิมศักดิ์ คิดอย่างไรในเรื่องนี้ ทำไมจึงจัดรายการเกี่ยวกับศาสนา คือ "ตามหาแก่นธรรม"

ดร.เจิมศักดิ์ ให้เหตุผลว่า ที่ต้องการจัดรายการเกี่ยวกับศาสนา มีเหตุผล 2 ประการ

1. เรื่องทุกเรื่องมีส่วนสัมพันธ์กับศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เชื่อว่า ศาสนาพุทธ สามารถอธิบาย และให้มุมมอง ทางธรรมได้

2.มองว่าศาสนาพุทธขณะนี้ มีสนิมเกาะ มีพวกกาฝากจะมาทำลายพุทธศาสนา จึงต้องจัดรายการประเภทนี้

เจ้าคุณพิพิธีธรรมสุนทรพูดว่า มีคนบอกว่า หากพระองค์ใดที่ดร.เจิมศักดิ์ควบคุมไม่ได้ ก็จะไม่เชิญมาออกรายการตามหาแก่นธรรม ระวัง พฤติกรรมอย่างนี้ จะทำให้เกิดวิกฤตในการจัดรายการ และจะถูกยกเลิกเหมือนที่แล้วมา จนไม่มีรายการให้จัด

ดร.เจิมศักดิ์พูดสวนขึ้นมาทันทีว่า ถ้าคิดอย่างนั้น ถือว่าเป็นการให้เกียรติอย่างสูง ที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะรายการที่จัดนั้น เป็นรายการสัญจร ที่เจ้าภาพจะเป็นคนเชิญพระเข้าร่วมรายการเอง ตนไม่ได้เชิญ และไม่มีโอกาสเลือกพระ "ดังนั้น ที่ว่าผมต้องเลือกพระที่ควบคุมได้ จึงไม่เป็น ความจริง" ดร.เจิมศักดิ์ ตอบ อย่างมีอารมณ์ไม่สู้จะดีนัก

ขณะเดียวกัน ดร.จักรภพเห็นว่า บรรยากาศไม่ดี ขึงพยายามตัดบทด้วยการถามถึงกรณีวัดพระธรรมกาย

เจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร เห็นว่า กรณีของวัดพระธรรมกายนั้น อาตมามองว่า เป็นเรื่องของการยอมแพ้กันไม่ได้ ไม่ได้เกิดจาก การวิจารณ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ที่ผ่านกลายเป็นว่า สื่อต่างๆ ทำการพิพากษาโดยไม่ได้อยู่บนเหตุผลของการวิจารณ์ จุดนี้เป็นอันตราย เพราะสื่อมองว่า แพ้ไม่ได้ ที่สำคัญใครเขียนอะไรโจมตีใครในวันนี้ จะกลายเป็นข้อมูลที่สามารถสืบค้นในอนาคตได้ ดังนั้น ไม่ควรนำเสนอในเรื่องที่ไม่เป็นจริง

เมื่อถามว่า กรณีวัดพระธรรมกาย มีการใช้ทีวีถ่ายทอดสด ใช้ป้ายโฆษณา มีคนมองเป็น 2 ประเด็น คือ การกระทำดังกล่าว มากเกินขอบเขต ของพระสงฆ์ หรือมองว่า ธรรมกายเก่งสามารถใช้สื่อได้ดี มีความเห็นอย่างไร

เจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร กล่าวว่า การใช้สื่อนั้น เป็นการใช้หลักเกณฑ์ของฆราวาส วัดพระธรรมกายก็มอบให้มืออาชีพ มาดำเนินการด้านสื่อ ก็ไม่น่าจะผิดอะไร ที่สำคัญหากเป็นการกระทำที่ไม่ผิดพระวินัย ก็ไม่ผิดเช่นกัน

ภาพการถ่ายทอดสดการบวชอุบาสกแก้ว ถือเป็นภาพที่งดงาม เพราะไม่พระวัดใด งดงามเทียบเท่า พระวัดพระธรรมกายอีกแล้ว จะเห็นได้ ว่า หากนักเรียน นิสิต นักศึกษา ต้องการภาพพระที่งดงามแล้ว ต้องตัดภาพพระวัดพระธรรมกายไปใช้ทั้งสิ้น เพราะเป็นภาพที่สวยงาม

ดร.เจิมศักดิ์กลับเห็นว่า ตนมองว่า มันขึ้นอยู่กับเจตนาที่จริงแล้ว ตนเห็นด้วยกับการใช้สื่อของวัดพระธรรมกาย แต่ต้องดูว่า เจตนาบริสุทธิ์ หรือไม่ อย่างกรณีวัดพระธรรมกายตนไม่แน่ใจ

ถามว่า การจะดูเจตนาว่าบริสุทธิ์หรือไม่ ต้องดูที่ผล แต่ก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้

เจ้าของรายการตามหาแก่นธรรม ให้เหตุผลว่า เมื่อวัดพระธรรมกายใช้สื่อที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางเกิน ชุมชนรอบข้างก็ต้องได้รับด้วย ดังนั้น การตรวจสอบจากสังคม จากสื่อมวลชน ก็ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

"ที่ผ่านมา สื่อไม่กล้าตรวจสอบ เพราะเป็นเรื่องของพระที่ถือศีลสูงกว่า แต่เมื่อมีสื่อหนึ่งสื่อใดกล้าวิจารณ์ กล้าเขียนถึง สื่ออื่นๆ ก็กล้าที่เขียนถึงบ้าง"

ขณะที่เจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร แย้งว่า ต้องมองอย่างนี้ ที่จริงสื่อก็คือบริษัทเอกชนที่ลงทุนแล้ว ก็ต้องแสวงหากำไร พยายามที่นำเสนอสินค้า กรณีธรรมกาย ถือเป็นสินค้าที่ขายดี ก็พยายามใส่สีตีไข่จนเกินความเป็นจริง สื่อต่างๆ เมื่อเห็นสินค้าตัวนี้ ขายดี ก็หันมาทำสินค้าเหมือนๆ กัน เพื่อที่ จะขายได้ และเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่เพื่อต้องการตรวจสอบ แต่นี้มันกลายเป็นการพิพากษาไปแล้ว "ลองดูสิลงข่าวด่าพระ แต่ข้างในขายโฆษณา พระ โฆษณาวัด" เจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร กล่าว

ดร.เจิมศักดิ์ แย้งว่า ที่มีการลงโฆษณาวัด พระ ต้องแยกให้ออก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าวัดใดลงโฆษณา สื่อไม่กล้าเขียนโจมตีเมื่อวัดนั้นๆ ทำเรื่องผิดพลาด จุดนี้สื่อก็ขาดความเป็นกลาง

เจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทรกล่าวด้วยว่า อาตมามองว่า สื่อพยายามที่จะล้มล้างวัดพระธรรมกายมากเกินไป พยายามที่จะลากโยงประเด็นนั้น ประเด็นนี้ ทั้งที่ไม่มูลความจริง อาตมาขอร้องเถอะ อย่าเอาเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ มาทำเป็นเรื่องใหญ่ อย่างกรณีที่สื่อโจมตี วัดพระธรรมกาย เรื่อง ตัดต้นโพธิ์ ที่พระราชทาน เอามาเขียนได้อย่างไรว่า เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรื่องนี้สื่อต้องยุติ รอการตัดสินจากเถรสมาคม

สำหรับ ดร.เจิมศักดิ์ เป็นนักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์ปากกล้าคนหนึ่ง ที่ผ่านมา ยามที่เขาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเมืองร้อนแรง จนถูก มือมืดปาระเบิดใส่บ้านพักมาแล้ว ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า มีสาเหตุมาจากบทบาทในการทำงานของเขา

[หน้าหลัก] [หน้า1-1] [หน้า1-2][วิวาทะ] [สหัสวรรษ][ปุจฉา]

1